Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน18 มิถุนายน 2545
สหภาพฯชี้ "ทีพีไอ" วิกฤติ เดินหน้าหาความยุติธรรม             
 


   
search resources

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย, บมจ.




สหภาพแรงงานทีพีไอ เดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม หลังสภาพการจ้างงานของพนักงานกว่า 7 พันคนยังไม่มีอนาคต ร่อนหนังสือแจงคณะ อนุกรรมาธิการแรงงานฯ กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ฟันธงกิจการ ทีพีไอวิกฤติหนัก เหตุ "อีพีแอล" บริหารงานไม่เป็นไปตามแผนฟื้นฟู กิจการด้าน "ประชัย" ชี้ไม่เกิน 2 ปี "ทีพีไอ" ดึงแบงก์กรุงเทพล้มตาม หลังจากที่ศาลล้มละลายกลาง

มีคำสั่งเห็นชอบต่อแผนฟื้นฟูกิจการ ของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด(มหาชน) หรือทีพีไอ และแต่งตั้งให้บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด หรืออีพีแอล

เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการตั้งแต่ วันที่ 15 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างอีพีแอลกับผู้บริหารเดิม และลุกลามถึงพนักงานทุกระดับของทีพีไอ ล่าสุดนายวิชิต

นิตยานนท์ รองประธานสหภาพแรงงานผู้บริหารทีพีไอ กล่าวว่า ตั้งแต่อีพีแอล เข้ามาเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ทีพีไอ ไม่สามารถดำเนินการได้ตาม แผนฟื้นฟูที่กำหนดไว้ คือ

มีผลประกอบการจริงเพียง 50% ของเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญต่อความมั่นคงของสภาพการ จ้างของพนักงานทีพีไอในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้

ตั้งแต่เดือนเดือนพฤศจิกายน 2544 สหภาพแรงงานทีพีไอ ได้เข้าร้องเรียนต่อนุกรรมาธิการแรงงานของรัฐสภา เกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพการจ้างงานของพนักงานทีพีไอกว่า 7,000 คน โดยการเสนอ

ข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ จนทำให้อนุกรรมาธิการ แรงงานฯ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้เกี่ยว ข้องในด้านต่างๆ ยอมรับในเหตุผลทั้งยังตระ หนักถึงผลกระทบต่างๆ

ที่จะเกิดขึ้นต่อสภาพการจ้างงานของพนักงานทีพีไอ รวมถึงบริษัททีพีไอ ที่เป็นบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของคนไทยด้วย โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2545 ที่ผ่านมา

คณะอนุกรรมาธิการแรงงานของรัฐสภา ได้เรียก ให้สหภาพแรงงานฯ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ารับฟังผลการพิจารณา ซึ่งตัวแทนสหภาพแรงงานทีพีไอกว่า 50 คน

ได้เข้าร่วมรับฟังการให้ปากคำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผลการพิจารณาของอนุกรรมาธิการแรงงาน ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ผลประกอบการของทีพีไอไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

และต่ำกว่าที่กำหนดไว้มาก ขณะที่ค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนในการบริหารแผนฟื้นฟูฯ ที่จ่ายให้อีพีแอลสูงมาก ไม่เคยพบที่ใดมาก่อน ส่วนยอดหนี้ของทีพีไอไม่ลดลงตามแผนแต่อย่างใด

ซึ่งในเรื่องนี้ก็ขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหนี้ที่จะลงมติในเรื่องดังกล่าวในอนาคต ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และอนุกรรมาธิการแรงงานนั้นได้แจ้งว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองดีที่สุดแล้ว

"จากผลสรุปข้างต้นเห็นได้ชัดเจนว่า เจตนารมณ์ของการฟื้นฟูกิจการทีพีไอตามพระราชบัญญัติล้มละลายนั้นได้ถูกละเลย เพราะความมั่นคงของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของแผนฟื้นฟูฯ แล้ว

แต่กลับขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียว" นายวิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้หลักประกันแห่งความมั่นคงของทีพีไอ และสภาพการ จ้างงานของพนักงานกว่า 7,000 คน ไม่มีแล้ว

ซึ่งสหภาพแรงงานทีพีไอจะเรียกร้องให้พนักงาน ทีพีไอทุกคนสามัคคีกัน เพื่อเรียกร้องและทวงความยุติธรรมให้กับองค์กรทีพีไอ เพื่อให้ทีพีไอสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

และจะส่งผลให้พนักงานทีพีไอมีงานทำตลอดไป ส่วนความเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันปัญหาเหล่านี้ให้รัฐบาลชุดทักษิณ ชินวัตร เพื่อรับทราบและลงมาแก้ปัญหาทีพีไออย่างจริงจัง

ทางสหภาพแรงงานทีพีไอจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป ด้านนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประ ธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ กล่าวว่า

หลังจากศาลฎีกาได้ยืนตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางให้อีพีแอลบริหารแผนฟื้นฟูกิจการทีพีไอต่อนั้น ตนก็น้อมรับและปฏิบัติตาม เพราะคำสั่งศาลฎีกาถือว่าสูงสุด แต่ในฐานะที่ตนมีประ

สบการณ์บริหารอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกว่า 20 ปี อยากชี้ให้เห็นว่า แผนฟื้นฟูฯ ที่บริหารโดยอีพีแอลนั้นเป็นไปไม่ได้ และถ้าปล่อย ให้อีพีแอลบริหารแผนต่อไป หนี้ของทีพีไอจะเพิ่ม เป็น 2,700

ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2547 ซึ่งต่าง จากแผนฟื้นฟูฯ ที่ระบุว่า มูลหนี้ทีพีไอจะลดลงจาก 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐเหลือเพียง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2547 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของ แผนฟื้นฟูฯ

สำหรับมูลหนี้ทีพีไอกว่า 2,700 ล้านเหรียญ สหรัฐ ยังไม่มีการระบุไว้ในแผนฟื้นฟูฯ ว่า จะหา เงินจากไหนมาใช้คืนเจ้าหนี้ และในที่สุดทีพีไอจะ ถูกฟ้องล้มละลาย เพื่อนำทรัพย์สินไปขายทอดตลอด

เมื่อถึงวันนั้นทีพีไอก็จะล้มละลาย และจะส่งผลกระทบต่อธนาคารกรุงเทพทันที ในฐานะเพราะทีพีไอมีมูลหนี้กับธนาคารกว่า 30,000 ล้านบาท หลังขายทรัพย์สินทีพีไอแล้ว

คาดว่าจะมีเงินคืนแบงก์กรุงเทพ เพียงครึ่งเดียวหรือประมาณ 15,000 ล้านบาท ทำให้แบงก์กรุงเทพ ต้องตัดหนี้สูญและกันสำรองอีก 15,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ธนาคารเข้าสู่ภาวะล้มละลายได้เช่น ทีพีไอ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us