Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน7 สิงหาคม 2545
3ปีหลังวิกฤตการณ์การเงินกับสถานการณ์การแข่งขันระหว่างกลุ่มธนาคาร             
 


   
www resources

โฮมเพจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.
Banking




ล่าสุดธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 12 แห่งประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2545 (ก่อนสอบทาน) โดยช่วงครึ่งแรกปี 2545 ระบบธนาคารกำไรสุทธิประมาณ 1.28 หมื่นล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิประมาณ 1.76 หมื่นล้านบาท (ก่อนรายการพิเศษ) ช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ปรับตัวดีขึ้นประมาณ 173%

เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มธนาคาร กลุ่มธนาคารรัฐกำไรสุทธิประมาณ 7.18 พันล้านบาท (+139.5%) กลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ กำไรสุทธิประมาณ 9.3 พันล้านบาท (+83.5%) ขณะที่กลุ่มธนาคารลูกครึ่ง ขาดทุนประมาณ 3.7 พันล้านบาท (+17.7%)

กลุ่มธนาคารรัฐ ถือว่ามีพัฒนาการด้านผลประกอบการ (ก่อนรายการพิเศษ) โดดเด่น เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า สาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ภาระหนี้เสีย และการกันสำรอง ลดลง ฐานเงินกองทุนแข็งแกร่งขึ้น นโยบายปล่อยสินเชื่อเชิงรุก และการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ขณะเดียวกัน กลุ่มธนาคารอื่นๆ ยังคงได้เปรียบ ด้านการแข่งขันอีกหลายแง่มุม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ดังนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างระบบธนาคาร

หลังจากปี 2539 ที่วิกฤตความเชื่อมั่นระบบการเงินไทยเริ่มต้น จากปัญหาความมั่นคงธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ ระบบการเงินไทยพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่ ประมาณ 58 บริษัทเงินทุนต้องถูกระงับดำเนินกิจการ

ขณะที่ 2 ธนาคารพาณิชย์เอกชน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (BBC) และธนาคารมหานคร (FBCB) ต้องคืนใบอนุญาติประกอบกิจการ พร้อมโอนสินทรัพย์ดีไปธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นผลให้จำนวนธนาคารพาณิชย์ในระบบลดจาก 15 ธนาคารเหลือ เพียง 13 ธนาคาร

ใน 13 ธนาคาร ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ทำให้แบ่งกลุ่มธนาคารเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

' กลุ่มธนาคารที่ยังคงผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นองค์กรอิสระ/เอกชนไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กสิกรไทย (TFB) ไทยพาณิชย์ (SCB) ทหารไทย (TMB) และกรุงศรีอยุธยา (BAY) การเพิ่มทุนช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลุ่มนี้ ไม่ส่งผลเอกชนไทยเสียอำนาจบริหาร ยังคงผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยรวมกันเกิน 50%

' กลุ่มธนาคารที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ 4 ธนาคาร ธนาคารเอเชีย และไทยทนุ หาผู้ร่วมทุนใหญ่ชาวต่างประเทศ คือธนาคารเอบีเอ็นแอมโร สัญชาติเนเธอร์แลนด์ และธนาคารดีบีเอส สัญชาติสิงคโปร์ ตามลำดับ ปี 2541

' ขณะที่กระทรวงการคลัง/กองทุนฟื้นฟูฯ แทรกแซงกิจการธนาคารนครธนและแหลมทอง (ภายหลังคือธนาคารรัตนสิน) ก่อนขายธนาคารดังกล่าวให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สัญชาติอังกฤษ และธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์ สัญชาติสิงคโปร์ ตามลำดับ ปี 2542 ทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศแต่ละธนาคารกลุ่มนี้ สูงกว่า 50%

' กลุ่มธนาคารที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกองทุนฟื้นฟูฯ นอกจากธนาคารกรุงไทย ยังมีสมาชิก เพิ่มอีก 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารไทยธนาคาร (BT รวมกันระหว่างธนาคารสหธนาคาร (UB) บริษัทเงินทุน 12 แห่ง และบริษัทเงินทุนกรุงไทย ธนกิจ ปี 2542) ธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) และธนาคารศรีนคร (BMB)

' อย่างไรก็ตาม 1 เมษายน ทางการตัดสินใจรวมธนาคารศรีนคร กับธนาคารนครหลวงไทย ทำให้จำนวนธนาคารกลุ่มนี้ลดจาก 4 ธนาคาร เหลือเพียง 3 ธนาคาร

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบธนาคาร ระหว่างช่วงวิกฤตการเงิน และการควบรวมกิจการ 2 ธนาคารที่รัฐแทรกแซงช่วงต้นปี 2545 ส่งผลจำนวนธนาคารในระบบลดจาก 15 ธนาคารช่วงก่อนวิกฤต เหลือเพียง 12 ธนาคารปัจจุบัน ไม่รวมธนาคารธนชาติ ที่ยังเป็นธนาคาร พาณิชย์ประเภทจำกัดขอบเขตธุรกิจ คือยังไม่สามารถประกอบธุรกิจทุกประเภทเช่นธนาคารพาณิชย์ปกติ จำนวนธนาคารพาณิชย์ลดจาก 15 เหลือ 12 ธนาคาร

ภาพรวมภาวะการแข่งขัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินการเปลี่ยน แปลงภาวะการแข่งขันระหว่างกลุ่มธนาคารเอกชน ไทยขนาดใหญ่ ธนาคารลูกครึ่งที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นนักลงทุนต่างประเทศ และธนาคารที่รัฐแทรก แซง ตั้งแต่ปี 2542 ถึงไตรมาสแรก โดยใช้ข้อมูล ตามงบการเงินหลังสอบทาน และไตรมาส 2 ปี 2545 โดยใช้ข้อมูลเบื้องต้นจากงบการเงินก่อนสอบทาน พิจารณาแง่มุม และทิศทางต่างๆ ของการแข่งขัน ดังนี้ :-

' ส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อ-เงินฝาก และสภาพคล่อง : ธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ยังครองตำแหน่งสภาพคล่องสูงสุด

เงินฝาก เมื่อนำยอดเงินฝากสิ้นไตรมาส 2 ปี 2545 เทียบปลายปี 2542 เงินฝากระบบธนาคารขยายตัวประมาณ 12.5% หรือ 12.4% ไตรมาสแรกของปี โดยการเพิ่มขึ้นของเงินฝาก กระจายตัวทุกกลุ่มธนาคาร

นำโดยกลุ่มธนาคารรัฐ ที่การขยายตัวเงิน ฝากสูงถึง 17.6% ตามด้วยกลุ่มธนาคารเอกชนไทย 10.9% และกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง 4.3% กลุ่ม ธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเงินฝากสูงสุด 61.7% ส่งผลธนาคารกลุ่มนี้ต้องเผชิญค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยฝากสูงสุดตามไปด้วย

สินเชื่อ ข้อมูลสินเชื่อตามงบการเงินรายธนาคารสิ้นไตรมาสแรกปี 2545 (หลังปรับปรุงผล การย้ายรายการตั๋วเงิน จากการขายสินทรัพย์ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์จากรายการระหว่างธนาคาร เป็นเงินให้สินเชื่อ และโอนกลับหนี้สูญตัดบัญชีบางธนาคาร) หดตัวจากปลายปี 2542 (ปรับปรุงใหม่) ประมาณ 15.5%

ตามการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และชำระคืนสินเชื่อสุทธิจากภาคเอกชน เป็นหลัก เป็นการหดตัวกลุ่มธนาคารรัฐ (-23.2%) และกลุ่ม ธนาคารเอกชนไทย (-11.9%) ขณะที่กลุ่มธนาคาร ลูกครึ่ง อัตราขยายตัวสินเชื่อติดลบน้อยกว่ากลุ่มอื่น คือ -7%

โดยรวม ทิศทางเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งตลาดยอดสินเชื่อและเงินฝากช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่าน มาแต่ละกลุ่มธนาคาร บ่งชี้ว่า กลุ่มธนาคารลูกครึ่ง ปรับตัวดีที่สุด กล่าวคือ สามารถคุมเงินฝากขยาย ตัวต่ำ ขณะที่ยอดสินเชื่อชะลอตัวต่ำสุดเมื่อเทียบ กับกลุ่มธนาคารอื่นๆ

สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากธนาคารกลุ่มนี้ จึง สูงกว่าธนาคารอื่น อาจชี้ให้เห็นภาวะสภาพคล่อง ต่ำกว่า หรือความคล่องตัวฐานะหารายได้ดอกเบี้ย ต่อต้นทุนสูงกว่า นั่นเอง แม้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากทุกกลุ่มธนาคารปลายมีนาคม ล้วนลดจากปลายปี 2544 แต่สัดส่วนดังกล่าวกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง ประมาณ 92.4% ซึ่งยังสูงกว่าธนาคารเอกชนไทย และธนาคารรัฐ ที่ 75.6% และ 77.9% ตามลำดับ

ความสามารถหารายได้ดอกเบี้ย : ธนาคารลูกครึ่งยังนำ

การลดดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้ และการแก้ ปัญหาหนี้เสียอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการโอนหนี้เสียไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ระหว่างช่วงประมาณ 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหลักส่งผลระบบธนาคาร เพิ่มส่วนต่างดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง

ส่วนต่างดอกเบี้ยระบบธนาคาร ดีขึ้นจากประมาณ -0.13% ปี 2542 มาที่ประมาณ 1.7% ช่วงครึ่งแรกปี 2545 (ตัวเลขก่อนสอบทาน) เมื่อพิจารณารายกลุ่มธนาคาร พบว่า

- กลุ่มธนาคารลูกครึ่ง เพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จากประมาณ -0.32% ปี 2542 มาที่ประมาณ 1.7% ครึ่งแรกปี 2545 เนื่องจากได้เปรียบมากที่สุด เชิงการขยายตัวฐานเงินให้กู้ยืม เทียบเงินฝาก และรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยเงิน ฝากที่เสนอประชาชนอัตราต่ำกว่าธนาคารอื่น ส่งผลธนาคารกลุ่มนี้ ครองความสามารถหารายได้ดอกเบี้ย (ประเมินจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย) โดดเด่นที่สุด โดยส่วนเงินให้กู้ยืม ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดนครธนมีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากการชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป ตาม สัญญาจัดการเงินให้กู้ยืมจากกองทุนฟื้นฟูฯ

กลุ่มสินทรัพย์ภายใต้สัญญาจัดการเงินให้กู้ยืม (Covered Asset Pool: CAP) ทั้งสิ้นประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ณ มี.ค. โดยกองทุน ฟื้นฟูฯ จะจ่ายชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปของ CAP ทุก 6 เดือน คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยเงิน ฝากบวก 1% ต่อปี

ขณะที่ธนาคารยูโอบีรัตนสิน รายรับดอกเบี้ยจากตั๋วเงิน จากการโอนสินเชื่อธนาคารไปบริษัทบริหารสินทรัพย์รัตนสิน ซึ่งค้ำประกันโดย กองทุนฟื้นฟูฯ ยอดตั๋วเงินดังกล่าว ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2545 ภายใต้สัญญา ธนาคารจะได้รับดอกเบี้ยทุก 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราถัวเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือนธนาคาร 5 แห่ง 1%

นับเป็นแหล่งรายได้ดอกเบี้ยเสริมให้ธนาคารกลุ่มนี้อีกแหล่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน ต้นทุน ดอกเบี้ยจ่ายธนาคารกลุ่มนี้ ต่ำกว่ากลุ่มธนาคาร อื่นโดยเปรียบเทียบ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยต่ำกว่า ส่งผลธนาคารกลุ่มนี้ เปอร์เซ็นต์ต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2545 ลดจากปี 2542 ถึงประมาณ 2.7% มากกว่าระบบธนาคาร และกลุ่มธนาคารเอกชนไทย ที่ลดลงประมาณ 2.66-2.67%

- กลุ่มธนาคารรัฐ เช่นเดียวกับธนาคารลูก ครึ่ง ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย นครหลวงไทย และศรีนคร ทยอยโอนหนี้เสียไปบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท และบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยกองทุนฟื้นฟูฯ รวมกันเกือบ 6 แสนล้านบาท

ธนาคารได้รับตั๋วเงินจากบริษัทบริหารสิน ทรัพย์ อาวัลโดยกองทุนฟื้นฟูฯ และจ่ายดอกเบี้ย ทุก 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ย เงินฝากเฉลี่ยของธนาคาร ให้ครอบคลุมถึงต้นทุน จากการนำส่งเงินให้กองทุนฟื้นฟูฯ และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ

การแก้ไขปัญหาหนี้เสียด้วยวิธีดังกล่าว ส่ง ผลธนาคารกลุ่มนี้ได้เงินจากตั๋วเงินบริษัทบริหาร สินทรัพย์แทนก้อนหนี้เสียเก่า ที่ไม่สร้างรายได้ดอกเบี้ย ธนาคารกลุ่มนี้ จึงมีส่วนต่างดอกเบี้ยดี ขึ้นมากเช่นกัน เพิ่มจาก 1.05% ปี 2542 มาที่ประมาณ 1.4% ช่วงครึ่งแรกปี 2545

- กลุ่มธนาคารเอกชนไทย เพิ่มส่วนต่างดอกเบี้ยได้เช่นกัน เพิ่มจาก 0.38% ปี 2542 มาที่ 1.7% ช่วงครึ่งแรกปี 2545 เนื่องจากการลดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เป็นหลัก แม้บางธนาคารกลุ่มนี้โอนสินเชื่อไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ แต่บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าว ยังคงนับเป็นบริษัทในเครืออยู่ดี ทำให้ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการโอนย้ายหนี้เช่นกรณีโอนหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ทางการ อัตราการเพิ่มของส่วนต่างดอกเบี้ยธนาคารกลุ่มนี้ จึงต่ำที่สุดเมื่อเทียบธนาคารกลุ่มอื่น

พิจารณาความสามารถทำกำไรด้านดอกเบี้ย ข้อมูลส่วนต่างดอกเบี้ยมีนาคม กลุ่มธนาคารลูกครึ่ง พัฒนาการจากปี 2542 ดีที่สุด สามารถดันส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มถึงประมาณ 2.9% สูงกว่า ของระบบที่เพิ่มขึ้น 1.8% ตามด้วยกลุ่มธนาคารรัฐ ที่ส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.5% รั้งท้ายด้วยกลุ่มธนาคารไทยที่ 1.3%

แม้มิถุนายน ทุกกลุ่มธนาคารแสดงส่วนต่างดอกเบี้ยดีขึ้นมาก แต่เมื่อนำค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้องพิจารณา เช่น เงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ (ประมาณ 0.4% ต่อปี ของยอดเงินฝากและยอด หนี้สินตามที่กองทุนฟื้นฟูฯกำหนด) และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นเงินฝากที่ ธปท. (ไม่ต่ำกว่า 1% ของฐานเงินฝากและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากต่างประเทศ) ร่วมพิจารณาด้วย

ส่วนต่างดอกเบี้ยที่มีการปรับปรุง 2 รายการ ดังกล่าว ต่ำลง โดยส่วนต่างดอกเบี้ยใหม่ระบบธนาคาร ช่วงครึ่งแรกปี 2545 ลดจากส่วนต่างดอก เบี้ยตามวิธีการคำนวณแบบปกติที่ 1.7% มาที่ 0.5% เท่านั้น

เมื่อพิจารณาพัฒนาการของส่วนต่างดอกเบี้ยใหม่ (นำค่าใช้จ่ายอื่นฯ ข้างต้นพิจารณาร่วมด้วย) ไตรมาสแรกปี 2545 เทียบปี 2542 กลุ่มธนาคารลูกครึ่งยังคงมีพัฒนาการดีที่สุด (+2.97%) ตามด้วยกลุ่มธนาคารรัฐ (+2.37%) และธนาคารเอกชนไทย (+1.47%)

' ความเข้มแข็งเงินกองทุน : ธนาคารรัฐดีขึ้นมาก

รอบ 3 ปีที่ผ่านมา เงินกองทุนต่อสิน ทรัพย์เสี่ยงระบบธนาคารดีขึ้น จากประมาณ 12% ปี 2542 มาที่ประมาณ 13.3% ปี 2544 และประมาณ 13.6% งวดครึ่งแรกปี 2545 (งบก่อนสอบทาน)

ประเด็นความเข้มแข็งเงินกองทุนนี้ กลุ่มธนาคารรัฐ พัฒนาการเด่นชัดที่สุด โดยเฉพาะหลังจากธนาคารศรีนครและนครหลวงไทยขายหนี้เสียให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี และโอน สำรองกลับเป็นรายได้ เพื่อล้าขาดทุนสะสมให้ทั้ง 2 ธนาคารช่วงกลางปี 2544 ส่งผลทั้งธนาคารศรีนครและนครหลวงไทย พลิกเงินกองทุน จาก ที่เคยติดลบประมาณ 10.3 และ 5.7 พันล้านบาท ไตรมาสแรกปี 2544 เป็นบวกถึง 3.9 และ 3.4 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ไตรมาส 2 ปีเดียวกัน

ผลจากการทำสำรองเพื่อรองรับปัญหาหนี้เสีย การดำเนินงานระหว่างปีที่ขาดทุน และขยาย ธุรกิจ ส่งผลอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มธนาคารเอกชนไทย และกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง สิ้นปี 2544 ลดจากปี 2542 ประมาณ 0.3% และ 1.4% ตามลำดับ ตามการลดลงเงินกองทุนขั้นที่ 1

ขณะที่กลุ่มธนาคารรัฐ กลับมีอัตราส่วนดังกล่าวสูงขึ้นประมาณ 6.2% ซึ่งเน้นการเพิ่มขึ้น เงินกองทุนขั้นที่ 1 เช่นกัน ภาพที่ประมวลได้จึงยืนยันว่า กลุ่มธนาคารรัฐ จะได้เปรียบด้านฐานเงินทุนสูงสุด

แม้ธนาคารกลุ่มนี้ หน้าที่โดยนัยสนองนโยบายรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถตั้งราคาและรับประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างธนาคาร เต็มที่ อาจส่งผลเสียระดับเงินกองทุน แต่คาดว่า ทางการจะทำหน้าที่แหล่งที่มาของทุนได้ กรณีเกิดปัญหา

กลุ่มธนาคารลูกครึ่ง แม้สัดส่วนเงินกองทุน รวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงธันวาคม 2544 ต่ำกว่ากลุ่ม ธนาคารเอกชนไทย แต่เนื่องจากธนาคารลูกครึ่ง ระดับเงินกองทุนขั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงกว่า กลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ ประมาณ 8.6% เทียบกับกลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ ที่ประมาณ 7.5% ปลายปี 2544 ประกอบกับมีแหล่งเงินทุนจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ทำให้การเพิ่มทุนไม่ใช่เรื่องยากนัก

เห็นได้จากข่าวการเพิ่มทุนไตรมาส 2 ถึง 3 ปี 2545 ธนาคารเอเชีย และธนาคารยูโอบี รัตนสิน อีกประมาณ 6.3 และ 1.5 พันล้านบาท อาศัยเงินจากบริษัทแม่ต่างประเทศเป็นหลัก การเพิ่มทุนธนาคารเอเชียไตรมาส 2 ส่งผล สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มธนาคาร ลูกครึ่ง เพิ่มจากประมาณ 11.6% ปลายปี 2544 มาที่ประมาณ 13% ช่วงครึ่งแรกปี 2545 สูงกว่าระดับของกลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่

หมายความว่ากลุ่มธนาคารเอกชนไทย ความเสี่ยงด้านความเพียงพอเงินกองทุนมากที่สุด โดยเฉพาะ เมื่อธนาคารกลุ่มนี้ ยังคงมีภาระไถ่ถอน SLIPS และ CAPS อีกกว่า 1.25 แสนล้านบาท เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งจะใช้สิทธิ์ไถ่ถอนก่อนกำหนดได้อีก 2 ปีข้างหน้า

' การแก้ไขปัญหาหนี้เสีย และระดับการทำ สำรอง : ธนาคารรัฐโดดเด่นประเด็นเอ็นพีแอลที่ลดลงเร็ว แต่ธนาคารเอกชน 9 แห่งทำสำรองครอบคลุมปัญหาหนี้เสียมากกว่า

ระบบธนาคารแก้ไขปัญหาหนี้เสียต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตเป็นต้นมา ส่งผลเอ็นพีแอล (ตามงบการเงินหลังสอบทาน) ระบบธนาคาร ลด จากประมาณเกือบ 2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 43.9% ของสินเชื่อรวมปี 2542 เป็น 4.437 แสนล้านบาท ประมาณ 11.6% ของสินเชื่อรวม สิ้นปี 2544 และเป็น 4.4 แสนล้านบาท ประมาณ 11.3% ของสินเชื่อรวม ปลายมิถุนายน 2545 คิดเป็น การลดจากธันวาคม 2542 ถึง 1.55 ล้านล้านบาท การลดลงจำนวนนี้ ลดลงของเอ็นพีแอลกลุ่มธนาคารรัฐถึง 63.5% ตามด้วยการลดลงกลุ่มธนาคารไทย 29.4% จากการโอนหนี้ไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เป็นหลัก ขณะที่กลุ่มธนาคารลูกครึ่งครองส่วนแบ่งเอ็นพีแอลลดลงประมาณ 7%

ความช่วยเหลือจากทางการ ช่วยจัดการปัญหาหนี้เสียระบบธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารรัฐ พลิกธนาคารกลุ่มนี้ กลายเป็นธนาคาร ที่เอ็นพีแอลต่ำสุดเมื่อเทียบธนาคารกลุ่มอื่น ข้อมูลตามงบการเงิน (ก่อนสอบทาน) มิถุนายน แสดงว่าสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมกลุ่มธนาคารรัฐ ประมาณ 5.95% ตามด้วยกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง 7.9% และกลุ่มธนาคารไทย 14.8%

อนาคตอันใกล้ คาดว่ากลุ่มธนาคารรัฐอาจ มีสัดส่วนเอ็นพีแอลลดลงอีก ตามแนวทางโอนหนี้ เสียที่มูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาทไป บสท.ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดราย ได้ ยังคงเป็นปัญหายืดเยื้อระบบธนาคารพาณิชย์ ไทย เนื่องจากยังคงมียอดไม่นิ่ง ประกอบกับสถานการณ์ฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น

จากปัญหาภาวะตลาดหุ้นซบเซาในสหรัฐฯ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และความเป็นไปได้ที่การบริโภคภาคเอกชนอเมริกันอาจชะลอตัว จะส่งผล เสียการส่งออก รวมทั้งการขยายตัวเศรษฐกิจไทย

แม้ช่วงที่ผ่านมา อัตราการเพิ่มขึ้นเอ็นพีแอล รายใหม่ลดลง จากที่เคยสูงถึงประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาทต่อเดือนปี 2542 มาที่ 8 พันล้านบาทต่อเดือนช่วง 5 เดือนแรกปี 2545 แต่การไหล กลับเอ็นพีแอล ที่เคยผ่านการปรับปรุงโครง สร้างหนี้ กลับสูงขึ้นจากประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทต่อเดือนปี 2542 มาที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ขณะที่การลดลงเอ็นพีแอลจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หดจาก 8 หมื่นล้านบาทต่อเดือนปี 2542 มาที่ 1.1 หมื่นล้านบาทต่อเดือนปี 2545 เนื่องจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระยะหลัง เหลือกรณีที่ยากต่อการแก้ไข

เมื่อพิจารณาสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดราย ได้ ระหว่างธนาคารเอกชน (นับรวมกลุ่มธนาคาร เอกชนไทยขนาดใหญ่ และกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง) กับกลุ่มธนาคารรัฐ กรณีไม่คำนึงถึงการแก้ปัญหาหนี้เสียด้วยทางเลือกโอนหนี้ไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ กลุ่มธนาคารรัฐ ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจัดการปัญหาหนี้เสียสูงกว่ากลุ่มธนาคารเอกชนทั้ง 9 แห่ง

การเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลรายใหม่เฉลี่ยต่อ เดือนและต่อธนาคาร ธนาคารรัฐ ยังคงสูงกว่าธนาคารเอกชน เช่นเดียวกัน แนวโน้มเอ็นพีแอล ไหลกลับ หลังปรับปรุงโครงสร้างหนี้เฉลี่ยต่อเดือนและต่อธนาคาร ยังเพิ่มอัตราสูงกว่าธนาคารเอกชน

ขณะที่ขนาดการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เฉลี่ย ต่อเดือนและต่อธนาคาร กลุ่มธนาคารรัฐ เริ่มมีขนาดต่ำกว่ากลุ่มธนาคารเอกชน 9 แห่งระยะหลัง ชี้ว่า กลุ่มธนาคารเอกชน 9 แห่ง จะมีความสามารถจัดการหนี้เสียดีกว่า

หากพิจารณาระดับทำสำรอง ต่อปัญหาหนี้ เสียก่อนหักหลักประกัน หมายความรวมถึงหนี้เสียจัดชั้นตั้งแต่ชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน และหนี้อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 50% ของหนี้ ที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมด เพื่อแสดง ขอบเขตการปรับโครงสร้างหนี้ที่อาจไม่ประสบความสำเร็จ

สิ้นมีนาคม สัดส่วนความครอบคลุมการทำ สำรองต่อปัญหาหนี้เสียกลุ่มธนาคารเอกชนและกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 45% สูงกว่ากลุ่มธนาคารรัฐ ที่มีเพียงประมาณ 38%

หมายความว่า แม้กลุ่มธนาคารเอกชนไทย สัดส่วนเอ็นพีแอลสูงกว่ากลุ่มธนาคารอื่น แต่เนื่อง จากทำสำรองครอบคลุมระดับค่อนข้างสูงเช่นกัน ความเสี่ยงด้านจัดการปัญหาหนี้เสีย จึงจะอยู่ใน ขอบเขตที่ธนาคารจะยอมรับได้ โดยไม่ส่งผลกระทบความเพียงพอเงินกองทุน

' รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย: ยังคงครองตลาด โดยธนาคารเอกชนขนาดใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ เมื่อเทียบช่วงปลายปี 2544 กับปลายปี 2542 ทุกธนาคารขยาย รายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน การปล่อยสินเชื่อต้องเผชิญภาวะแข่งขันรุนแรงขึ้น

ส่งผลธนาคารต้องแย่งกันตัดราคา (ลดดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม) ขณะที่กลุ่มลูกค้าดียังจำกัด ทำให้ธนาคารต้องเร่งขยายฐานรายได้ประเภทอื่น เช่น รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ เพราะรายได้ดังกล่าว คิดเป็นประมาณ 65% และ12% ของ รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และรายได้ทั้งหมดระบบธนาคารพาณิชย์

เมื่อเทียบข้อมูลปลายปี 2544 กับปี 2542 ทุกกลุ่มธนาคารเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม และบริการ สอดคล้องกัน ส่งผลรายได้ดังกล่าวทั้งระบบธนาคาร เพิ่มขึ้นประมาณ 18.5%

ส่วนแบ่งตลาดรายได้ค่าธรรมเนียม กลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด หรือประมาณ 74% ตามความได้เปรียบจำนวนสาขา ตามด้วยกลุ่มธนาคารรัฐ ที่ประมาณ 27% และกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง 6.4%

' ประสิทธิภาพพนักงาน: ธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ยังนำ ตั้งแต่ปลายปี 2542 เป็นต้น มา ทุกกลุ่มธนาคารลดพนักงาน ทำให้พนักงานระบบธนาคารพาณิชย์ ลดจากประมาณ 101,607 คน ปลายปี 2542 มาที่ 85,592 คน ครึ่งแรกปี 2545 ลดประมาณ 15.8% (16,015 คน)

กลุ่มธนาคารรัฐ พนักงานลดลงมากที่สุด หรือประมาณ 23% (7,267 คน) ส่วนหนึ่งคาดว่า สาเหตุจากการควบรวมกิจการธนาคาร/สถาบันการเงินอื่น ในธนาคารรัฐที่ยังดำเนินกิจการอยู่ เช่น รวม 12 บริษัทเงินทุนและ KTT เข้าธนาคาร ไทยธนาคาร รวมธนาคารมหานคร เข้าธนาคารกรุงไทย การรวมธนาคารศรีนคร เข้าธนาคารนครหลวงไทย ทำให้จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

ส่วนกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง ลดพนักงานประมาณ 12.9% (1,047 คน) ตามด้วยกลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ 12.4% (7,701 คน)

หากเทียบส่วนแบ่งตลาดจำนวนพนักงาน กับพนักงานทั้งระบบธนาคาร ปลายมิถุนายน กลุ่มธนาคารรัฐ ส่วนแบ่งประมาณ 28.5% กลุ่มธนาคารลูกครึ่ง 8.3% และกลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ 63.3%

ปี 2544 ค่าใช้จ่ายด้านพนักงานกลุ่มธนาคาร รัฐ ลดจากปี 2542 ประมาณ 12.7% ขณะที่กลุ่ม ธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่ และกลุ่มธนาคาร ลูกครึ่ง เพิ่มขึ้นประมาณ 1.8% และ 12.6% ตาม ลำดับ

สัดส่วนค่าใช้จ่ายพนักงานต่อค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยทั้งหมด ปี 2544 เทียบปี 2542 กลุ่ม ธนาคารรัฐลด 1% มาที่ 29.6% ขณะที่กลุ่มธนาคาร เอกชนไทยขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 1.2% มาที่ 33.2% และกลุ่มธนาคารลูกครึ่งเพิ่มขึ้น 11.2% มาที่ 35.7%

ประสิทธิภาพพนักงานแต่ละกลุ่มธนาคาร กำไรสุทธิก่อนการสำรอง รายการพิเศษ และบริษัทย่อยต่อหัว (ของพนักงาน) เพิ่มขึ้นสอด คล้องกัน กลุ่มธนาคารเอกชนไทยขนาดใหญ่สัดส่วนดังกล่าวสูงสุด ขณะที่สัดส่วนกลุ่มธนาคาร รัฐ เริ่มดีขึ้นตามลำดับ กรณีกลุ่มธนาคารรัฐ อาจ ไม่สามารถหาเหตุผลประสิทธิภาพพนักงานที่ดีขึ้น โดยให้น้ำหนักการลดขนาดองค์กรเต็มที่ เนื่อง จากการลดพนักงานช่วงที่ผ่านมา สะท้อนภาพจำนวนพนักงานธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ที่ปิดกิจการร่วมด้วย ไม่ใช่การลดจำนวนพนักงาน ธนาคาร ที่กำลังดำเนินกิจการปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us