ทศท. แปรสภาพเป็นทศท คอร์ปอเรชั่น โดยมีสุธรรม มลิลา เป็นกรรม การผู้จัดการใหญ่คนแรก
เดินหน้ากระบวน การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯให้ประชาชนซื้อหุ้นในเดือนต.ค.
ก่อนเข้าตลาดในเดือนพ.ย. พร้อมแผนธุรกิจหลักขยายเลข หมายโทรศัพท์พื้นฐานอีก
1 ล้านเลขหมาย เสริมด้วยธุรกิจสื่อสารข้อมูลและมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นองค์ประกอบ
นายสุธรรม มลิลา
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
(ทศท.) ได้จดทะเบียนแปลงสภาพเป็นบริษัท ทศทคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่
31
ก.ค. ที่ผ่านมาด้วยทุนจดทะเบียน 6,000 ล้านบาท พร้อมรับโอนกิจการสิทธิหนี้สิน
ทรัพย์ความรับผิดและพนักงานทั้งหมดจากทศท.ไปยังบริษัทใหม่
และพร้อมกระจายหุ้นสู่สาธารณะชนในปลายปีนี้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่
23 ก.ค. ตามที่คณะกรรมการนโยบาย ทุนรัฐวิสาหกิจเสนอแนวทางการแปรสภาพทศท.
"บริษัททศท
คอร์ปอเรชั่นเป็นผู้รับให้บริการโทรคมนาคมรายแรกที่แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัท
เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการแข่งขันเสรีในประเทศไทย" สถานะการเงินของทศท.
ก่อนการแปรสภาพปี
2544 ทศท. มีสินทรัพย์รวม 273,004 ล้านบาท หนี้สินต่อส่วนทุน 0.43 เท่า
มีรายได้จากการขาย 51,946 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13,231 ล้านบาทคิดเป็น 25.5%
ของรายได้ EBITDA 27,142 ล้านบาท
EBITDA Margin 52% หลังการแปรสภาพ ภารกิจหลักของทศท คอร์ปอเรชั่นจะมุ่งเน้นใน
3 ธุรกิจหลักประกอบด้วย 1. การให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ โดย
จะรักษาความเป็นผู้นำตลาดและจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและโครงข่ายที่ทันสมัยเพื่อรองรับบริการใหม่ในอนาคต
"ปัจจุบันสัดส่วนเลขหมายต่อพนักงานมีประมาณ 150 เลขหมาย
ผมต้องการให้เพิ่มขึ้นไปเป็น 200 เลขหมายต่อคน หรือต้องขยายเลขหมายอีกประมาณ
1 ล้านเลขหมาย ซึ่งต้องเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเป็นการลดต้นทุน เนื่องจากต้นทุนพนักงานจะเป็นส่วนที่คงที่
การใช้เทคโนโลยีจะช่วยทำให้ต้นทุนลดลง ค่าบริการถูกลงเพื่อ ให้สามารถแข่งขันได้"
2. ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมุ่งเน้นขยาย การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ
1900 เมกะเฮิรตซ์
ให้ครอบคลุมและพร้อมที่จะพัฒนา ไปสู่โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 3 หรือ
3จี "เครือข่าย 1900 จะแล้วเสร็จในเดือนก.ย. ซึ่งขณะนี้ติดตั้งสถานีฐานได้เกือบ
100
แห่งแล้วและอยู่ระหว่างขออนุมัติเช่าที่ติดตั้งสถานีฐานอีกประมาณ 186 แห่งรวมทั้งขอความร่วมมือกับทีเอในเรื่องดังกล่าว
"นายอรัญ เพิ่มพิบูลย์ รอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ทศทคอร์ปอเรชั่น
ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาดูแลธุรกิจในส่วนนี้กล่าว 3. การให้บริการสื่อสารข้อมูลในทุกระดับความต้องการของตลาด
รวมถึงการให้บริการสื่อ สารข้อมูลความเร็วสูง และมีการรับรองคุณภาพ บริการ
เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ในส่วนของการร่วมลงทุนในบริษัทต่างๆ
และสัญญาสัมปทาน ทศทคอร์ปฯจะเพิ่มสัด ส่วนรากการเจริญเติบโตอนาคต ในขณะเดียว
กันก็จะมองหาและวิเคราะห์ธุรกิจใหม่ที่มีความเหมาะสมในการเข้าร่วมลงทุน
พร้อมทั้งทศท คอร์ปฯก็พร้อมที่จะเจรจาแปรสัญญากับคู่สัญญา อย่างเป็นธรรม
เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีและเท่าเทียมกันในตลาดโทรคมนาคมไทย "หากไม่แปรสัญญาน่าจะเป็นผลดีกับ
ทศทคอร์ปฯ ด้วยซ้ำ
แต่การแปรสัญญาไม่ได้กระทบโดยตรงกับการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ซึ่งการแปรสัญญาก็จะดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง แต่จะได้ข้อยุติเมื่อไหร่ยังไม่สามารถกำหนดเวลาได้
ซึ่งแต่ละสัญญาก็ยังได้สิทธิในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องไป จนกว่าอายุสัญญาจะสิ้นสุดลง"
นายสุธรรมกล่าว สำหรับโครงสร้างใหม่ของทศทคอร์ปฯ
เพื่อรองรับการทำธุรกิจแบบเอกชนนั้นได้มีการแยกธุรกิจต่างๆ ออกจากโครงสร้างเดิม
ให้มีลักษณะเป็นกลุ่มธุรกิจหรือ Business Group (BG) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ
และเน้นโครงสร้างในระดับแนวนอน (Flat Organization) ในแต่ละกลุ่มธุรกิจ
เพื่อลดขั้นตอนในการบริหารให้มีความกระชับและรวดเร็วมากขึ้น กลุ่มธุรกิจต่างๆ
ของทศท.คอร์ปฯ ประกอบ ด้วย BG1-
Fixed Line กลุ่มธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน BG2-Mobile กลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อน
ที่ BG3-Data Service กลุ่มธุรกิจบริการข้อมูล BG4 Network กลุ่มธุรกิจโครงข่าย
BG5-Public Payphone
กลุ่มธุรกิจโทรศัพท์สาธารณะ BG6 Related Business กลุ่มธุรกิจอื่นๆ BG7-Customer
Service กลุ่มธุรกิจบริการลูกค้า BG8-Corporate Center กลุ่มอำนวยการวิสาหกิจ
และ BG9-International
Business กลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ ทิศทางธุรกิจในอนาคตของทศท. คอร์ปฯ จะมุ่งเน้นให้บริการโทรคมนาคมที่ทันสมัยครบวงจรโดยเน้นการให้บริการลูกค้า
(Customer Oriented) เป็นสำคัญ ดังนั้น
ทศท คอร์ปฯ จะขยายขอบเขตของธุรกิจให้มีความครอบคลุมมากขึ้น เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมในประเทศ
พร้อมทั้งมองหาโอกาสและลู่ทางในการลงทุนและขยายบริการ ออกสู่ต่างประเทศ
สำหรับจำนวนหุ้นเพิ่มทุนของทศท คอร์ปฯ ที่จะจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป ในเดือนต.ค.
ก่อนเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเดือนพ.ย.
อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการระดมทุนซึ่งมีนายศรีสุข จันทราศุ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
และมีกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง อัยการสูงสุด
กรรมการผู้จัดการใหญ่และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการเงิน ทศท. คอร์ปฯ
เป็นผู้พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะประชุมในสัปดาห์หน้า
โดยที่มีที่ปรึกษาการเงินและตัวแทนจำหน่ายหุ้นประกอบด้วยบริษัทต่างชาติคือโซโลมอน
บราเธอร์และมอร์แกนสแตนเล่ย์ ส่วนบริษัทไทยคือธนชาติ ธนาคารไทยพาณิชย์ ทิสโก้และเมอร์ริลลินซ์
"หุ้นทศท.คอร์ปฯ เป็นหุ้นที่น่าเชื่อถือเป็น กิจการที่มั่นคงน่าจะได้รับการตอบรับจากตลาด"
สำหรับนายสุธรรม มลิลา ถือเป็นกรรม การผู้จัดการใหญ่หรือซีอีโอ คนแรกของบริษัท
ทศทคอร์ปอเรชั่น จำกัด
(มหาชน) ซึ่งมีเทอมการทำงานจนถึงสิ้นเดือนก.ย.นี้ หลังจากนั้นทศท คอร์ปก็จะมีซีอีโอคนใหม่ที่ได้จากกระบวนการสรรหา
ส่วนนายสุธรรมก็มานั่งเป็นกรรมการบอร์ดทศทคอร์ปฯ
ในส่วนของพนักงานทศทคอร์ป จำนวน 22,095 คน นับอายุงานต่อเนื่อง โดยสถานะของ
องค์กรเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลัง ถือหุ้น 100% ระเบียบข้อบังคับ
ยังใช้ของทศท. ตามเดิม
สวัสดิการเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ กองทุนสำรองเลี้ยง
ชีพฯ ทั้งหนี้สินและเงินทุนรวมทั้งกองทุนก็โอนตามไปด้วย สหภาพแรงงานฯ ทศท.
เปลี่ยนชื่อเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ. ทศท คอร์ปอเรชั่น
(สบท.) และในการประชุมบอร์ดทศทคอร์ปฯชุดแรกมีวาระการประชุมคือการปรับโครงสร้างเงินเดือน
15%
เพื่อรองรับการเพิ่มเวลาการทำงานจาก 08.00-16.00 น. เป็น 08.00-17.00 น.