|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ตลาดอาร์ทีดีทรุดหนักในรอบ 3 ปี มูลค่าตลาดหดเหลือ 850 ล้านบาท เหตุกำลังซื้อหด คอน้ำเมาแห่กินเบียร์-เหล้าวิสกี้เมินอาร์ทีดี ทุ่มงบ 70 ล้านบาท เปิดตัวรสชาติใหม่ "ลิ้นจี่" สร้างสีสันและความคึกคักตลาดสิ้นปียอดขายพุ่งเป็น 4-5 แสนลัง แชร์ขยับ 55%
นายสมพงษ์ โชคพิบูลการ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บาคาร์ดี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ทำตลาดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์พร้อมดื่มตราบาคาร์ดี้ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม (อาร์ทีดี) ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้ นับตั้งแต่ปี 2544 กระทั่งปัจจุบันตลาดหดตัวลง ซึ่งจากเมื่อปี 2544 บาคาร์ดี้ เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่เปิดตัวสินค้าลงสู่ตลาด มูลค่าตลาดปีแรกพุ่งถึง 400 ล้านบาท ปี 2545 เพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท จากการมีผู้เล่นในตลาด ถึง 10 ราย และปี 2546 ตลาดหดตัวลงเหลือ 1,200 ล้านบาท และปี 2547 เหลือ 1,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้คาดว่ามูลค่าตลาดจะเหลือ 850 ล้านบาท หรือหดตัวลงถึง 15%
ทั้งนี้ การที่ตลาดรวมอาร์ทีดีลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น เพราะผู้ประกอบการที่เข้ามาทำตลาด ไม่สามารถแข่งขันในตลาดและผลิตสินค้าที่ไม่สามารถรองรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งโอกาสในการดื่มเครื่องดื่มอาร์ทีดี ยังมีน้อยกว่าเครื่องดื่มประเภทเหล้าวิสกี้ หรือเบียร์ ที่ผู้บริโภคให้ความนิยมมากกว่า รวมทั้งปัจจัยด้านราคาเมื่อเทียบกับเบียร์ เหล้าวิสกี้ ซึ่งอาร์ทีดีมีราคาที่แพงกว่า นอกจากนี้ยังเป็นเพราะโพซิชันนิ่งของสินค้าเป็นเครื่อง ดื่มแฟชั่น ทำให้ปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการเครื่องดื่มอาร์ทีดีเพียง 3-4 รายที่ยังคงทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น บริษัท ทิส เวิลด์ ไวด์ 1997 จำกัด ที่ทำตลาดอาร์ทีดียี่ห้อ ไนท์กับครุยเซอร์ หรือยี่ห้อ สปาย ค็อกเทล ของกลุ่มสยาม ไวน์เนอรี่ จำกัด
ขณะนี้ตลาดอาร์ทีดี ยังไม่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะเครื่องดื่มอาร์ทีดี ยี่ห้อสเมอร์น ออฟ ไอซ์ ที่ถือเป็นเบอร์สองของเครื่องดื่มอาร์ทีดีในตลาดโลก ที่ยังไม่เข้ามาทำตลาดในไทย ทำให้ตลาดมีการเติบโตลดลง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตลาดอาร์ทีดีจะไม่ตกไปกว่านี้ เพราะผู้ประกอบการที่เหลือยังคงมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม
"ในช่วงที่ตลาดมีการเติบโตนั้น ผู้ประกอบการที่เข้ามาเล่นตลาดนี้ ต่างแข่งขันในเรื่องของการออกเครื่องดื่มอาร์ทีดีที่เน้นในเรื่องของสีสัน ที่ทำให้ตัวสินค้ากลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่ทำให้วงจรชีวิตของตัวสินค้าสั้น ทำให้ต้องเลิกกิจการไป ซึ่งต่างจากเราที่เน้นในเรื่องของรสชาติมากกว่า ทำให้เรายังคงทำตลาดอาร์ทีดีอย่างต่อเนื่อง" นายสมพงษ์กล่าว
ล่าสุดบริษัทยังคงรุกทำตลาดอาร์ทีดีอย่างต่อเนื่อง โดยได้เปิดตัวบาคาร์ดี้ "รสลิ้นจี่" ซึ่งถือเป็นรสชาติที่ 7 ของบริษัท และเป็นรสชาติที่พัฒนาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศไม่มี โดยเป็นการเปิดตัวในรอบ 1 ปีครึ่ง วางงบการตลาดประมาณ 30% จากงบรวมทั้งหมด 70 ล้านบาท ผ่านโฆษณาประชาสัมพันธ์ ป้ายโฆษณา บนรถไฟฟ้าบีทีเอส สื่อสิ่งพิมพ์ พร้อมกับทำโปรโมชันและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการทดลองดื่มในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นเพื่อดึงนักดื่มกลุ่มใหม่ให้เข้ามาทดลองดื่มและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
"จากสภาพตลาดอาร์ทีดีที่หดตัว ในปีที่ผ่านมาได้พยายามขยายช่องทางจำหน่ายผ่านภัตตาคารและร้านอาหารเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันยอดขายหลักๆ จะมาจากออนพรีมิสหรือตามสถานบันเทิง 60% และในออฟพรีมิส หรือโมเดิร์นเทรด 40% และผลจากที่ตลาดหดตัวลง ทำ ให้เราต้องพิจารณาถึงการขยายฐานลูกค้าไป สู่กลุ่มผู้ชายมากขึ้น เนื่องจากปริมาณการดื่ม ผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง โดยมีความสนใจที่จะออก รสชาติสำหรับกลุ่มผู้ชายโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ตลาดมีอัตราการเติบโตมากขึ้น จากปัจจุบันฐานลูกค้าอาร์ทีดีเป็นผู้หญิง 60% และผู้ชาย 40%"
สำหรับผลประกอบการปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 10% หรือมียอดขาย 4-5 แสนลัง และจากการเปิดตัวรสชาติใหม่จะผลักดันให้บาคาร์ดี้ บรีซเซอร์ มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 55% เป็น 60% ไนท์ และครุยเซอร์ 30% และอื่นๆ อีก 10-15%
|
|
 |
|
|