Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน9 สิงหาคม 2545
แฉกสท.ป่วนหุ้นทศทคอร์ป เมิน"ทักษิณ"ยื้อมือถือ1900             
 


   
www resources

โฮมเพจ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

   
search resources

ทศท คอร์ปอเรชั่น




แฉกสท.เป็นตัวฉุดราคาหุ้นทศท คอร์ปไม่สูงถึง 7 เท่าของราคาพาร์ ตามการวิเคราะห์ที่ปรึกษาการเงิน เหตุจากความไม่ชัดเจน 4 ประเด็นหลักโดยเฉพาะโครงการมือถือ 1900 ที่กสท.หักดิบนโยบายนายกฯ ไม่สนซูเปอร์บอร์ด แต่ดันทุรังร่างบันทึกข้อตกลง ผูกมัดทศท คอร์ป ให้บริหาร โครงการมือถือ 1900 ยุ่งยากกว่าเดิม

แหล่งข่าวจากบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่นกล่าวถึงราคาหุ้นว่าที่ปรึกษาการเงินของทศท คอร์ป ประเมินว่าราคาหุ้นของทศท คอร์ปจะสูงประมาณ 7 เท่าจากราคาพาร์ แต่ต้องมีความชัดเจนใน 4 เรื่องคือการแปรสัญญาสัมปทานกับเอกชน, คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.),การให้บริการสาธารณะอย่างโทรศัพท์สาธารณะทางไกลชนบทและการดำเนินโครงการโทรศัพท์มือถือในระบบ 1900 เมกะเฮิรตซ์

"หากทั้ง 4 เรื่องชัดเจน ราคาหุ้นน่าจะสูงกว่าพาร์ 7 เท่า แต่หาก 4 เรื่องดังกล่าวมีเรื่องใดไม่ชัดเจน ราคาหุ้นก็จะลดหลั่นลงไปตามลำดับ"

อนาคตของหุ้นทศท คอร์ปคงไม่สูงถึง 7 เท่า เพราะอย่างน้อย โครงการโทรศัพท์มือถือ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ก็ยังไปไม่ถึงไหน มีปัญหาในการทำธุรกิจอย่างมากจาก ความไม่ชัดเจนและไม่ลงรอยระ หว่างทศท คอร์ป กับการสื่อสารแห่งประเทศไทย(กสท.)

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (สรท.) เคยเข้าพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาเพื่อขอความชัดเจนในเรื่องโทรศัพท์มือถือ 1900 เมกะเฮิรตซ์เนื่องจากการทำงานไม่สะดวกราบรื่น ขาดอำนาจตัดสินใจในเชิงที่มีศักยภาพเพื่อแข่งขันกับเอกชน

เนื่องจากการตัดสินใจทุกอย่างต้องผ่านคณะกรรมการ 3-4 ชุดทั้งบอร์ดทศท คอร์ป บอร์ดกสท.บอร์ดคณะกรรมการร่วมค้า ทำให้นายกฯ ให้นโยบายว่าให้เหลือ เพียงซูเปอร์บอร์ดเพียงชุดเดียว ที่ประกอบด้วยนายศรีสุข จันทรางศุ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประ ธานกรรมการมี 4 คนคือนาย สุธรรม มลิลา กรรมการผู้จัดการใหญ่ทศทคอร์ป นายศุภชัย พิศิษฐวานิช ประธานบอร์ด นายธีระพงศ์ สุทธินนท์ ผู้ว่าการกสท. และนายไกรสร พรสุธี ประธานบอร์ดกสท.

ปรากฏว่าซูเปอร์บอร์ดยังไม่ได้มีการประชุมใดๆเลย เพื่อเดินหน้าโครงการมือถือ1900 เมกะ- เฮิรตซ์ แต่กสท.กลับฉกฉวย โอกาส ทำบันทึกข้อตกลงร่วมลง ทุน โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1900 เมกะเฮิรตซ์ หวังให้ทศท คอร์ป เซ็นผูกมัด พร้อมทั้งส่งร่างบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้อัยการสูงสุดพิจารณาด้วย

"ท่านนายกฯเห็นปัญหาของโครงการมือถือ 1900 ทำให้สลายอำนาจบอร์ดต่างๆเหลือเพียงซูเปอร์บอร์ดเดียวเพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน แต่กสท.กลับทำบันทึกข้อตกลงร่วมลงทุนมาผูกมัดทศท คอร์ป อีกเหมือนกับไม่เห็นนโยบายนายกฯในสายตา เพราะรายละเอียดในข้อตกลง ยิ่งทำให้การบริหารงานยุ่งยากมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ"

รายละเอียดที่ไม่เข้าท่าของข้อตกลง จะเห็น ได้จากข้อ 3 เรื่องการร่วมลงทุนและสัดส่วนการลงทุน ในข้อย่อย 3.4 ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกิจการร่วมค้าตามบันทึกข้อตกลงนี้ รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้จ่ายไปในการนี้ ก่อนการลงนามในบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายเป็นผู้รับผิดชอบออกเองทั้งสิ้น ส่วนค่าธรรม เนียมและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการร่วมค้า

"ที่ผ่านมามีแต่ทศท คอร์ปออกเงินไปก่อน เรียกว่างานนี้ชักดาบเอาเปรียบกันตั้งแต่แรกเลย" นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก เช่นข้อ3.5การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการลงทุนของคู่สัญญาภายในกิจการร่วมค้าจะต้องได้รับการอนุมัติจากคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย 3.6 ห้ามมิให้คู่สัญญาโอนสิทธิในกิจการร่วมค้าให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่จะได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่สัญญาอีกฝ่าย และคู่สัญญาฝ่ายโอนสิทธิจะต้องจัดการให้ผู้รับโอนเข้าผูกพันตามบันทึกข้อตกลงนี้ทุกประการเหมือนเป็นคู่สัญญาเดิม

3.7 การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการลงทุนและ/หรือการโอนสิทธิในกิจการร่วมค้าตามข้อ 3.5 และ 3.6 ที่ให้ใช้บังคับในกรณีที่การดำเนินการนั้นเป็นไปตามมติครม.หรือตามกฎหมาย แต่ต้องแจ้งให้คู่สัญญาทุกฝ่ายรับทราบ

3.8 การเพิ่มหรือลดการลงทุนหรือวงเงินลงทุนในแต่ละคราว ให้มีการถือสัดส่วนการลง ทุนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามสัดส่วนของคู่สัญญาที่ถืออยู่นั้น 3.9 ในกรณีที่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม โดยการอนุมัติร่วมกันของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเกิดจากการขาดทุนจากการประกอบการ หรือ การขยายธุรกิจอันต้องการการลงทุนเพิ่ม ให้ คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายต่างรับผิดชอบการลงทุนเพิ่ม เติมตามสัดส่วนการลงทุนที่ระบุไว้ในข้อ 3.1 (ทศท คอร์ป ถือหุ้น 57.89% กสท.ถือหุ้น 42.11%) ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการร่วมเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและวิธีการในการลงทุนเพิ่มเติม

"เห็นได้ชัดว่า การเพิ่มทุนจะทำได้ลำบากมาก ซึ่งทำให้ไม่คล่องตัวในการทำงาน แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนคือความพยายามของกสท.ที่จะให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ่วมกันระหว่างทศท คอร์ปกับกสท."

ในบันทึกข้อตกลง ข้อ 5 เรื่องการบริหารจัดการของกิจการร่วมค้า ข้อย่อย 5.1 คณะกรรม การร่วม ระบุว่าคู่สัญญาตกลงให้กิจการร่วมค้าที่จะจัดตั้งขึ้นมีคณะกรรมการร่วมกันระหว่างทศท. และกสท.มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการและควบคุมดูแลการดำเนินกิจการของกิจการร่วมค้าให้เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบด้วยกรรมการ9 คนเป็นของทศท คอร์ป 5 คนเป็นของกสท. 4 คน

แต่ประเด็นที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องการลงมติของคณะกรรมการ ในข้อ 5.2.3 ระบุว่าการลงมติทั้งปวงของคณะกรรมการร่วมต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบข้างมากจากกรรมการที่เข้า ร่วมประชุมด้วยตนเอง หรือโดยผู้รับมอบฉันทะ และจะต้องมีกรรมการจากทศท คอร์ปและกสท. ฝ่ายละหนึ่งคนเป็นอย่างน้อยเห็นชอบตามมตินั้น ในกรณีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการ ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

"ลองคิดดูง่ายๆ ในเรื่องการลงมติ หากตัวแทนกสท.ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะมีเหตุผลซ่อนเร้นอะไรอยู่เบื้องหลังก็ตาม ทุกเรื่องที่ต้องดำเนิน การก็ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการร่วม ไม่สามารถดำเนินการได"

ข้อสังเกตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องกล่าวหากสท. เลื่อนลอย แต่มีประสบการณ์เห็นได้ชัดเจนกรณี การแต่งตั้งบริษัทสามารถ อี-เทรดดิ้ง และไออีซี ให้เป็นตัวแทนขายและบริการ ทั้งๆที่คัดเลือกได้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่สามารถเซ็นสัญญาได้ เพราะกสท.เตะถ่วงต้องการลงนามในสัญญาด้วยทำแม้กระทั่งส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณา หรือแม้กระทั่งมีการเซ็นสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมาโดยนายธรรมนูญ จุลมณีโชติ รองผู้ว่าการกสท.เป็นพยานก็ตาม แต่นายไกรสร พรสุธี ประธานบอร์ดกสท.ก็ออกอาการกราดเกรี้ยว ถึงกับพูดอย่างมีอารมณ์ว่าจะปลดนายธรรมนูญ เพราะดอดไปเซ็นเป็นพยานแทนที่จะเป็นคู่สัญญาร่วม

ความพยายามลากให้โครงการล่าช้าออกไป อีกยืนยันได้จากหนังสือที่นายไกรสร ทำถึงประ ธานบอร์ดทศท คอร์ป เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา แสดงความไม่พอใจในการเซ็นสัญญาสามารถ ไออีซี โดยข้อความช่วงหนึ่งระบุว่าในฐานะประธานกรรมการกสท. ขอยืนยันว่าบอร์ดกสท. มีเจตนารมณ์ต้องการให้โครงการโทรศัพท์เคลื่อน ที่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ก้าวไปสู่ความสำเร็จในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพเครือข่าย จำนวนผู้ใช้บริการ แต่ทุกอย่างต้องดำเนินการด้วยความถูก ต้อง โปร่งใสสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้

หนึ่ง. สำหรับความถี่ก็ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุ(กบถ.) ให้ทั้ง 2 หน่วยงาน (ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงาน หนึ่ง) มาดำเนินโครงการนี้ร่วมกันโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะก้าวไปสู่เทคโนโลยี 3G ในอนาคต

สอง. ดังนั้นในรูปแบบของการบริหารงานของกิจการร่วมค้า จะต้องมีการหารือกันอย่างใกล้ชิด และเห็นชอบร่วมกันก่อนที่จะได้มีการดำเนินการ อย่างไรต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่เกิดความผิดพลาดขึ้นและคง จะไม่มีเหตุการณ์ ที่สร้างความไม่สบายใจให้แก่ทั้ง 2 ฝ่ายในอนาคตอีกต่อไป "เห็นได้ชัดว่าถึงแม้ท่านนายกฯ จะปลดล็อกเรื่องอำนาจตัดสินใจให้เหลือบอร์ดเดียว แต่กสท.ก็ยังไม่พยายามทำให้ทุกอย่างยุ่งมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แม้กระทั่งการเซ็นสัญญาสามารถ ไออีซี ก็ยังไม่พอใจทั้งๆที่รองผู้ว่าการกสท. ธรรมนูญเซ็นเป็นพยาน ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มองภาพรวมว่าโครงการ 1900 จะเป็นอย่างไร"

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us