เหตุการณ์อื้อฉาวทั้งกรณีของบริษัทเอนรอน (Enron Corp)ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่และบริษัทเวิลด์คอม
(WorldCom Inc) ซึ่ง
เป็นบริษัทที่ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและข้อมูลทางไกลใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐ
และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รายใหญ่ของโลก ที่เคยมีพนักงานกว่า
85,000
คนและให้บริการใน 65 ประเทศทั่วโลก ได้ก่อให้เกิดประเด็นคำถามต่างๆ ตามมาในสหรัฐฯเกี่ยว
กับมาตรฐานและความเชื่อถือได้ของตัวเลขทางบัญชี ตลอดจนมูลเหตุที่นำไปสู่การตกแต่งบัญชี
ซึ่งประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจมาก คือเรื่องของ Stock Options หรือสิทธิ์ที่บริษัทซึ่งเป็นนายจ้างมอบให้กับพนักงานในการซื้อหุ้นของบริษัทด้วยราคาที่กำหนดไว้
ซึ่งโดยทั่วไปก็จะต่ำ
กว่าราคาตลาดมาก ทั้งนี้เพื่อเป็นรางวัลจูงใจในการทำงานของพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของบริษัทที่มักจะได้รับสิทธิ์ดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าเงินจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม
สืบเนื่องจากหลายกรณีเกี่ยว กับการตกแต่งบัญชีที่ได้เกิดขึ้นรวมทั้งกรณีของเวิลด์คอมนี้
ได้ทำให้ในสหรัฐฯขณะนี้ เรื่องของ Stock Options จึงกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิด
ข้อพิจารณากันอย่างกว้างขวาง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกร ไทย ขอสรุปการวิเคราะห์ไว้เป็น
2 ประเด็น คือ 1. ปัจจุบันในสหรัฐฯ Stock Options ได้
กลายเป็นรางวัลหรือสิ่งจูงใจที่มีผลอย่างมากต่อพนักงานบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานในระดับเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งมักได้รับ
Stock Options ในปริมาณมากๆ เพราะนั่นหมายถึงกำไร
มหาศาลจากหุ้นของบริษัทที่ตนเองถืออยู่ หาก ราคาหุ้นนั้นสูงทะยานขึ้น ดังนั้นในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท
ก็จะต้องพยายามบริหารบริษัทให้มีผลการดำเนินงานดีที่สุด
มีตัวเลขทางบัญชีที่สวยงาม มีผลกำไรสูงสุด เพื่อ ให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ได้มีเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบางคน พยายามตกแต่งบัญชี โดยการบิดเบือนข้อมูลตัวเลข
ด้วยการปิดบังค่าใช้จ่ายและหนี้สินที่ แท้จริง เพื่อให้งบการเงินดูสวยงามกว่าความเป็นจริง
จนกลายเป็นประเด็นว่าเสน่ห์ของ Stock Options กลับกลายเป็นดาบสองคม
และได้มีส่วนทำให้เกิดแรงจูงใจในการตกแต่งและบิดเบือนตัวเลขทางบัญชีของบริษัท
เพราะหากราคาหุ้นของบริษัทในตลาดซึ่งอิงอยู่กับตัวเลขผลประกอบการของบริษัทยิ่งสูงขึ้นมาก
เท่าไร
เจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้นั้นก็จะสามารถทำกำไรจาก Stock Options ที่ได้รับได้มากเท่านั้น
2. จากแนวปฏิบัติในปัจจุบัน บริษัทในสหรัฐฯส่วนใหญ่ยังถือว่า Stock Options
ที่ให้ กับพนักงาน
ไม่ได้เป็นรายการต้นทุนค่าใช้จ่าย ต่างกับค่าจ้าง เงินเดือน หรือโบนัส ทั้งนี้ปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายให้บริษัทต้องบันทึก
Stock Options เป็นต้นทุนค่าใช้จ่าย
ดังนั้นรายการดังกล่าวจึงมักไม่ถูกนำ มาหักจากรายรับบริษัท ส่งผลให้ตัวเลขกำไรของ
บริษัทดูดีกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทใหญ่ๆหลายแห่งในสหรัฐฯ
ที่มักจะมีขนาด ของ Stock
Options ที่ให้กับพนักงานในปริมาณ ที่ค่อนข้างมาก ซึ่งหากนำมานับเป็นรายจ่ายก็จะกระทบผลกำไรของบริษัทไม่น้อยเลย
อย่าง ไรก็ตาม หลังจากกรณีอื้อฉาวของบริษัทใหญ่ๆในสหรัฐฯ
อย่างเอนรอนและเวิลด์คอม ขณะนี้ ได้มีเสียงเรียกร้องในสหรัฐฯให้ทางการมีการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงบัญชี
ประเด็น หนึ่งคือการให้นับ Stock Options เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายของบริษัท
ซึ่งล่าสุดก็ปรากฏว่ามีบางบริษัทในสหรัฐฯ อาทิ บริษัท โคคา โคล่า ได้สมัครใจนำเอารายการ
Stock Options มาบันทึกเป็นต้นทุนค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการส่งเสริม มาตรฐานทางบัญชี
ขณะเดียวกันในส่วนของรัฐ ก็คาดว่าจะมีกฎระเบียบใหม่ๆที่เกี่ยวกับ Stock
Options ออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด
หลักทรัพย์ของสหรัฐฯก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นบริษัทสามารถมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง
เกี่ยวกับการจ่ายผลตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้Stock Optionsของบริษัทที่ให้กับเจ้าหน้าที่บริหาร
ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายที่สำคัญ อำพรางบัญชี โยงใยซับซ้อน....ยิ่งสาวยิ่งบานปลาย
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าความอื้อฉาวในพฤติกรรมฉ้อฉลของธุรกิจในสหรัฐฯ
ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทผู้ประกอบธุรกิจทำการบิดเบือนตัวเลขผลการดำเนินงานที่แท้จริงเท่านั้น
แต่บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีก็มักมีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกันกระทำการอำพรางตัวเลขทางบัญชีด้วย
ดังเช่นกรณีของบริษัทเอนรอนและผู้ตรวจสอบบัญชีคือ อาร์เธอร์ แอนเดอร์เซ่นที่ได้ร่วมรับชะตากรรมไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เหตุการณ์ทำ ท่าว่าจะไม่จำกัดขอบเขตอยู่เพียงเท่านี้
เนื่องจาก
ขณะนี้จากการสืบสวนของทางการก็พบว่ามีการโยงใยธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ
2 แห่ง คือ Citigroup และ J.P. Morgan Chase
ซึ่งได้ถูกกล่าวหาว่าได้มีการอำพรางเงินที่ปล่อยกู้ให้เอนรอนจำนวน 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ในช่วงปี 1992-2001 โดยได้ช่วยเอนรอนบิดเบือน
บัญชีว่าเป็นรายได้จากการทำธุรกิจค้าน้ำมันและก๊าซกับบริษัทหุ่นที่ตั้งขึ้นในต่างประเทศในลักษณะ
Offshore Companies เพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยบันทึกบัญชีเป็นการชำระค่าสินค้า
ล่วงหน้า หรือ
Prepays ทำให้ยอดเงินจำนวน นี้ไม่ปรากฏเป็นหนี้สินในงบการเงินของเอนรอน
วิธีการนี้ ทั้ง 2 ธนาคารได้ทำธุรกรรมเงินกู้แบบซ่อนเร้นให้เอนรอนด้วยการแลกกับอัตราดอกเบี้ย
และค่าธรรมเนียมบริการที่สูงมาก ด้วยวิธีการ นี้ได้ทำให้ยอดหนี้ของเอนรอนที่ปรากฏในปี
2000 ต่ำกว่าที่เป็นจริงไป 40% คือมีประมาณ 10 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
แทนที่จะเป็น 14
พันล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้รายรับจากการดำเนินธุรกิจสูงเกินความจริงไป
47% คือมีจำนวน 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ แทนที่จะมีเพียง 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นการสืบ
สวนยังพบว่าทั้งสองธนาคารมิได้ให้บริการแบบนี้ (ซึ่งได้สมญาว่า ENRON-Style
Prepays) เพียง เฉพาะให้เอนรอนเท่านั้น แต่ยังให้บริการกับบริษัทอื่นๆอีกรวมกว่า
10 บริษัท คือ Citigroup
ให้บริการแบบนี้กับอีก 3 บริษัทเป็นอย่างน้อย ใน ขณะที่ J.P. Morgan Chase
ให้กับอีก 7 บริษัท ซึ่งทางธนาคารก็แก้ตัวว่า ไม่รู้ว่าเอนรอนจะไปลง บัญชีเงินกู้ด้วยวิธีใด
และเอนรอนก็ยังบอกว่าเป็น
วิธีการที่ถูกต้องแล้ว เพราะผู้ตรวจสอบบัญชีคือ อาร์เธอร์ แอนเดอร์เซ่น
ก็รับรองเห็นชอบด้วย
เนื่องจากการอำพรางธุรกรรมด้วยวิธีการที่ซับซ้อนและการตกแต่งตัวเลขผลประกอบการเป็นจำนวนเงินมากมายขนาดนี้
คงเป็นไปได้ยาก
ที่บริษัทผู้ประกอบธุรกิจจะทำได้ตามลำพังโดยไม่ได้รับความร่วมมือหรือมีส่วนรู้เห็นด้วยจากบุคคลหรือองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเป็น บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชี หรือคู่ค้า/ คู่กรณีทางธุรกิจฯลฯ ดังนั้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมีความวิตกว่า หากทางการสหรัฐฯมีการสืบสาวเพิ่มเติมในกรณีอื่นๆ
นอกเหนือไปจากคดีของเอนรอน ก็อาจจะพบการโยงใยที่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
รวมทั้งการเกี่ยวโยงกับนักการเมืองในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ ทั้งคดีของเอนรอนจนมาถึงกรณีของเวิลด์คอม
นอกจากจะได้นำไปสู่วิกฤติศรัทธาในวงการธุรกิจสหรัฐฯแล้ว
ยังเป็นชนวนนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองในสหรัฐฯด้วย เมื่อได้มีความพยายามโยงใยผู้บริหารในคณะรัฐบาลว่ามีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลเมื่อครั้งอดีตสมัยที่เป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทธุรกิจเอกชน
ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยในกรณีที่ได้เคยขายหุ้นบริษัทน้ำมันที่ชื่อว่า
Harken Energy Corp. เป็นจำนวนมากในช่วงที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทนี้
ก่อนที่บริษัทจะ แจ้งผลดำเนินการขาดทุนที่ยังผลให้ราคาหุ้นในตลาดร่วงลง
มิหนำซ้ำประธานาธิบดีบุชยังรายงานการขายหุ้นต่อก.ล.ต.ของสหรัฐฯช้าไป 8 เดือน
หรือแม้แต่กรณีของรองประธานาธิบดี
นายดิค เชนีย์ สมัยที่เป็นผู้บริหารของบริษัทธุรกิจ น้ำมัน Halliburton
Co.
ซึ่งบริษัทนี้ปัจจุบันกำลังถูกตรวจสอบจากก.ล.ต.สหรัฐฯในข้อหาตกแต่งตัวเลขทางบัญชีในช่วงที่นายเชนีย์ดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัท
ดังนั้น ในขณะนี้ประธานาธิบดีบุชจึงมีความ
วิตกกับปัญหาวิกฤติศรัทธาของธุรกิจสหรัฐฯเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้สร้างความเสียหายต่อวงการธุรกิจสหรัฐฯแล้ว
ยังอาจส่งผล
กระทบทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ปรากฏว่ามีความพยายามที่จะโยงใยนักการเมืองในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน
กับกรณีฉ้อฉลทางธุรกิจในสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บริหารในบริษัทเอกชนดังได้กล่าวมาแล้ว
ดังนั้น
เมื่อเร็วๆ นี้ประธานาธิบดีบุชจึงได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนด้วยท่าทีแข็งกร้าวเอาจริงเอาจัง
ในการผลักดันการปฏิรูปการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นที่
บรรษัทภิบาลและจริยธรรมทางธุรกิจเพื่อที่จะเรียกศรัทธาจากประชาชนอเมริกันกลับมาให้ได้
และได้ขอให้สภาคองเกรสเร่งรัดการพิจารณาออกกฎหมายเพื่อปรับปรุงแก้ไขวิธีการดำเนินธุรกิจและระบบบัญชีของสหรัฐฯ
ตลอดจนการเพิ่มโทษผู้บริหารบริษัทที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล
ทั้งนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้า ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้