ยูนิลีเวอร์ต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อย จับมือธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหวังสร้าง
สภาพคล่อง ตั้งเป้าร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 4 หมื่นรายจากร้านค้ารายย่อยที่เป็นลูกค้า
2
แสนรายทั่วประเทศ พร้อมกับให้ความเห็นกรณีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายของดิสเคานต์สโตร์จากซัปพลายเออร์ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวงการค้าปลีกทั่วโลก
ด้าน SCB
ชี้ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับซัปพลายเออร์อีกอย่างน้อย 3 รายที่จะปล่อยเครดิตให้โชห่วยเช่นเดียวกัน
นายเธโอ คุนเดอร์ส ประธาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้ร่วมมือกับธนา-
คารไทยพาณิชย์ เพื่อเปิดตัวบัตรเครดิตเฉพาะกลุ่มเป็นครั้งแรกให้กับวงการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคด้วยบัตร
"ยูนิลีเวอร์ เครดิต พลัส" เพื่อให้ร้านค้ารายย่อยหรือโชห่วยใช้ซื้อสินค้าของยูนิลีเวอร์
กลยุทธ์ของยูนิลีเวอร์ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกลยุทธ์ที่ยูนิลีเวอร์
ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้
แก่ร้านโชห่วย ในขณะที่ช่องทางโมเดิร์นเทรด อาทิ คาร์ฟูร์
เทสโก้โลตัส บิ๊กซี และอื่นๆ ล้วนเป็นช่องทางที่มีความสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน
ด้านช่องทางโมเดิร์นเทรดนั้น นายเธโอให้ความเห็นว่าแม้ว่าในปัจจุบันจะมีกระแสข่าวออกมาอย่าง
ต่อเนื่องถึงเรื่องการเรียกเก็บเงินจาก ซัปพลายเออร์ ที่หลายรายร้อง เรียนไปยังกระทรวงพาณิชย์ว่าไม่เป็นธรรม
แต่ยูนิลีเวอร์ เห็นว่าเป็น เรื่องทางการค้าขายปกติ ที่ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ
หรือประเทศต่างๆ
ในยุโรป ยูนีลีเวอร์ค้าขายกับดิสเคานต์ สโตร์เหล่านี้ และก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกับในไทย
ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่คิดว่าเป็น ปัญหา
ส่วนการที่ร้านค้าอื่นๆหรือซัปพลายเออร์รายอื่นเห็นว่ามีปัญหา นั้นก็คงเป็นเรื่องของแต่ละรายมากกว่า
ส่วนกรณีการออกสินค้าเฮาส์ แบรนด์ของโมเดิร์นเทรดรายใหญ่
และบางสินค้าผลิตออกมาเลียนแบบสินค้าของยูนิลีเวอร์นั้น สินค้า เฮาส์แบรนด์ก็คือสินค้าแบรนด์หนึ่ง
ที่เป็นคู่แข่งขันของยูนิลีเวอร์ ซึ่งส่ง ผลให้ยูนิลีเวอร์ต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ
เพื่อให้เกิดความพอใจ ต่อลูกค้ามากที่สุด ส่วนการที่ผลิตสินค้าขึ้นมาเลียนแบบนั้น
หากคล้ายกับสินค้าของยูนิลีเวอร์ ทางบริษัทจะเข้าไปเจรจากับเจ้าของสินค้าทันที
และชี้แจงให้ทราบว่าสิ่ง
ที่กระทำอยู่เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งการเจรจาทุกครั้งทำให้เจ้าของสินค้าที่ทำเลียนแบบหยุดผลิตทันที
ส่งทีมช่วยโชห่วย ด้านการเสริมสร้างความแข็ง แกร่งให้แก่ร้านค้ารายย่อย
หรือโชห่วยนั้น ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมายูนิลีเวอร์เพิ่มประสิทธิภาพการจัดจำหน่ายสินค้า
โดยใช้ศูนย์จำหน่าย สินค้า หรือ concessionaire โดยปัจจุบันมีกว่า 50 ศูนย์ทั่วประเทศ
ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ
7 ศูนย์ จากนั้นได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่กว่า 4,000 คน เดินสายออกช่วยร้านค้า
จากเดิมที่เข้าเยี่ยมร้านค้าเดือนละครั้ง เพิ่มเป็นเดือนละ 2-4 ครั้ง ช่วย
การจัดเรียงสินค้า ซึ่งการพบลูกค้า
ทำให้บริษัทได้เรียนรู้ความต้องการ ของลูกค้าและพบว่าสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของร้าน
ค้าก็คือ การขาดสภาพคล่องทางการเงิน หรือต้องการเครดิตในการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น
ออกบัตรเครดิตเสริมสภาพคล่อง
ดังนั้น บริษัทจึงได้ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบัตรเครดิต ยูนิลีเวอร์
เครดิต พลัส สำหรับชำระค่าสินค้าของยูนิลีเวอร์
ซึ่งนับเป็นความพยายามในการตอบสนองความต้องการของร้านค้าและนโยบายของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผ่านการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ร้านค้าเพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจ
คุณหญิงชฎา
วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) SCB กล่าวว่า
การออกบัตรเครดิตดังกล่าวนับเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ธนาคารได้พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระเงิน
ให้แก่ร้านค้ารายย่อย
ในรูปของบัตรเครดิตที่ใช้ชำระค่าสินค้าให้แก่ตัวแทนจำหน่ายสินค้าของยูนิลีเวอร์แทนการชำระเงินสดหรือเช็ค
สำหรับเงื่อนไขในการให้บริการ ธนาคารได้ขยายเครดิตเทอมให้กับร้านค้า 35 วัน
(Fix Credit
Days) เข้ามาใช้กับระบบบัตรเครดิตเป็น ครั้งแรก ซึ่งเดิมบริษัท ยูนิลีเวอร์จะให้เครดิตเทอมกับร้านค้าประมาณ
14 วัน ร้านค้าที่ถือบัตรสามารถเลือกผ่อนชำระเงินขั้นต่ำ 30%
คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษในกรณีผ่อนชำระประมาณ 12.5% (MRR+5%) ขณะที่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ย
ผิดนัดจากร้านค้าประมาณ 24% อย่างไรก็ตาม
ในเงื่อนไขสัญญาได้ระบุว่าธนาคารจะคิดว่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้า/ไม่ครบเงื่อนไขหรือชำระน้อยกว่ายอดที่ต้องชำระ
ขั้นต่ำร้านค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว 100 บาท
"ในเรื่องเครดิตวงเงินที่ธนาคารจะอนุมัติพิจารณาจากข้อมูลของร้านค้า
การชำระเงินในอดีตและรวมถึงปัจจุบัน ที่จะเป็นตัวกำหนดการขยายเครดิตเพิ่มในอนาคต
อย่างไรก็ดีจากข้อมูลการใช้เงินของร้านค้าในการซื้อสินค้าเฉลี่ย จะอยู่ที่
1-2 หมื่นบาทต่อร้านค้า ซึ่งธนาคารเชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนริเริ่มธุรกรรมทางการเงินใหม่ๆ
เพื่อช่วยเหลือธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้อง"
คุณหญิงชฎา กล่าว ด้านนางจันทิมา จตุรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดลูกค้าบุคคล
ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์ธนพันธ์ จำกัด กล่าวถึงปริมาณร้านค้าจะเข้ามาเป็นสมาชิก
บัตรเครดิตดังกล่าว
คงต้องอยู่ที่บริษัทจะเข้าไปชักชวนหรือโน้มน้าวให้เห็นถึงประโยชน์การใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเป็นเงินสดเหมือนช่วงที่ผ่านมา
โดยทางยูนิลีเวอร์ ตั้งเป้าไว้ว่า ตั้งแต่นี้จน
ถึงสิ้นปีน่าจะมีร้านค้าสมัครเป็นสมาชิกบัตร 10,000 ราย และตลอดทั้งโครงการน่าจะมี
40,000 ราย จากจำนวนร้านค้าทั้งหมดที่ซื้อสินค้าจาก ยูนิลีเวอร์ 2 แสนราย
"ต้องยอมรับว่าร้านโชห่วยคุ้นเคยการใช้เงิน สดมากกว่าการใช้บัตรเครดิต
ซึ่งต้องพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของร้านค้าและคาดว่าการเข้ามาของร้านค้าในโครงการดังกล่าว
เมื่อพิจารณาการใช้วงเงินนั้นจะมีอัตราที่สูงกว่าการใช้จ่ายของ บัตรเครดิตทั่วไป
ทั้งนี้ธนาคารยังอยู่ระหว่างการ เจรจากับบริษัทท้องถิ่นในไทยในการขยายความ
ร่วมมือประมาณ 3 แห่ง
แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้" นางจันทิมา ยังได้กล่าวถึงภาพรวมบัตรเครดิตของธนาคารปัจจุบัน
ธนาคารมีจำนวนบัตร 280,000 บัตร มีอัตราการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ประมาณ
6,000-7,000
บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเล็กน้อย
ขณะที่ยอดการใช้จ่ายหมุนเวียนผ่านบัตรเครดิต ของธนาคารทั้งหมดมีมูลค่าประมาณกว่า
1,680 ล้านบาท (คำนวณจาก 280,000
คูณยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตต่อคนต่อเดือน 6,000-7,000 บาท) อย่างไรก็ตาม
ในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าบัตรเครดิตใช้จ่ายในต่างประเทศมีสัดส่วนประมาณ 30-40%
ของยอดบัตรเครดิตรวมขณะนี้
ยูนิลีเวอร์คาดรายได้เพิ่ม นายเธโอ กล่าวว่า ระบบการชำระสินค้าผ่าน ยูนิลีเวอร์
เครดิต พลัส
จะช่วยเอื้อประโยชน์และเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับศูนย์จำหน่ายของยูนิลีเวอร์ในการบริหารเงินทุนหมุนเวียน
และการจัดระบบการชำระเงินให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศูนย์ จัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่นำเทคโนโลยี
Plam Pilot มาใช้ในการรับคำสั่งซื้อสินค้าจากร้าน ค้าทั่วประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา
ซึ่งทำให้ศูนย์จัดจำหน่ายของยูนิลีเวอร์มีขีดความสามารถในการบริการร้านค้าได้ดีที่สุดในประเทศไทย
"เราคาดว่าระบบการชำระเงินผ่านบัตรจะส่ง ผลให้อัตราการสั่งซื้อสินค้าเร็วขึ้น
มีเงินทุนหมุน
เวียนดีขึ้นและทำให้ยอดขายของยูนิลีเวอร์เพิ่มขึ้น ด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ
จะช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีความแข็งแกร่งในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น" อนึ่ง
มูลค่ารวมของธุรกิจค้าปลีกทั้งระบบ
ประมาณการว่าจะมีถึง 6 แสนล้านบาท ในจำนวน ดังกล่าวเป็นการซื้อขายในระบบโมเดิร์นเทรด
60% และเทรดดิชั่นนอลเทรด หรือร้านค้ารายย่อย 40%