Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน11 กรกฎาคม 2545
กสิกรฯแนะติวเข้มส่งออกอาหารรับมือดอลลาร์             
 


   
www resources

โฮมเพจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.
Import-Export




บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน กรณีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าส่งผลให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ แข็งค่า ไม่เว้นเงินบาทไทย

บริษัทฯได้ชี้ให้เห็นผลดีพร้อมข้อเสนอแนะเพื่อเศรษฐกิจไทยสามารถตั้งรับสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงลำบาก ผลกระทบเศรษฐกิจไทย การที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีค่าอ่อนตัวลงนับตั้งแต่ต้นปี 2545 ส่งผล

ให้เงินบาทมีค่าแข็งขึ้นเป็นลำดับเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐแตะระดับ เฉลี่ยราว 41.37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 นับเป็นค่าเงินบาทเข้มแข็งที่สุดในรอบ 22 เดือน

และคิดเป็นอัตราเพิ่ม 6.7% เมื่อเทียบ กับค่าเงินบาท ณ ระดับเฉลี่ย 44.34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐตอนต้นปี 2545 ขณะเดียวกันเงินบาทกลับมีค่าอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเยนและเงินยูโร

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทลดลง 3.8% อยู่ในระดับเฉลี่ยราว 35 บาทต่อ 100 เยน และอ่อนตัวลง 3.5% แตะระดับเฉลี่ย 41 บาท/ยูโร เมื่อ วันที่ 9 กรกฎาคม 2545 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

จำกัด ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไทยจากการที่เงินบาทมีค่าเข้มแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐคาดว่า จะส่งผลกระทบด้านบวกสรุปได้ดังนี้ ผลดี 1. ตลาดหุ้นไทย

ความอึมครึมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปี 2545 อันเนื่องมาจากวิกฤตศรัทธาระบบบัญชีธุรกิจของบริษัทอเมริกัน ได้ส่งผลให้นักลงทุนและกองทุนรวม ต่างประเทศชะลอการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ

และหันมาลงทุนในตลาดย่านเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ส่งผลสนับสนุนตลาดหุ้นไทยกระเตื้องขึ้นเป็นลำดับในช่วงครึ่งปีแรก 2545 โดยดัชนีราคาหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 2

ปี ณ ระดับ 426.45 จุด เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา และเคลื่อน ไหวอยู่ในระดับราว 400 จุด ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม นับว่าตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ดัชนีราคาหลักทรัพย์พุ่งขึ้น 31%

เมื่อเทียบกับดัชนีราคาหลักทรัพย์ในระดับ 305.19 จุดตอนต้นปี 2545 อย่างไรก็ตาม กรณีอื้อฉาวของบริษัทสหรัฐฯที่ ปะทุมากขึ้นเรื่อยๆ และก่อให้ความปั่นป่วนในตลาด หุ้น Wall Street

อาจส่งผลเสียหายแก่ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย หากนักลงทุนตื่นตระหนกในวิกฤตตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพากันเทขาย หุ้นในตลาดหุ้นแห่งอื่นๆ เพื่อรักษาเม็ดเงินลงทุนของ ตน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่นักเล่นหุ้นไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2. ท่องเที่ยวไทย ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นกิจกรรม

ทางเศรษฐกิจที่มักได้รับผลกระทบทันทีจากการเปลี่ยนแปลงของเงินตราสกุลหลักต่างๆ คาดว่าธุรกิจ ท่องเที่ยวของไทยน่าจะได้รับผลดีจากการที่เงินเยนและเงินยูโรมีค่าแข็งแกร่งขึ้น

เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวยุโรปส่วนหนึ่งจะรู้สึกว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น กระตุ้นการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

ประเทศไทยนับเป็นจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้สนใจเดินทางมาเยี่ยมเยี่ยน จึงคาดว่าจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยดีขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมาไทยลดลง

7.5% ในช่วง 4 เดือนแรก 2545 เหลือจำนวนนักท่องเที่ยว 414,534 คน การที่เงินเยนมีค่าแข็ง อาจมีส่วนช่วยจูงใจให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นใน ช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ทางการไทยควรรณรงค์ส่งเสริม การท่องเที่ยวมุ่งจับตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นควบคู่ไป ด้วย เนื่องจากชาวญี่ปุ่นเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีกำลังซื้อสูง โดยทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวแก่ไทยสูงถึง

31,446 ล้านบาทในปี 2544 ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวชาวยุโรปอยู่ในภาวะแจ่มใสมาตั้งแต่ต้นปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งปีหลัง 2545 เพราะค่าเงินยูโรที่แข็งแกร่งขึ้น

เป็นแรงเกื้อหนุนด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญประการหนึ่ง นักท่องเที่ยวกลุ่มยูโรโซนที่เดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2545 ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 9.6% เบลเยียม 3.2% เยอรมนี ขยายตัว 2.7%

เป็นต้น กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยูโรโซนทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวแก่ไทยรวมกันสูงกว่า 50,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ข้อพึงระวัง : การที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง

อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อการท่องเที่ยวของ ไทยบางส่วน โดยเฉพาะตลาดอเมริกัน คาดว่านักท่อง เที่ยวสหรัฐฯ มีแนวโน้มเดินทางมาเที่ยวไทยลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

หลังจากที่นักท่องเที่ยวเดินทาง มาไทยลดลง 3.7% ในช่วง 4 เดือนแรก 2545 เหลือ จำนวนนักท่องเที่ยว 175,191 คน 3. รักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ การที่เงินบาทมีค่าแข็งขึ้นในช่วงนี้

ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อต่ำ ของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยประมาณว่าอัตราเงินเฟ้อ ของไทยจะชะลอตัวลงอยู่ในระดับราว 1% ในปีนี้ ทำ ให้ทางการไทยสามารถรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำต่อไป

ส่งผลดีในการช่วยกระตุ้นความต้องการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจโดยรวมของไทยให้เติบโตต่อเนื่อง นอก จากนี้ การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ

ยังมิได้มีท่าทีจะปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในขณะนี้ โดยังคงอัตราดอก เบี้ยระยะสั้น ณ ระดับ 1.75% ก็มีส่วนลดแรงกด ดันด้านอัตราดอกเบี้ยของไทยอีกประการหนึ่งด้วย

ถึงแม้ธนาคารพาณิชย์ไทยบางแห่งได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภท แต่เป็น การบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินในแต่ละธนาคารเท่านั้น

ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ประการใด ดังนั้นความมั่นคงของค่าเงินบาท ในระยะนี้ จึงไม่มีอิทธิพลโดยรวมต่อการเคลื่อน

ไหวของอัตราดอกเบี้ยทั่วไปของไทย ข้อเสนอแนะ 1. ติวเข้มกลยุทธ์ส่งออกอาหารไทย อาหารของ ไทยจัดเป็นสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพสูง โดยทำรายได้ให้แก่ประเทศเฉลี่ยประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์

สหรัฐ/ปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของไทยในแต่ละปีแต่ น่าเสียดายที่อัตราการขยายตัวในการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารไม่สม่ำเสมอนัก

ทางการไทยจึงควรส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตอาหารอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าประเภทอาหารของไทยในตลาดโลก อาทิ เร่งรัดแผน

แม่บทอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นรูปเป็นร่างโดยเร็ว เน้นความสะอาด ปลอดภัย และปราศจากสารปนเปื้อนทุกขั้นตอนการผลิตอาหาร ส่งเสริมการผลิตและส่งออกอาหารสากล (อาหารสำหรับชาวมุสลิม)

โดยทางการไทยควรรับรองคุณภาพมาตรฐานอาหาร ฮาลาล เพื่อสร้างความไว้วางใจในกลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมในต่างประเทศ สร้างจุดแข็งเอกลักษณ์สินค้าไทย ป้องกันการลอกเลียนแบบ

โดยจดลิขสิทธิ์ชื่อเฉพาะตามแหล่งกำเนิดสินค้า เช่น ข้าวหอมมะลิ 2. ระดมสมองวิจัยและพัฒนา (R&D) ทาง การไทยต้องปลูกฝังการศึกษาให้ตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา

เพื่อเสริมจุดแข็งในการผลิตสินค้าและบริการ เนื่องจากไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.26% ของมูลค่า GDP เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อ เปรียบเทีบกับเม็ดเงินด้าน

R&D ของประเทศพัฒนา แล้ว ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1.2-2.3% ของ GDP ถึงแม้ทางการไทยกำลังพยายามเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจแขนงต่างๆ สนใจปรับปรุงด้าน R&D อย่างจริงจัง

โดยสามารถนำเงินค่าใช้จ่ายด้าน R&D ไปลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมทั้งจัดตั้งโครงการกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อ ช่วยเหลือด้าน R&D แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

(SMEs) ที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่โครงการประเภทนี้ควรที่จะกระจายความช่วย เหลือไปยังธุรกิจประเภทอื่นๆ ด้วย เพื่อวางรากฐานด้าน R&D ของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs อย่างสม่ำ เสมอต่อไป 3.

ขยายวงการค้าเสรี การค้าขายสินค้าภายใต้ กรอบความร่วมมือการค้าเสรี น่าจะช่วยบรรเทาความ ผันผวนทางการค้าอันเนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ

ได้ในระดับหนึ่ง ขณะนี้ ทางการไทยได้เจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญๆ เพื่อหาลู่ทางจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกัน อาทิ เขตการค้าเสรีไทย-จีน ความร่วมมือทางด้านการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น

เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เขตการค้าเสรีไทย-เกาหลีใต้ ความร่วมมือทางการเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างไทยกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นต้น

ทางการไทยควรไตร่ตรองกรอบความร่วมมืออย่างรอบคอบ เพื่อ ให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยุติธรรมและให้เป็น รูปเป็นร่างโดยเร็วเพื่อคลี่คลายบรรยากาศการกีดกัน

ทางการค้าที่เริ่มปกคลุมเวทีการค้าโลกในระยะนี้ 4. เร่งรัดการค้าแบบหักบัญชี กลยุทธ์การค้าแบบหักบัญชี (Account Trade) ระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าต่างๆ เป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยบรรเทา

ผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ตราต่างประเทศ เพราะระบบการค้าแบบหักบัญชีจะช่วยลดการพึ่งพาเงินตราสกุลหลักในการติดต่อค้า ขายระหว่างกันลงอย่างมาก

เนื่องจากการค้าขายจะกระทำให้รูปเงินตราสกุลท้องถิ่นของแต่ละประเทศเป็นหลัก และบันทึกบัญชีเอาไว้ก่อน จนกว่าจะถึงกำหนดเวลาชำระบัญชี

โดยจะจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศสกุลหลัก เฉพาะส่วนต่างระหว่างการส่งออกและการนำเข้าเท่านั้น ทางการไทยควรเร่งดำเนินการระบบการค้าแบบหักบัญชีให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

เพราะจวบจนถึงบัดนี้ระบบการค้าดังกล่าวยังไม่สามารถลงมือปฏิบัติได้จริงจัง 5. เจียระไนจุดแข็งท่องเที่ยวไทย ประเทศไทย มีความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวเป็นพื้นฐานสำคัญ

ทั้งในด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงามตามธรรม ชาติ แหล่งโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และความเป็นมิตร ของคนไทยทั่วไป

แต่ไทยควรวางจุดขายให้ชัดเจน มี แผนการตลาดแก่กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวให้เหมาะสม และมีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาประเทศไทยมากขึ้น อาทิ

ชูจุดขายพักผ่อนระยะยาว การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม-สัมมนา-นิทรรศการระหว่างประเทศ ที่เรียก กันย่อๆ ว่า MICE (Meeting Incentives, Cnven tions, Exhibitions) เป็นต้น 6.

ส่งเสริมการลงทุนระยะยาว การแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของชาติต่างๆ ใน เอเชียทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก

(WTO) เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่าง ชาติจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่จีน มาตรการที่คาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านการลงทุนจากต่างชาติของไทย อาทิ ส่งเสริม one-stop service

ให้แพร่ หลาย ขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างเป็นรูปธรรม ปรับปรุงประสิทธิภาพแรงงานไทยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบด้านฝีมือและความชำนาญ งานของคนงานไทย

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่ดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งโรงงานในไทย แม้ว่าค่าจ้างแรงงานไทยจะสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่สร้างความรู้สึกที่คุ้มค่า และน่าเชื่อถือ เป็นต้น

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us