|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ธนาคารกสิกรไทย เจรจาร่วมธุรกิจกับแบงก์พาณิชย์จีน หวังปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังต้องการเงินทุนมาก และมีโอกาสขยายตัวสูง หลังพบแบงก์พาณิชย์จีนมุ่งปล่อยกู้ให้แก่ธุรกิจรายใหญ่ ระบุต้องใช้เวลาเจรจาเหตุความเสี่ยงการทำธุรกิจสูง ขณะที่แผนงานในไทยยังคงยืนเป้าสินเชื่อปีนี้ แต่ต้องจับตาหนี้เสียก้อนใหม่ที่ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างใกล้ชิด
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนว่า ธนาคารอยู่ในระหว่างการเจรจากับธนาคารพาณิชย์ในจีนเพื่อที่จะขยายช่องทางธุรกรรมทางการเงินด้านการปล่อยสินเชื่อในประเทศจีน โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
ทั้งนี้สัดส่วนสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ แต่ธนาคารยังไม่ให้ความสำคัญในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและความไม่พร้อมในระบบต่างๆ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่มีสัดส่วนประมาณ 20% ซึ่งธนาคารพาณิชย์ของจีนทำธุรกรรมในการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว
"ธนาคารมองว่า จีนเป็นประเทศที่มีโอกาสที่จะขยายสินเชื่อด้านเอสเอ็มอีได้มาก แต่เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะระบบต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการพัฒนา ดังนั้นการที่จะเข้าไปลงทุนในจีน จะต้องมีการหารูปแบบธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและลงตัว โดยเฉพาะด้านผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งสิ่งที่ธนาคารจะต้องเผชิญคือ มิติด้านการเมือง ด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นการลงทุนในจีนจึงถือว่าเป็นการลงทุนในระยะยาว และธนาคารยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้แน่ชัดว่าจะสามารถเจรจาได้เสร็จสิ้นเมื่อไร"
สำหรับสาเหตุที่ธนาคารเลือกเข้าไปลงทุนในประเทศจีนนั้น เนื่องจากมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และต้องการให้ความสัมพันธ์ที่มีพื้นฐานเดียวกันนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายบริษัทประสบความสำเร็จ แต่หลายแห่งล้มเหลวเนื่องจากไม่เข้าใจในการทำธุรกิจในจีนอย่างแท้จริง ซึ่งโจทย์ที่ธนาคารจะต้องนำมาคิดคือ จะต้องทำให้ 2 ชาติ มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง
"แผนในอีก 3 ปีข้างหน้าของธนาคาร คือต้องการให้บริษัททัวร์ และนักธุรกิจหันมาใช้บริการของธนาคารกสิกรไทย และนักธุรกิจจะหันไปลงทุนในจีนมากขึ้นโดยมีธนาคารเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน และสุดท้ายธนาคารจะเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้แก่นักธุรกิจในจีน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีขนาดใหญ่กว่าไทย 10 เท่า ทั้งในแง่ของยอดขายและวงเงินการให้สินเชื่อ ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการเจรจายังบอกไม่ได้ว่าจะลงตัวเมื่อไร" นายบัณฑูรกล่าว
นายบัณฑูรกล่าวว่า หากธนาคารสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจในจีนและทำธุรกรรมเป็นเงินหยวนได้แล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเพิ่มทุนของธนาคารด้วย ส่วนด้านสาขาจะต้องมีการขยายเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ธนาคารมีสาขาซึ่งเป็นสำนักงานตัวแทนในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และคุนหมิง ส่วนในฮ่องกงและเซินเจิ้นมีสถานะเป็นสาขา ซึ่งปัจจุบันสาขาทั้งหมดเพียงพอต่อธุรกรรมในปัจจุบัน
ส่วนแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2548 นั้น นายบัณฑูรกล่าวว่า ในปีนี้จีดีพีน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 5% ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ เพราะเป็นการเติบโตที่ดีในภาวะที่มีปัจจัยหลายตัวฉุดเศรษฐกิจในขณะนี้ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และโรคระบาด ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับเป้าเศรษฐกิจใหม่ที่ 4.5-5.5% และคาดว่าจะเป็นไปได้ และเป็นเรื่องปกติ ที่เศรษฐกิจจะมีขึ้นหรือลงบ้าง
"แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในปีนี้ แต่ธนาคารยังไม่มีนโยบายที่จะปรับเป้าการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ลดลง เพราะธนาคารยังมีสภาพคล่องอยู่จำนวนมากพอสมควร รวมถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบว่าธนาคารพาณิชย์ในระบบมีการปรับเป้าการปล่อยสินเชื่อ"
นายบัณฑูรกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้มีความเข้มงวดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพราะธนาคารพาณิชย์ได้รับบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณหนี้เสียเพิ่มขึ้นและเป็นหนี้ใหม่ ซึ่งธนาคารต้องมาติดตามและวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยแม้ว่าขณะนี้ธปท. จะส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยในขาขึ้น โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์พีอีก 0.25% แต่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังปี 2548 นี้ จะยังไม่เห็นระบบธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือนอย่างแน่นอน เนื่องจากสภาพคล่องของระบบยังมีจำนวนมากและมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับขึ้นดอกเบี้ย
|
|
 |
|
|