สหภาพแรงงานทีพีไอ ยื่นหนังสือถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะที่เดินทางไปร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี
สัญจร เรียกร้องให้ตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นบริหารแผนฟื้นฟูกิจการ "ทีพีไอ"
แทน
"อีพีแอล" เหตุบริหารแผนล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง อันจะกระทบต่อเสถียรภาพของพนักงานทีพีไอและครอบครัว
หลังจากที่ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งเห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ และแต่งตั้งให้บริษัท
เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด หรืออีพีแอล เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการตั้งแต่วันที่
15 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมา
การเข้ามาบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของอีพีแอล ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอีพีแอลกับพนักงานทีพีไอทุกคน
ตั้งแต่ระดับผู้บริหารและลุกลามถึงพนักงานระดับผู้ปฏิบัติการ
ทั้งนี้เนื่องจากพนักงานต่างมีความเชื่อมั่นว่า อีพีแอลไม่มีความรู้ ความสามารถ
และประสบการณ์ เพียงพอที่จะนำพาทีพีไอบรรลุถึงเป้าหมายได้
รวมทั้งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายจนกระทั่งถึงขั้นล้มละลายได้ ล่าสุดนายวิชิต
นิตยานนท์ รองประธานสหภาพแรงงานผู้บริหารทีพีไอ เปิดเผยว่า สหภาพ แรงงานทีพีไอ
ได้ยื่นหนังสือถึงพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในช่วงที่คณะรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่
(ครม.สัญจร) ที่จังหวัดระยองและตราด
โดยหนังสือฉบับดังกล่าวได้ระบุถึงเป็นปัญหาของทีพีไอในด้านแรงงานและความมั่นคงของ
ชาติ ทั้งนี้หลังจากที่อีพีไอ เข้ามาบริหารแผนฟื้นฟูกิจการทีพีไอปรากฏว่า
การบริหารงานของอีพีแอลล้มเหลวโดยสิ้นเชิง คือไม่สามารถดำเนิน การได้ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดไว้
คือ สามารถทำได้เพียง 40% ของเป้าหมายในแผนฟื้นฟูกิจการ
และเป็นการยากที่จะสามารถดำเนิน การให้บรรลุตามแผนฟื้นฟูฯ ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ทีพีไอล้มละลายได้ในที่สุด
เพราะทีพีไอมีภาระหนี้สินจำนวนมาก
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แผนฟื้นฟูกิจการไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้นั้น
นอกจากภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลแล้ว ในแผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้มีการปรับลดหนี้
(Hair Cut) ให้กับทีพีไอแต่อย่างใด
และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา MLR+2% ภายในระยะเวลา 4 ปี ค่าบริหาร แผนสูงกว่า
1,000 ล้านบาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอด
ภัย
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจำเป็นที่ทีพีไอ จะต้องเป็นผู้แบกรับภาระทั้งหมด
นายวิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า หากทีพีไอตกอยู่ในสถานะล้มละลายแล้ว ไม่เพียงแต่จะทำให้พนักงานทีพีไอตกงานกว่า
7,000
คน แต่จะส่งผลกระทบกับครอบครัวของพนักงานกว่า 25,000-30,000 ชีวิตที่จะต้องเดือดร้อนไปด้วย
รวมถึงความเสียหายต่อเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง
รวมปัญหาด้านสังคมจะตามมาและที่สำคัญคือผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจระดับชาติ
ความไม่มั่นใจในการลงทุนจากต่างชาติ
ศักยภาพและความได้เปรียบในธุรกิจปิโตรเคมีที่ครบวงจรของทีพีไอที่ต่างชาติมุ่งทำลาย
"รัฐบาลต้องรีบหามาตรการรองรับโดยด่วน เพราะหากเกิดภาวะล้มละลายของทีพีไอ
จะเกิดความสับสนของพนักงายและเสี่ยงต่อความปลอด ภัย เนื่องจากภายในโรงงานเต็มไปด้วยสารไฮโดรคาร์บอนและน้ำมันที่ไวไฟปริมาณมหา
ศาล" พร้อมกันนี้ สหภาพแรงงานทีพีไอ ได้เรียก
ร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาแก้ไขปัญหาทีพีไออย่างไรด่วน และเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานพิเศษ
เพื่อร่วมกันหาแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาทีพีไอ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพนักงาน ทีพีไอ และประเทศชาติ โดยคณะทำงานพิเศษนั้น
สภาพแรงงานทีพีไอ เสนอให้มีการแต่งตั้งจากตัวแทนของฝ่ายต่างๆ อาทิ
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง สำนักนายก
รัฐมนตรี รวมถึงนักวิชาการที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับในสังคมและสหภาพแรงงานในเครือทีพีไอ
อย่างไรก็ตาม หากเรื่องร้องเรียนดังกล่าว รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม
ทางสหภาพแรงงานทีพีไอพร้อมกับพนักงานกว่า 7,000 คน จะเดินทางจากระยองมาทวงถามความ
เป็นธรรมกับรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ในเร็วๆ นี้ ก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานทีพีไอ
ได้เข้าร้อง เรียนต่อนุกรรมาธิการแรงงานของรัฐสภา ตั้งแต่เดือนเดือนพฤศจิกายน
2544
เกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพการจ้างงานของพนักงานทีพีไอกว่า 7,000 คน โดยการเสนอข้อมูล
ข้อเท็จจริงต่างๆ จนทำให้อนุกรรมาธิการแรงงานฯ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
และผู้เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ
ยอมรับในเหตุผลทั้งยังตระหนักถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสภาพการจ้างงานของพนักงานทีพีไอ
รวมถึงบริษัททีพีไอ ที่เป็นบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของคนไทยด้วย ต่อเมื่อวันที่
15 พฤษภาคม
2545 ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการแรงงานของรัฐสภา ได้เรียกให้สหภาพแรงงานฯ
และเจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์เข้ารับฟังผลการพิจารณา ซึ่งตัวแทนสหภาพแรงงานทีพีไอกว่า
50 คน
ได้เข้าร่วมรับฟังการให้ปากคำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผลการพิจารณาของอนุกรรมาธิการแรงงาน
ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ผลประกอบการของทีพีไอไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้
และต่ำกว่าที่กำหนดไว้มาก