จับตาทุนไต้หวัน "เอเวอร์กรีน กรุ๊ป" ยักษ์ใหญ่จากไต้หวัน เจ้าของสายการบิน อีวาแอร์ไลน์ คุยฟุ้งหอบเงินแสนล้านบาทเข้ามาลงทุนในไทย ประเดิมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พุ่งเป้าที่ดินผืนใหญ่ 4,000 ไร่ ของตระกูล "กฤษดาธานนท์" ย่านบางนา-ตราด ลุ้นอาจช่วยพลิกฟื้นกฤษดามหานครในอนาคตหากเกิดผลเป็นรูปธรรม ด้านนักวิเคราะห์ย้ำหากมาจริงตลาดในรอบสุวรรณภูมิมีความคึกคัก ด้านผู้บริหารมั่นคงเคหะการชี้กว่าจะมาโครงการมั่นคงฯ ก็ขายหมดแล้ว
นายเชนนี่ เฉิน ประธานใหญ่ บริษัท เอเวอร์กรีนกรุ๊ป จำกัด จากประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่หลายอย่าง เช่น เจ้าของสายการบิน อีวาแอร์ไลน์ เจ้าของบริษัทเดินเรืออันดับหนึ่งของไต้หวัน และอื่นๆ อีกหลายอย่าง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนที่จะลงทุนหรือร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย โดยได้เดินทางมาเมืองไทยเพื่อทำโปรเจกต์ยักษ์ในด้านอสังหาริมทรัพย์ ประมาณการลงทุน 50,000-1 แสนล้านบาท โดยเล็งพื้นที่ย่านบางนา-ตราด กม.ที่ 32 ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดบนถนนสายนี้ และสามารถตัดถนนเชื่อมระหว่างถนนบางนา-ตราดกับถนนมอเตอร์เวย์ได้
อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่ดินส่วนหนึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมปลอดอากร (FREE ZONE) โดยเฉพาะจะมีการสร้างศูนย์ประชุมอเนกประสงค์ (Convention Hall Center) ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย ประกอบด้วย ศูนย์อัญมณีที่ใหญ่ที่สุด, ศูนย์อุตสาหกรรมไอที (ไร้มลพิษ), โรงแรมขนาดต่างๆ กว่า 5,000 ห้อง, ศูนย์บริการสายการบินนานาชาติ, ศูนย์รวมโชว์รูมรถยนต์ทุกยี่ห้อ, ศูนย์รวมอาคารพาณิชย์ธุรกิจ, ศูนย์รวมสินค้าในประเทศและบ้านไทยสี่ภาคใหญ่ที่สุดในโลก
"ขณะนี้ได้ประสานงานด้านเอกสารที่ยังไม่เสร็จบางส่วนอย่างเร่งด่วน ที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการยักษ์ของบริษัทในเครือบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด" นายเชนนี่กล่าว
แหล่งข่าวในวงการอสังหาริมทรัพย์กล่าวว่า หากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ในอนาคตน่าจะเป็นผลดีต่อแนวทางการพัฒนาธุรกิจของกลุ่มกฤษดามหานคร แม้ว่าทางผู้บริหารจะปฏิเสธว่าบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทกฤษดาฯ ในคราวที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตรวจสอบพบบริษัทโกลเด้นฯ นำเงินโดยมีที่ดินดังกล่าวค้ำประกัน ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ระบุเพียงว่ามีกลุ่มผู้ถือหุ้นมีความเกี่ยวโยงกัน
"อย่าลืมว่าที่ดินผืนดังกล่าวถือเป็นผืนงามที่สุดในทำเลดังกล่าว และในเมืองไทยไม่มีใครมีแลนด์แบงก์ที่มีศักยภาพอีกแล้ว ซึ่งทางกฤษดามหานครก็วาดฝันที่เข้าร่วมกับบริษัทโกลเด้น เทคโนโลยีฯ ในการพัฒนาโครงการ เพื่อกับพลิกฟื้นขึ้นมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ทั้งนี้ที่ดินดังกล่าวตระกูลกฤษดาธานนท์ ทยอยเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปี ในนามบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี และบริษัท เค แอนด์ วี เอส อาร์ เอส การ์เด้นโฮม จำกัด"
ทั้งนี้ ที่ดินดังกล่าวอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 14-15 กิโลเมตร ซึ่งได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ คือ KTMG และบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส เป็นผู้ศึกษาถึงรูปแบบ การพัฒนาโครงการ ความเป็นไปได้ในเชิงการตลาด เนื่องจากเป็นที่ดินผืนใหญ่และหากจะพัฒนาทั้งหมด คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะเต็ม ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกฤษดามหานคร ได้อนุมัติให้บริษัทไปทำการศึกษาแผนการเข้าร่วมทุนกับโกลเด้น เทคโนโลยีฯ บนที่ดิน บางนา-ตราด โดยจะเป็นเมืองใหญ่ มีชอปปิ้งมอลล์ ที่อยู่อาศัย ศูนย์แสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุด รวมมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท
"ทุนไต้หวันเป็นอีกพันธมิตรที่อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งยังมีกลุ่มอื่นเช่น ทุนจากสิงคโปร์ ขณะที่นักลงทุนจากยุโรป มีความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย"
มาจริงแค่ไหน!!
นายสมบัติ เอกวรรณพัฒนา นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) สินเอเชีย จำกัด กล่าวว่ากรณีดังกล่าว หากบริษัท เอเวอร์กรีนกรุ๊ป มีการลงทุนจริงนั้น จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) "AMATA" เพราะเป็นบริษัทที่มีที่ดินอยู่ในบริเวณที่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิมากที่สุด
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะได้รับอานิสงส์ในระยะยาว ทั้งบริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) "MK" และ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) "LH" ที่เริ่มเข้าไปลงทุนก่อสร้างในบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะหากที่ดินบริเวณดังกล่าวมีการลงทุน ก็จะทำให้ที่อยู่อาศัยบริเวณนี้ขายดีมากขึ้น
"เรื่องนี้ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าบริษัท เอเวอร์ กรีนกรุ๊ป จะมีการลงทุนเองหรือเข้าไปเทกโอเวอร์บริษัทอื่น ซึ่งคงต้องดูอีกที ทั้งนี้หากมีการลงทุนเอง อาจไปกระทบต่อผู้ประกอบการรายอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันซึ่งจะกระทบต่อใครนั้นคงต้องดูว่าลงทุนทำธุรกิจแล้วไปซ้ำกับใคร" นายสมบัติกล่าว
นายชูเกียรติ ตั้งมติธรรม ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มั่นคงเคหะการฯ กล่าวเพียงว่า หากเป็นเรื่องจริงก็จะส่งผลดีต่อตลาดโดยรวม ซึ่งคิดว่าจะทยอยเข้ามาลงทุนไม่ใช่ลงทุนทีเดียวทั้งหมด แต่ทั้งนี้คงต้องดูว่าจริงหรือเปล่า นานแค่ไหน ส่วนที่จะมีผลดีต่อโครงการของบริษัท คิดว่า "ดูแล้วไม่น่าจะเร็วๆ นี้ กว่าจะมาโครงการของผมก็ขายหมดแล้ว"
|