มารีฟรานซ์ฯเร่งขยายฐาน ให้ครอบคลุมเอเชียภายใน 3 ปีก่อนบุกตลาดยุโรป ปีนี้มีแผนรุกตลาดไต้หวัน เมินญี่ปุ่น เพราะติดปัญหาเรื่องภาษา ด้านมารีฟรานซ์ฯ ไทยโชว์ศักยภาพ คาดภายใน 2 ปี แซงสิงคโปร์ขึ้นเป็นผู้นำสถาบันลดน้ำหนักและสัดส่วนในเอเชีย-แปซิฟิก ชี้ไทยได้เปรียบในแง่ลูกเล่นมากและตลาดไทยที่เปิดกว้าง พร้อมทุ่มงบตลาดกว่า 200 ล้านบาท อัดกิจกรรมหนักรักษาตำแหน่งผู้นำ ล่าสุดเปิดตัว "กิ๊ก สุวัจนี" อีกครั้ง หวังกวาดยอดขาย โต 30%
นางเอมี เคว็ก ผู้จัดการทั่วไปภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก บริษัท มารีฟรานซ์ บอดี้ไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะรุกตลาดเอเชียด้วยการ เปิดสาขาให้ครอบคลุมทั่วทุกประเทศ โดยเฉพาะตลาดประเทศจีนที่เป็นตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งมารีฟรานซ์ฯ เพิ่งไปเปิดตลาดเมื่อเดือนเมษายนปี 2547 พบว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงสุดในเอเชีย เนื่องจากคนจีนมีปริมาณคนอ้วนเพิ่มมาก และคนจีนก็มีการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ขณะนี้มีจำนวน 10 สาขา อาทิ ที่ เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง และเซินเจิ้น เป็นต้น สำหรับภายในปีนี้ตั้งเป้าจะเปิดสาขาให้ครบ 20 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดและสนองความต้องการของลูกค้า หลังจากนั้นมีแผนรุกตลาดยุโรปต่อไป
ปัจจุบันตลาดสถาบันลดน้ำหนักและสัดส่วนของมารีฟรานซ์ฯ ในภูมิภาคเอเชีย ผู้นำตลาดคือ สิงคโปร์ ซึ่งเปิดมานานกว่า 17 ปี และมีจำนวนสาขา 7 แห่ง ส่วนอันดับ 2 เป็นมารีฟรานซ์ฯ ที่มาเลเซียและมารีฟรานซ์ฯ ไทยที่มียอดขายใกล้เคียงกัน ทั้งนี้มองว่า มารีฟรานซ์ฯไทยมีสิทธิ์ก้าวแซงสิงคโปร์ที่ตลาดเริ่มนิ่งแล้วได้ภายใน 2 ปีได้ไม่ยาก จากปัจจัย ที่ตลาดไทยมีลูกเล่นในการทำตลาดมากกว่าสิงคโปร์ อาทิ แคมเปญบ๊าย บาย แฟท หรือ กิจกรรมโรดโชว์ในมหาวิทยาลัย เป็นต้น
มารีฟรานซ์ฯ มีสาขา 60 แห่ง ใน 11 ประเทศ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์, จีน, ฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย และไทย เป็นต้น ภายใน ปีนี้คาดว่าจะเปิดตลาดที่ไต้หวัน ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นบริษัทไม่มีแผนเข้าไปเปิดสาขาในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีนี้ เนื่องจากติดปัญหาด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ซึ่งทางสถาบันของมารีฟรานซ์ฯ จะต้องใช้โนว์ฮาวและพนักงานต้องได้รับการเทรนด์จากบริษัทแม่ที่สวิตเซอร์แลนด์
ด้านนางสาวศศิวีณ์ ซื่อตรง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มารีฟรานซ์ บอดี้ไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ สถาบันลดน้ำหนักและสัดส่วน ภายใต้ชื่อ "มารีฟรานซ์ บอดี้ไลน์" เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดลดน้ำหนักและสัดส่วนในไทยมีการแข่งขันกันสูงอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด ดังนั้น มารีฟรานซ์ฯ จึงเสริมความ แข็งแกร่งของธุรกิจ ด้วยการทุ่มงบทางการตลาดกว่า 200 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสื่อ มีเดีย 100 ล้านบาท และงบสำหรับจัดกิจกรรมอีก 100 ล้านบาท เพื่อต้องการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
ปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นคนมีชื่อเสียง อาทิ เอ็มม่า วรรัตน์ สุวรรณรัตน์ เจาะกลุ่มไม่เกิดโยโยเอฟเฟกต์ หรือไม่กลับมาอ้วนอีก เป็นต้น เป็นจุดขายหลัก ในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ โดยจะมีการเปรียบเทียบรูปร่างก่อนและหลังใช้บริการของพรีเซ็นเตอร์ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นผลจริงๆ และเกิดความมั่นใจในการใช้บริการ รวมทั้งยังมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องทั้งปี อาทิ จัดโครงการ บ๊าย บาย แฟทครั้งที่ 2 และการโรดโชว์ในมหาวิทยาลัย เป็นต้น
ล่าสุดมารีฟรานซ์ฯ เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ "กิ๊ก สุวัจนี" อีกครั้งในฐานะตัวแทนคุณแม่หลังคลอดลูก เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม ทั้งกลุ่มคุณแม่หลังคลอดและผู้หญิงวัยทำงาน พร้อมกันนี้บริษัทยังได้มีการนำโปรแกรมใหม่ล่าสุด "ทรีทเมนท์ เอสเอฟ 3" เข้ามาในไทยอีกด้วย
ปัจจุบันมารีฟรานซ์ฯมีทั้งหมด 12 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 8 สาขาและต่างจังหวัด 4 สาขา ในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดสาขาเพิ่มอีก 1-2 แห่ง โดยเล็งไปที่ภาคอีสาน เช่น นครราชสีมา และขอนแก่น ภายใต้งบลงทุน แห่งละ 10 ล้านบาท ส่วนจำนวนสมาชิกปัจจุบันมี 50,000 ราย สิ้นปีคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 30,000 ราย
ยอดรายได้ของบริษัทในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 30% แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มลูกค้าผู้หญิงวัยทำงานและคุณแม่หลังคลอดที่คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกลุ่มละ 15% ขณะที่ยอดรายได้ของมารีฟรานซ์ฯ ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้า เนื่องจากการใช้พรีเซ็นเตอร์และทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับตลาดรวมของสถาบันลดน้ำหนักและสัดส่วนปี 2547 มีมูลค่าประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท มารีฟรานซ์ฯเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 55% ปีนี้คาดว่าแชร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 58% ขณะที่ตลาดรวมคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 30-40% จากการที่คนไทยในยุคปัจจุบันเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น ประกอบกับการที่มีผู้ประกอบการรายใหม่ที่อยู่ในระดับแมส 1-2 รายเข้ามาในตลาดดังกล่าวนี้
|