ธนาคารกรุงเทพขยายฐานธุรกิจในประเทศจีน เตรียมเปิดสาขาปักกิ่งเป็นสาขาที่ 4 ตุลาคมนี้ คาดภายใน 1 ปี ปล่อยสินเชื่อได้ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมคาดการณ์จีนไม่ขยับค่าเงินหยวนภายในสิ้นปีนี้ บิ๊กบัวหลวงเชื่อปีนี้จีนไม่ขยับค่าเงินหยวน
นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียที่ได้รับอนุมัติให้ยกระดับเป็นสาขาเต็มรูปแบบในประเทศจีน ซึ่งในปีนี้มีธนาคารต่างชาติทั้งหมด 5 แห่ง ที่ได้รับการยกระดับ และทำให้ธนาคารมีสาขาในเมืองจีนทั้งหมด 4 แห่งในสิ้นปีนี้ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ซัวเถา เซียะเหมิน และปักกิ่ง และตั้งเป้าหมายให้สาขาปักกิ่งขยายสินเชื่อภายใน 1 ปี ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเสี่ยงในการลงทุนในประเทศจีน ในภาวะที่เศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวว่า ประเทศจีนในขณะนี้เป็นประเทศที่เพิ่งเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจแต่ละปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 9 ซึ่งยังสามารถขยายการลงทุนได้อีกมาก ซึ่งการที่ธนาคารเข้าไปรุกธุรกิจจะต้องมีความระมัดระวังพอสมควร และก่อนหน้านี้ธนาคารได้มีการลงทุนเพื่อวางระบบรองรับความเสี่ยง โดยใช้เวลา 3 ปี ในการวางระบบ และใช้วงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท
นายประสงค์ อุทัยแสงชัย กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กิจการธนาคารต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารจะเปิดสาขาปักกิ่ง ในเดือนตุลาคม 2548 นี้ หลังจากที่รอมาประมาณ 3 ปี เพราะมาตรฐานของทางจีนในการให้เปิดสาขาเข้มงวดมาก โดยต้องมีคุณภาพดี เงื่อนไขมีกำไรทุนอย่างต่ำ 100 ล้านหยวน หากจะทำธุรกรรมเงินหยวนต้องใช้ทุนอย่างน้อย 200 ล้านหยวน ทำได้เฉพาะพวกต่างชาติเท่านั้นเอง หากจะทำเงินหยวน-ดอลลาร์หรือสกุลเงินท้องถิ่นต้องมีทุน 300 ล้านหยวน ถ้าจะทำกับบุคคลต้องมีทุน 400 ล้านหยวนขึ้นไป
ปัจจุบันสาขาเซี่ยงไฮ้ทำรายได้มากที่สุด แต่ในอนาคตไม่เกิน 2 สัดส่วนรายได้น่าจะเท่าๆ กัน เพราะปักกิ่งจะอยู่โซนทางเหนือ ซึ่งมีศักยภาพในการทำธุรกิจ
ขณะนี้มีสาขาของธนาคารที่ให้บริการสกุลเงินหยวน ได้แก่ สาขาเซี่ยงไฮ้และสาขาเซี๊ยะเหมิน และเดือนธันวาคมสาขาซัวเถาก็จะให้บริการได้ด้วย รวม 4 แห่ง ปล่อยสินเชื่อ 15,000-25,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12% ของสินทรัพย์สาขาต่างประเทศทั้งหมดประมาณแสนล้านบาท สิ้นปีประมาณ 1.2 แสนล้านบาท
นายประสงค์ กล่าวถึง การปล่อยสินทรัพย์ของสาขาต่างประเทศของธนาคารว่า อันดับ 1 สาขาในประเทศสิงคโปร์ ประมาณ 21,000 ล้านบาท อันดับที่ 2 สาขาในฮ่องกงประมาณ 18,000 ล้านบาท อันดับที่ 3 จีนและไต้หวัน ประมาณ 12,000 ล้านบาท อันดับที่ 4. เวียดนาม ประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นสาขาในยุโรป โดยผลการดำเนินงานของสาขาในต่างประเทศทุกแห่งมีกำไรทั้งหมด โดยรวม 18 สาขา 12 ประเทศและ 2 สำนักงานตัวแทน ภายในสิ้นปีจะเป็น 19 สาขา 1 สำนักงานตัวแทน
"การเปิดสาขาที่ปักกิ่งจะช่วยให้ธนาคารทำธุรกิจได้มากขึ้น เพราะธนาคารคู่แข่งก็ยังมีน้อยและโดยจะเน้นลูกค้าที่รู้จักจากไต้หวัน ส่วนสาขาที่เซี่ยงไฮ้ลงทุนเยอะแต่แบงก์คู่แข่งเยอะทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ปัจจุบันสาขาเซี่ยงไฮทุน 300 ล้านหยวน มีพอร์ตสินเชื่อ 8,000 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีอาจจะได้ 9,000-10,000 ล้านบาท"นายประสงค์ กล่าว
นายประสงค์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนของจีน ว่า จนถึงสิ้นปีนี้ทางการจีนไม่น่าจะขยับค่าเงินหยวน แต่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2549 ทั้งนี้หากทางการจีนจะเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนจะขยับประมาณ 10% เพราะทำให้เงินเท่ากับฮ่องกง เพราะการค้าขายสินค้าจะไม่เสียเปรียบ
นอกจากนี้ ประเทศจีนไม่เปิดตลาดเงินหยวนในต่างประเทศ โดยเมื่อเร็วๆนี้ได้เปิดให้มีที่ฮ่องกงแต่ก็ควบคุมต่อราย หากเงินไหลเข้าเป็นเงินลงทุนโดยตรงในสกุลดอลลาร์ ค่าเงินหยวนไม่ถูกเก็งกำไรซึ่งต่างจากประเทศไทย อย่างไรก็ตามทางการจีนอาจใช้เวลา 2-3 ปีในการเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวน
"เศรษฐกิจจีนพัฒนามา 90 ปีเขาถือว่าเขาใหญ่ ฉะนั้นการจะปรับค่าเงินขึ้นหรือลงต้องมีผลกระทบ ซึ่งช่วงนี้จีนไม่แน่ใจว่าอิมแพคคืออะไร และสิ่งที่เขากลัวคือ เขาเห็นประเทศเอเชียในปี 2540 ประสบปัญหาพวกนี้ขึ้นมาเขากลัว อย่างพวกเราเทียบจีนเล็กนิดเดียว ฉะนั้นต่างประเทศบีบให้ตายเขาก็ไม่ปรับ ผมคาดว่าจนถึงสิ้นปีเขาไม่ขยับแน่นอน ปีหน้าก็ยังไม่แน่ และต่างประเทศก็จะจำกัดเรื่องการ์เม้น เรื่องรองเท้าอะไรต่างๆ ระดับเขาๆ คิดว่าไม่สำคัญ เขาทนได้กับการจะไปปรับค่าเงินแล้วกระทบเขาเยอะๆเขากลัว" นายประสงค์กล่าว
|