Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2543








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2543
สู่อนาคตกับ โครงการปิโตรเคมีครบวงจร             
 

   
related stories

ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ LOCAL HERO

   
search resources

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย, บมจ.




จากการลงนามเห็นชอบในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยรัฐบาลไทยกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอีก 5 ประเทศในเดือนมกราคม 2535 เพื่อส่งเสริมการค้าภายในเขตอาเซียน และดึงดูดการลงทุนจากภูมิภาคอื่น โดยการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรภายในกลุ่มลงนั้น ประเทศไทยได้จัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ ปิโตรเคมีเป็นกลุ่มสินค้า ที่ต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0-5 ในปี 2543 และ 2546 สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลาย และขั้นต้นตา มลำดับ ซึ่งทำให้ความคุ้มครองทางภาษีแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศ ที่เคยมีอยู่ค่อยๆ หมดไป และผู้ประกอบการต้องเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ผลิตในต่างประเทศ ที่มีความพร้อมมากกว่า

จากการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวนี้ บริษัทฯ จึงได้วางแผนเตรียมรับสถานการณ์ โดยได้วางโครงการขยายการลงทุนเข้าสู่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร จากเดิม ที่เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลาย คือ เม็ดพลาสติกแต่เพี ยงอย่างเดียวจะขยายการดำเนินงานไปสู่การ ผลิตวัตถุดิบอันเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น และขั้นกลาง อาทิ เอททิลีน โพรพิลีน และสไตรีนขึ้นใช้เอง โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนในการผลิต ก่อให้เกิดความประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) เพื่อให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการแข่งขันกับผู้ผลิตอื่นในต่างประเทศในระบบการค้าเสรีได้

โครงการปิโตรเคมีครบวงจรดังกล่าวนี้ แบ่งออกเป็น 2 โครงการใหญ่ได้แก่

1. โครงการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ประกอบด้วยหน่วยผลิตหลัก ได้แก่ โรงกลั่น Condensate Splitter โรงงานผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และ Lube Waste Treating Unit

2. โครงการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปร ะกอบด้วย Naphtha Cracker โรงงานผลิตไตรีนโมโนเมอร์ และโรงงานผลิต LLDPE/HDPE

โครงการขยายทั้งสองส่วนนี้จะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 40,000 ล้าน บาท แบ่งระยะการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะตาม ที่คาดว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จกล่าวคือ ระยะแรกจะแล้วเสร็จในราวกลางปี 2538 ระยะ ที่ 2 และ 3 จะแล้วเสร็จในปลายปี 2539 และ กลางปี 2540 ตามลำดับ

โครงการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จะมีขั้นตอนการผลิตต่อเนื่องกับโรงกลั่น Condensate Splitter ภายใต้โครงการ ขยายอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้าง จะมีการนำน้ำมันขนาดเบา ที่เรียกว่า Condensate มากลั่นแยกเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีนานาชนิด อาทิ Naphtha ก๊าซ LPG น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา Naphtha บางส่วนจะถูกส่งมายัง Naphtha Cracker เพื่อผ่านขั้นตอนการผลิตเป็นเอททิลีน และโพรพิลีน โดยแอททิลีนจะถูกป้อนเข้าสู่โรงงานผลิต PE และ PP ท ั้ง ที่กำลังดำเนินการ และทั้งในส่วน ที่จะขยายกำลังผลิตเพิ่มเติม

นอกจากวัตถุดิบทางปิโตรเคมี ซึ่งผลิตได้จากโครงการขยายดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ จะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมัน อาทิ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเ ตาด้วยส่วนหนึ่ง บริษัทฯ จึงได้จัดตั้งบริษัทน้ำมันทีพีไอ จำกัด ขึ้น เพื่อรับผิดชอบการจัดจำหน่าย การตลาด ตลอดจนการลำเลียงขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมัน ทั้งหมดของกลุ่มทีพีไอ โดยในปัจจุบัน บริษัทน้ำมันทีพีไอกำลังดำเนินการ ก่อสร้างคลังน้ำมันขึ้น เพื่อรองรับการจัดเก็บน้ำมันให้เพียงพอ และทันต่อการลำเลียงขนส่งสู่ผู้ใช้ นอกจากนั้น ยังได้ร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายย่อยในการเปิดสถานีบริการน้ำมันทีพีไอขึ้นทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายจะเปิดดำเนิน การประมาณ 50 สถานีในปีแรก และเพิ่มขึ้นปีละ 100 สถานีในปีถัดๆ ไป

เมื่อโครงการขยายการลงทุนดังกล่าวนี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ในกลางปี 2540 ทีพีไอจะเป็นผู้ดำเนินอุตสาหกรร มปิโตรเคมีครบวงจรเป็นรายแรกในประเทศไทย ขบวนการผลิตครบวงจรดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนในการผลิต ที่ต่ำ มีการประหยัดจากขนาด สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในต่างประเทศได้ อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมกลุ่มทีพี ไอให้คงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศ และในเขตภูมิภาคนี้อีกด้วย

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us