| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ 5 กรกฎาคม 2548
|
 |

ในช่วงปีที่ผ่านมา คนนิวซีแลนด์หรือที่เรียกกันติดปากว่า "คนกีวี" เริ่มให้ความสนใจกับการรณรงค์เปลี่ยนธงชาติใหม่กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายๆ คนเริ่มรู้สึกว่า ธงชาตินิวซีแลนด์ในปัจจุบันนั้นบ่งบอกถึงความเป็นสหราชอาณาจักรค่อนข้างสูง แต่กลับไม่ค่อยสะท้อนถึงความเป็นนิวซีแลนด์ในปัจจุบันสักเท่าไรนัก เนื่องมาจากสภาพสังคม วัฒนธรรม และค่านิยมของคนกีวีในปัจจุบันต่างจาก คนอังกฤษไปมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงในปัจจุบันมีคน หลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ นอกจากมีคนผิวขาวซึ่งส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากสหราชอาณาจักร และยุโรป เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนิวซีแลนด์ยังมีคนพื้นเมืองที่เรียกกันว่า "เมารี" อาศัยอยู่ไม่น้อย รวมถึงผู้อพยพเข้ามาอยู่ใหม่จากประเทศในแถบเอเชีย ก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้น ปัญหาการผสมผสานทางด้านเชื้อชาติ จึงเป็นหัวข้อสำคัญที่รัฐบาล (และพรรคฝ่านค้าน) ให้ ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ จึงไม่น่าแปลกเลยที่การค้นหาเอกลักษณ์ และความเป็นชาติ ได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอ ผมเชื่อว่า การรณรงค์เปลี่ยนแปลงธงชาติใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาเหล่านี้ และยังมีจุดหมายเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเองทางวัฒนธรรม เอกลักษณ์ และค่านิยมของคนกีวี ในปัจจุบันให้มากที่สุด
ธงชาตินิวซีแลนด์ที่ใช้ในปัจจุบันนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ ค.ศ.1902 โดยมีพื้นสีเป็นสีน้ำเงิน (Royal blue) มีรูปธงยูเนียนแจ๊ค ซึ่งเป็นธงชาติของสหราชอาณาจักร อยู่ด้านมุมบนซ้าย และนอกจากนั้นยังมีดาว "Southern Cross" อยู่ทางด้านขวาของธงอยู่อีก 4 ดวง ดาว Southern Cross นี้ แสดงให้เห็นถึงว่าประเทศนิวซีแลนด์นั้นอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ และนักเดินเรือในสมัยก่อนก็ใช้ดาวเหล่านี้ในการเดินเรือ มายังนิวซีแลนด์ ธงชาตินิวซีแลนด์ในปัจจุบันยังมีความคล้ายคลึงกับธงชาติของหลายๆ ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษมาก่อน
โดยเฉพาะธงชาติออสเตรเลีย สำหรับชาวต่าง ชาติอย่างเราๆ เห็นธงชาตินิวซีแลนด์ทีไร หลายๆคนคิดว่าเป็นธงชาติออสเตรเลียทุกที ผมคิดว่าแม้กระทั่งคนกีวีเองยังแยกออกได้ยากเลย ถ้าไม่ได้เห็นจำนวนดาวที่อยู่บนธงชาติ เนื่องจากว่าธงชาติของทั้ง 2 ประเทศนี้เหมือนกันอยางกับแกะ ผิดกันตรงที่ว่าธงชาติออสเตรเลียมีดาวทั้งหมด 6 ดวง ในขณะที่ธงชาตินิวซีแลนด์มีดาวทั้งหมดแค่ 4 ดวง
หลายๆ ท่าน อาจจะยังไม่ค่อยตระหนักถึงความสำคัญของการค้นหาเอกลักษณ์ วัฒนธรรมและความเป็นตัวของตัวเอง อย่างที่ชาวนิวซีแลนด์เผชิญอยู่ในปัจจุบันมากสักเท่าไร เนื่องจากประเทศไทยเรามีเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ที่เด่นชัดและเป็นที่น่าภูมิใจอย่างมากมาย จนเราไม่ต้องหาคำนิยามว่า "คนไทย" คืออะไร แต่ในประเทศใหม่อย่างนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่ง สหรัฐอเมริกา ที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ เอกลักษณ์และความเป็นชาติมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นจุดศูนย์รวมของคน ในชาติ อย่างเช่นคนอเมริกัน เหมือนจะยึดถือเสรีภาพ (freedom) เสมือนเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมของคนในชาติ ท่านผู้อ่านอาจสังเกตได้ว่า ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ตอนให้สัมภาษณ์ หรือกล่าวคำปราศัยในโอกาสต่างๆ มักพูดคำว่า freedom หรือ free society บ่อยมากๆ (จนบางครั้งนับตามแทบไม่ทัน) เพราะคำว่า freedom นี้แหละโดนใจและมีอิทธิพลกับคนอเมริกันเหลือเกิน
ชาวกีวีหลายๆ คนดูเหมือนจะชื่นชอบดีไซน์ธงชาติใหม่แบบหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า "Stylised Silver Fern" ธงชาติดีไซน์นี้มีรูปใบเฟิร์นสีเงิน (Silver fern) ที่ดูค่อนข้างทันสมัยอยู่บนพื้นสีดำเข้ม ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะเคยเห็นรูปใบเฟิร์นสีเงินที่อยู่บนหน้าอกเสื้อ ทีมรักบี้ ออลแบลค (All Black) และทีมกีฬาประเภท อื่นๆ ของนิวซีแลนด์ รวมถึงสถาบัน องค์กรต่างๆ ของนิวซีแลนด์ ก็ยังใช้ใบเฟิร์นสีเงิน เป็นสัญลักษณ์ ดังนั้น ใบเฟิร์นสีเงิน จึงเปรียบเสมือน "แบรนด์" ของ นิวซีแลนด์ไปเสียแล้ว สำหรับคนต่างชาติอย่างเราเห็นใบเฟิร์น ก็มักจะนึกได้อย่างรวดเร็วว่า ต้องเป็นอะไรที่เกี่ยวกับนิวซีแลนด์ เฟิร์นสีเงินเป็นต้นไม้พื้นเมืองที่พบเห็นได้ทั่วไป และเป็นเสมือนต้นไม้ประจำชาติของชาวนิวซีแลนด์ อันที่จริงแล้วเฟิร์นสีเงินที่คนกีวีพูดถึง ใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม แต่ด้านล่างต่างหาก ที่เป็นสีเงิน และสีเงินนี้เองแหละที่สามารถสะท้อนแสงจันทร์ เป็นไฟส่องนำทางชาวเมารีในอดีต ในเวลา ที่เดินทางเข้าไปในป่า
สำหรับสีธงชาติดีไซน์ใบเฟิร์นสีเงินนี้ มีสีดำเป็นพื้น และสีใบเฟิร์นเป็นสีขาวเงิน สีทั้งสองสีนี้ก็เหมือนเป็นสีที่คนนิวซีแลนด์ชื่นชอบเป็นอย่างมาก เราคงจะเห็นได้บ่อยๆ ว่านักกีฬานิวซีแลนด์และทีมกีฬาของนิวซีแลนด์อย่างเช่น ทีมรักบี้ออลแบลค ทีมคริกเกตแบลคแคพ (Black Cap) และทีมบาสเกต บอล ทอลแบลค์ (Tall Black) ก็ใช้สีดำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะมีสีขาวแซมมาบ้างเป็นบางครั้ง ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกว่า สีดำและขาว ดูเหมือนเป็นสีประจำชาติ มากกว่าสีน้ำเงินและแดง ซึ่งเป็นสีหลักบนธงชาติในปัจจุบัน
นอกจากดีไซน์ธงชาติใหม่รูปใบเฟิร์น อีกดีไซน์ หนึ่งที่ได้รับความสนใจพอสมควร ก็คือดีไซน์ที่แฝงความเป็นเมารีเพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะดีไซน์ที่มีพื้นเป็น สีน้ำเงินและสีเขียว มีดาว Southern Cross 4 ดวง อยู่มุมบนด้านซ้าย และมีรูปเกลียวเมฆสีขาวอยู่ตรงกลาง ดีไซน์สะท้อนถึงความเป็นนิวซีแลนด์และเมารีค่อนข้างสูง เนื่องจากดาว Southern Cross เป็น สัญลักษณ์ที่คนนิวซีแลนด์โดยทั่วไปค่อนข้างชื่นชอบ ส่วนเมฆสีขาวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงคำที่คนเมารียุคบุกเบิกเรียกประเทศนิวซีแลนด์เป็นภาษาเมารีว่า "Aotearoa" ซึ่งแปลได้ว่า "ดินแดนแห่งเมฆสีขาว" (Land of the Long White Cloud) แต่อย่างไรก็ดี ผมยังรู้สึกว่า ธงชาติดีไซน์นี้คงสื่อถึงความเป็นกีวี ดีเท่ารูปใบเฟิร์นไม่ได้
ในส่วนตัวของผม การเปลี่ยนธงชาติใหม่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนอกจากจะเป็นการปลดปล่อย พันธนาการจากอดีต ยังแสดงถึงการค้นหาเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และค่านิยม ที่คนหลากหลายเชื้อชาติในนิวซีแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นคนผิวขาว ชาวเมารี หรือผู้อพยพมาใหม่ชาวเอเชีย ได้มีส่วนร่วมกันมากที่สุด
พูดถึงเรื่องเอกลักษณ์และความเป็นชาติทีไร ผมมักคิดถึงประเทศไทยในแง่ที่ว่า ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ ศิลปะ วัฒนธรรม และความเป็นไทยที่โดดเด่นอยู่อย่างมากมาย จนบางครั้งเวลาเห็นโฆษณา ของการท่องเที่ยวไทยในต่างประเทศ ฝรั่งดูแล้วรู้เลยว่าเป็นไทย โดยไม่ต้องบอก หากแต่ว่าความสำคัญของ เอกลักษณ์ของชาติ และความเป็นไทยเหล่านี้ มันมีมูลค่ามากมายมหาศาล มากไปกว่ามูลค่าการท่องเที่ยว ยิ่งนัก ในขณะที่ประเทศใหม่อย่างนิวซีแลนด์ เขาเสาะ หาสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าเรากลับปล่อย ให้สิ่งเหล่านี้เลือนหายไปจากสังคมไทยไปเรื่อยๆ ผมมักจะเชื่อว่า ในกระแสที่ใครๆ เคยนิยมเรียกกันว่า โลกาภิวัตน์ ผู้คนในโลกปัจจุบันมักทำอะไรเหมือนๆ กัน มีวิถีชีวิตที่คล้ายๆ กันขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเลือกร้านกาแฟ หลายๆ คนยังเลือกร้านเดียวกันไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนในโลกก็ตาม
ในท่ามกลางกระแสเช่นนี้ ผมเชื่อว่าเอกลักษณ์ ของแต่ละชาตินี่เอง ที่ทำให้เราไม่เหมือนใคร และความไม่เหมือนใครเช่นนี้แหละ จะเป็นความได้เปรียบ อย่างมหาศาลในโลกใบเล็กใบนี้ ที่อะไรต่อมิอะไรดูจะเหมือนๆ กันไปหมด
หมายเหตุ : อนิรุต พิเสฏฐศลาศัย
จบปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนไปสำเร็จการศึกษาด้านการเงิน ระดับปริญญาโทและเอก
จาก University of Exeter ประเทศอังกฤษ
ป’จจุบันสอนอยู่ที่ University of Canterbury, New Zealand
|
|
 |
|
|