Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน13 พฤษภาคม 2548
ลลิลเล็งออกตั๋วบี/อี 800 ล้าน ต้นทุนดบ.ต่ำส่งผลขายบ้านถูกกว่าคู่แข่ง             
 


   
www resources

โฮมเพจ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้

   
search resources

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้, บมจ.
Real Estate




ลลิลฯ เล็งออกตั๋วบี/อี จำนวน 600-800 ล้านบาท ระบุอัตราดอกเบี้ยถูกกว่ากู้เงินแบงก์ส่งผลให้ขายบ้านถูกกว่าคู่แข่งได้ พร้อมรักษาระดับหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 0.7 แจงผลประกอบการกำไร 140 ล้านบาท เชื่อจีดีพีโต 4.7-5.2% เป็นระดับที่เหมาะสม ธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างมั่นคง อีกทั้งสกรีนผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้ระวังและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าตลาด ทำให้ซัปพลายเกิดใหม่น้อย

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายบริหารด้านการเงินให้อยู่ในภาวะที่สมดุล โดยต้นทุนทางการเงินจะต้องอยู่ในระดับต่ำ เพื่อที่จะสามารถนำไปลงทุนพัฒนาโครงการให้มีต้นทุนต่ำและแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ ปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนด้านดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 2.85-3% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดังนั้นบริษัทจึงสามารถพัฒนาสินค้าและขายในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งหากเทียบกับบ้านในระดับเดียวกัน

ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทอยู่ในระดับ 0.5:1 ซึ่งระดับหนี้สินต่อทุนที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 0.70 ดังนั้น บริษัทจึงยังสามารถเพิ่มหนี้สินได้อีกประมาณ 600-800 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวบริษัทมีแผนที่จะออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น(บี/อี) เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาโครงการในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวบริษัทจะทยอยออกตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไปตามความจำเป็น จากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ออกหุ้นกู้จำนวน 800 ล้านบาทมาแล้ว เพื่อนำมาใช้ในการขยายธุรกิจ

สำหรับเงินทุนที่บริษัทนำมาใช้มาจากสองทางคือ กระแสเงินหมุนเวียนที่ได้จากกำไรจากการดำเนินงาน โดยในไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 140 ล้านบาท และคาดว่าในไตรมาส 2 บริษัทจะมีกำไรเข้ามาอีกในระดับใกล้เคียงกันรวมแล้วประมาณ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินกู้จากแหล่งเงินต่างๆ ได้แก่ จากหุ้นกู้จำนวน 60% ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น 25-30% และสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกประมาณ 10-15% โดยบริษัทจะรักษาระดับสัดส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับ 0.50-0.70 : 1 เท่า

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2548 บริษัทมีผลกำไร 149.18 ล้านบาท สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา 38.21% และมียอดรับรู้รายได้รวม 593.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปี 2547 กว่า 27%

นายไชยันต์ กล่าวว่า จากผลประกอบการและยอดขายในไตรมาส 1 ปี 2548 ของบริษัท แสดงให้เห็นว่าความต้องการซื้อบ้านซึ่งเป็น Real Demand ยังมีอยู่และมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ดีในระดับทรงตัวสอดคล้องกับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสแรก ซึ่งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เปิดเผยตัวเลขยอดจดทะเบียนที่อยู่อาศัยจัดสรรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลบ้านเดี่ยวเติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าที่อยู่อาศัยยังมีการเจริญเติบโตต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจประมาณ 10-15%

โดยภาพรวมของธุรกิจบ้านจัดสรร แม้จะมีปัจจัยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาวการณ์ที่ไม่แน่นอนและผิดปกติของตลาด เช่น ราคาน้ำมันที่ผันผวน อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ แต่คงมีผลกระทบเพียงการชะลอการตัดสินใจของผู้ซื้อบ้านเท่านั้น ยอดขายและผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการยังอยู่ในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตามภาวการณ์เหล่านี้กลับส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจและขาดแหล่งสนับสนุนทางการเงินที่สำคัญต้องพิจารณาการลงทุนใหม่ ส่งผลให้ความกังวลในฝั่งอุปทานคลี่คลายลง ทำให้ปี 2548 เป็นปีแห่งการปรับตัว (Consolidate) และภาครัฐคงให้ความสำคัญต่อภาคธุรกิจบ้านจัดสรรเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาและขยายโครงข่ายคมนาคมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล, มาตรการเร่งรัดการส่งออกและส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการอื่นๆ ที่จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ได้ขยายอายุสัญญาเงินกู้ลูกค้า จะมีส่วนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจนี้เติบโตได้อย่างมั่นคงและสนับสนุนเศรษฐกิจไทยต่อไป

"การที่เศรษฐกิจขยายตัวหรือมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) อยู่ที่ระดับ 4.7-5.2% ถือเป็นระดับที่เหมาะสม เนื่องจากไม่โตมากจนเกินไป เพราะมองว่าจีดีพีโต 7% ขึ้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะการขยายตัวมากเกินไปฐานธุรกิจจะไม่มั่นคง แต่หากขยายตัวอยู่ในระดับปัจจุบันบริษัทก็จะสามารถขยายธุรกิจไปได้อย่างเหมาะสมมั่นคง" นายไชยยันต์กล่าว

นายไชยยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงแผนธุรกิจและวางเป้าหมายการเติบโตไม่น้อยกว่า 15-20% และจะเปิดโครงการ รองรับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องใน 5 ทำเลรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 4 โครงการมูลค่า 4,400 ล้านบาท และได้เปิดไปแล้ว 2 โครงการในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มูลค่ารวม 2,550 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค สำหรับอีก 2 โครงการ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวภายในไตรมาส 3 ของ ปีนี้ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเหมือน 2 โครงการแรกที่เปิดไปแล้ว และจะทำให้บริษัทฯ มีผลประกอบการที่ดีกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดแคมเปญสำหรับบ้านพร้อมโอนจำนวน 150 ยูนิต จาก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท ซึ่งได้แก่ ซื้อบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์ลด 30-70%, บ้านใหม่ราคาเดิมล็อตสุดท้าย และอีก 2 โปรโมชันจะใช้ภายในงานมันนี่เอ็กซ์โป 2005 ที่ จะจัดขึ้นในวันที่ 19-22 พ.ค. นี้ ซึ่งได้แก่ สามารถขอสินเชื่อซื้อบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์และดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us