Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน19 มิถุนายน 2545
กสิกรชี้สภาพคล่องแนวโน้มลดรอความชัดเจนแก้กองทุนฟื้นฟูฯ             
 


   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.




ศูนย์วิจัยกสิกรฯประเมินสภาพคล่องในระบบมีแนวโน้มลดลง จากเงินทุน สำรองระหว่างประเทศที่อาจจะลดลง ตามมูลค่า การนำเข้าที่มีแนวโน้มขยายตัว และการชำระหนี้ IMF Packages ของธปท.

และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยภาครัฐบาล ที่มีแนวโน้มจะชะลอลง ถือเป็นผลลบต่อฐานเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ย ทั้งกู้และฝากมีโอกาสปรัยลดลงได้อีก แต่ก็ยังต้อง

รอดูความชัดเจนจากพันธบัตรกองทุนฟื้นฟูฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปริมาณสภาพ คล่องในระบบ ผ่านข้อมูลฐานเงินในช่วง 5 เดือน แรกของปีนี้ ฐานเงินยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งผลมาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ประเทศสุทธิ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย และการ ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณของภาครัฐบาล ทั้งนี้ปริมาณสภาพคล่องในระบบ

ตามคำนิยามของธปท.สินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ หมายถึง สินทรัพย์สภาพคล่องทั้งหมด (ที่เป็นเงินสดหรือสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย) หักด้วยสินทรัพย์สภาพคล่อง

ที่ธนาคารต้องดำรงตามกฎหมาย (required liquid assets) ซึ่งสภาพคล่องส่วนเกินของธนาคาร นี้ สะท้อนสัดส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือเป็นสัดส่วนการลงทุนของธนาคารพาณิชย์ได้

ในระดับหนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมา สินทรัพย์สภาพคล่องส่วน เกินของธนาคารยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายน 2545 สินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกินของระบบธนาคาร อยู่ที่ 1,152,814 ล้านบาท

เพิ่มจากขึ้นจาก 1,065,810 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 นอกจากนี้ หากรวมเงินสดและเงินฝากในต่างประเทศ สภาพคล่องส่วนเกินของระบบธนาคาร ณ สิ้นเดือนเมษายน 2545 ก็จะเท่ากับ 1,678,678

ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 1,618,800 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 เนื่องจากตัวเลขฐานะเงินแสดงถึงปริมาณเงินเบื้องต้นที่หมุนเวียนในระบบ รวมทั้งยังสามารถประเมินแนวโน้มฐานเงินได้จากแหล่งที่มา

ของฐานเงิน ศูนย์วิจัยจึงประเมินสภาพคล่องในช่วงที่เหลือดังนี้ ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณฐานเงินที่หมุนเวียนในระบบ ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็น ต้นมา

ที่ฐานเงินมีอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียว กันของปีก่อนประมาณ 9-10% เทียบกับอัตราการ ขยายตัวที่ประมาณ 5.5% ณ เดือนธันวาคม 2544 จากการที่ทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปรับตัวเพิ่ม

ขึ้นจากการไหลเข้าประเทศสุทธิของเงินทุนเคลื่อน ย้าย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย การดำเนินนโย-บายการคลังแบบขาดดุลงบประมาณ ปี 2545

และการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออกจากสถาบันการเงิน โดยการกู้ยืมสุทธิของธปท. ดังนั้นแนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าเงินทุนสำรองจะปรับตัวลดลงตามการนำเข้าที่ขยายตัวมากขึ้น

ขณะที่การส่งออกยังตกต่ำอยู่ ส่ง ผลให้เกินดุลการค้าและดุลการชำระเงิน ลดลง ขณะที่การชำระหนี้ IMF ก็ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้เงินทุนสำรองลดลงได้

การขาดดุลงบประมาณในอัตราที่ลดลงของรัฐบาล เพื่อรักษาวินัยการคลัง การขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3-

3.6% ในปีนี้ เนื่องจากความต้องการเงินดำเนินธุรกิจหรือขยายกำลังการผลิตของเอกชนน่าจะเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยทำให้ฐานเงินเพิ่มขึ้นได้ โดยคาดว่าฐานเงินน่าจะอยู่ที่ประมาณ 575-580

พันล้านบาท ได้ในปลายปี 2545 หรือคิดเป็น อัตราขยายตัว 3.5-4% ต่อปี เมื่อเทียบกับการขยายตัวประมาณ 9-10% ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วง

ที่เหลือของปีนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปริมาณ ฐานเงินในระบบคงจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อาจจะลดลง (ตามมูลค่าการนำเข้าที่มีแนวโน้มขยายตัว

และการชำระหนี้ IMF Packages ของธปท.) และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยภาครัฐบาลที่มีแนวโน้มจะชะลอลง ถือเป็นผลลบต่อฐานเงิน

ในขณะที่การขยายสินเชื่อของธนาคารตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จะเป็นผลบวก ต่อฐานเงิน จากสินเชื่อสุทธิที่ธปท.ให้กับสถาบันการเงินที่น่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัยฯคาดว่า ฐาน

เงินจะอยู่ที่ประมาณ 575-580 พันล้านบาท ณ ปลายปี 2545 หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเพียง 3.5-4.4% ต่อปี เมื่อเทียบกับการขยายตัวประมาณ 9-10% ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทยนั้น ศูนย์วิจัยฯมองว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ธนาคาร พาณิชย์อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงิน ฝากและเงินให้กู้ลงอีกประมาณ

0.25% เนื่อง จากการขยายตัวของสินเชื่อที่มีแนวโน้มขยายตัวในสัดส่วนน้อยกว่าเงินฝาก ขณะที่ปัญหา NPL ยังคงกดดันการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์อยู่ ส่วนทางด้านธปท.คาดว่าคงจะมีมติให้

คงอัตราผลตอบแทนในตลาดซื้อคืนพันธบัตรไว้ที่ระดับเดิมต่อไป ในขณะที่อัตราผลตอบ แทนของพันธบัตรรัฐบาล ก็คงจะขึ้นอยู่กับวิธี จำนวน และระยะเวลาการออกพันธบัตร เพื่อแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

รวมไปถึงสัดส่วนการลงทุนของพันธบัตรของธนาคารในขณะนั้น ด้วย ว่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารมากน้อยเพียงใด ซึ่งทางการควรจะระมัดระวัง แลไม่น่าจะส่งผลให้อัตราผลตอบ

แทนของพันธบัตรรัฐบาลเคลื่อนไหวอย่างผันผวน เพราะอาจมีผลต่อเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ยในระบบได้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us