Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน24 มิถุนายน 2545
แม็คโครปันผลกว่าพันล้าน จับตามาตรการ"รมช.เนวิน"             
 


   
search resources

สยามแม็คโคร, บมจ.
เนวิน ชิดชอบ
Retail




แม็คโคร ปันผลกว่า 1.14 พันล้านบาท โดยเฉพาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3 บาท เมื่อ 11 มิถุนายน หลัง "รมช.เนวิน" ฮึ่มใส่ค้าปลีกต่างชาติ

นักวิเคราะห์เผยที่ผ่านมาแม็คโครไม่เคยจ่ายปันผลระหว่างกาลมาก่อน แถมครั้งนี้จ่ายสูงเป็นพิเศษ การขึ้นเครื่องหมายสำหรับผู้ที่ซื้อหุ้นของบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO

จะไม่ได้รับเงินปันผล(XD)ระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 3 บาท เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้หุ้นของ MAKRO ปรับตัวลดลงไปค่อนข้างแรง โดยลดลงไปลึกถึง 6.25 บาท ที่ราคา 43.25 บาท

หรือลดลง 12.63% ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นมาปิดที่ 43.75 บาท ลดลง 5.75 บาท หรือลดลงไป 11.61% มูลค่าการซื้อขาย 13.98 ล้านบาท กำหนดการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของ MAKRO มีขึ้นเมื่อวันที่

11 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมติกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท ในอัตราหุ้นละ 3 บาท สำหรับหุ้นทั้งหมดจำนวน 240 ล้านหุ้น

เป็นเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 720 ล้านบาท โดยไม่ต้องจัดสรรเงินสำรองตามกฎหมายเนื่องจากจำนวนเงินสำ รองของบริษัทเป็นไปตามที่กฎ หมายกำหนดแล้ว ทั้งนี้ให้กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8

กรกฎาคม 2545 เงินปันผลระหว่างกาลจำ นวนดังกล่าวทางคณะกรรมการบริษัท พิจารณาจากกำไรสะสมของบริษัท และกำไรซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจำหน่ายเงินลงทุนทั้ง หมดในบริษัท

แม็คโครออโตแคร์ จำกัด เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 643 ล้านบาท และสัญญาสมบูรณ์เมื่อ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา "หุ้นที่ปรับตัวลดลงไปกว่า 6 บาท

ถือว่าปรับตัวลงไปมากกว่าเงินปันผลที่มีการจ่ายกัน ไม่แน่ใจว่ามีผู้ถือหุ้นรายใดขายออกมาหรือไม่"นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่งตั้งข้อสังเกตและกล่าวต่อไป ว่า

ที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของ MAKRO ที่เดิมไม่เคยมีการจ่ายเงินปันผล แม้ว่าในขณะนั้นประเทศไทยจะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ

และปันผลระหว่างกาลนี้ก็เป็นการปันผลในอัตราที่สูงกว่าการจ่ายเงินปันผลปกติทุกครั้ง อีกทั้งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางบริษัทก็ได้จ่ายเงินปันผลประจำปี 2544 ให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ

1.70 บาท รวมเป็นเงิน 420 ล้านบาท และครั้งนี้อีก 720 ล้านบาท รวมเป็น 1,140 ล้านบาท ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับ MAKRO เพราะนับตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งของนายเนวิน ชิดชอบ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ ได้เริ่มเอาจริงเอาจังกับบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ข้ามชาติทั้ง 4 รายตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยห้างที่ถูกจับตาประกอบด้วยห้าง แม็คโคร เทสโก้โลตัส บิ๊กซี

และคาร์ฟูร์ ซึ่งมี 2 ห้างที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือ แม็คโครและบิ๊กซี ในส่วนของบิ๊กซีนั้นยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร แต่ในส่วนของแม็คโครเริ่มมีการจ่ายปันผลระหว่างการออกมา

ซึ่งตามสถานะทาง การเงินของแม็คโครถือได้ว่าเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินดี มีส่วนเกินมูลค่าหุ้น มีกำไรสะสมในระดับที่สูง แม้ว่าการจ่ายเงินปันผลเพียงแค่ 1.14 พันล้านบาท อาจจะดูไม่มากนัก

หากเทียบ กับกำไรสะสมที่มีอยู่ 3 พันกว่าล้านบาท แต่อาจ จะเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกข้ามขาติที่เข้ามาในยุค แรกๆ ขณะนี้

ยังไม่มีรายละเอียดอะไรที่ชัดเจนมากนัก สำหรับมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ว่าจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับค้าปลีกข้ามชาติ

แต่การที่รัฐมนตรีช่วยออกมาอย่างนี้ถือว่าไม่ใช่สัญญาณในเชิงบวกสำหรับค้าปลีกต่างชาติที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะ MAKRO ที่ในระยะหลังมีการขยายสาขาไม่มากนัก

ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยมีกระแสข่าวว่าผู้ถือหุ้นอาจจะถอนการลงทุนจากเมืองไทย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ดังนั้นคงจะต้องรอความชัดเจนจากกระ ทรวงพาณิชย์ก่อนว่า

นโยบายการคุ้มครองผู้ค้าปลีกรายย่อยในประเทศจะกระทบต่อค้าปลีกข้ามชาติมากน้อยแค่ไหนเพียงใด กิมเอ็งประเมินกำไรหด บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

เคยออกบทวิจัยไว้เมื่อ 28 พฤษ-ภาคมที่ผ่านมาว่า เชื่อว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะมีแนวโน้มแย่ลง เนื่องจากการที่ยอดขายมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงและอัตรากำไร

ขั้นต้นที่ลดลงโดยมีการแข่งขันด้านราคากับดีสเคานต์สโตร์ ดังนั้นฝ่ายวิจัยของกิมเอ็งจึงปรับประมาณการกำไรของปี 2545 และ 2546 ลง 14% และ 17% ตามลำดับ MAKRO

หลังจากไม่ได้ขยายสาขาตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีก่อน MAKRO จะเปิดสาขาที่ 21 ที่สามเสนในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีพื้นที่ขาย 6,000 ตารางเมตร ส่งผลให้ MAKRO มีสาขาในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 8

แห่งและต่างจังหวัด 13 แห่ง สำหรับสาขาแห่งใหม่จะเป็นต้นแบบของสาขาอื่นๆ ที่จะเปิดใหม่ต่อไปโดยมีลักษณะเป็นร้านค้าส่งเต็มรูปแบบและไม่มีแอร์ นอกจากนั้น บริษัทยังมีพื้นที่อีก 2

แห่งคือที่เชียงรายและกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับอนุญาตก่อสร้างแล้วและอาจจะเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายปีนี้ MAKRO เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบภายในสาขาและการจัดเรียงสินค้าให้อยู่ในลักษณะของ

กิจการค้าส่งเต็มรูปแบบ โดยสาขาแรกที่ปรับคือสาขาลาดพร้าวซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายนนี้ และจะเป็นสาขาต้นแบบสำหรับสาขาเดิมอื่นๆ ของ MAKROซึ่งจะมีการปรับรูป แบบสาขาตามมา

อย่างไรก็ตามเราไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดการอนุญาตให้เฉพาะลูกค้าที่มีบัตรสมาชิกเข้าไปซื้อสินค้าใน MAKRO โดยบริษัทเน้นที่ลูกค้าหลักคือ ผู้ค้าปลีกรายย่อย ผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร

และหน่วยงานราชการ บริษัท ห้างร้าน มากกว่าผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา MAKRO ทำสัญญาขายหุ้นทั้งหมดของบริษัทย่อย คือ บริษัท แม็คโคร ออโตแคร์ (MAX)

ซึ่งทำธุรกิจเป็นศูนย์บริการเปลี่ยนอุปกรณ์รถยนต์ ล้างรถ ยนต์อัตโนมัติและสถานีบริการน้ำมัน ให้กับบริษัท อาร์ บี เซอร์วิส ที่ราคาเบื้องต้น 643 ล้านบาท โดยคาดว่าสัญญาจะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 31

พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ MAKRO สามารถบันทึกผลกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย เป็นเงินประมาณ 100-200 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 สำหรับการขายเงินลงทุนดังกล่าวก็เป็นไปตาม

นโยบายของบริษัทในการเน้นทำธุรกิจหลัก แต่เนื่องจากรายได้ของ MAX คิดเป็น 3% ของรายได้รวม เราคาดว่า ในปีนี้ MAKRO จะมีรายได้รวมลดลง 2.6% จากปีก่อนเป็น 37,235 ล้านบาท

ฐานะการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่งเช่น เดิม โดยมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ (Net cash po-sition) ที่ 4,400 ล้านบาท หรือ 19 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแนวคิดในการซื้อหุ้น คืนในขณะนี้

ถ้าไม่รวมกำไรจากการขายเงินลงทุนประ มาณ 100 ล้านบาท เราคาดว่าในปีนี้ MAKRO จะมีกำไร 846 ล้านบาทซึ่งลดลง 14% จากปีที่ผ่านมา

เนื่องจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากการที่บริษัทหันมาทำธุรกิจค้าส่งเต็มตัวโดยลดราคาสินค้าลง

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us