Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน28 พฤษภาคม 2545
ส่งออกปี 2545 กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย (ตอนจบ)             
 

   
related stories

ส่งออกปี 2545 กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 1)

   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.
Import-Export




ปัจจัยภายใน...กระตุ้นภาคส่งออก *นโยบายการเงินของทางการเพื่อผลักดันการส่งออก ในช่วงปี 2545 ธปท.

ยังคงให้ความสำคัญต่อนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำเป็นประโยชน์ต่อ การลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ ซึ่งช่วย

เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ตลาดซื้อคืนพันธบัตร (R/P) 14 วัน เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2545 ลงอีก 0.25% เหลือ 2.00% แต่ยัง

ไม่ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนลงตามคาด เนื่อง จาก อัตราแลกเปลี่ยนยังมีความเชื่อมโยงกับอีกหลาย ปัจจัย รวมถึงปริมาณเงินทุนไหลเข้า ผ่าน ตลาด หลักทรัพย์ไทยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี แต่นับว่าค่า

เงินบาทในระดับปัจจุบันยังเอื้อต่อการส่งออกอยู่ *การเร่งสนับสนุนสินค้าภาคอุตสาหกรรม ส่งออก โดยที่โครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยมีสัดส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมถึงกว่า 70% ของ

สินค้าส่งออกทั้งหมด การเร่งส่งออกสินค้าอุต-สาหกรรมที่มีศักยภาพสูงซึ่งมีการใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศและมีการจ้างงานสูง จะสามารถ สร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น

พร้อมทั้งผลักดันให้ภาคส่งออกขยายตัวได้ อุตสาหกรรม ที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงในปี 2545 ได้แก่ อุต-สาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์

ทั้งนี้บริษัทผลิตรถยนต์จากหลายประเทศเริ่มขยายฐานการผลิตเข้ามาสู่ประเทศไทยมากขึ้นทั้งจากญี่ปุ่น สหรัฐฯและยุโรป หลังจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ได้ปรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์เท่ากันทั้ง 3 เขตการลงทุน นอกจากนี้ การขยายตัวของอุตสาหกรรม

ดังกล่าวยังเป็นเพราะภาครัฐมีนโยบายเปิดเสรีการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถือหุ้นได้อย่างเต็มที่ ในส่วนของอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีแนวโน้มแจ่มใสในปี 2545 อาทิ

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหารและผล ผลิตเกษตรและอาหารเกษตรแปรรูป อุตสาห-กรรมเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก เป็นต้น ซึ่ง

ภาครัฐได้เร่งให้การส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ปรับลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าที่เป็นวัตถุดิบการผลิต 211 รายการ

เพื่อลดต้นทุนการผลิตสำหรับสินค้าส่งออกไทย และเป็นการปรับอัตราภาษีภายใต้พันธกรณีเขต การค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งจะทำให้สินค้านำเข้า 211 รายการดังกล่าวมีอัตราภาษีอากรเพียง 0-5%

ในปี 2545 ในส่วนของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนสำคัญที่เชื่อมโยงถึงอุตสาหกรรมส่งออก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งประเทศประมาณ 90%

อยู่ในภาคนี้ ทางการได้ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอัดฉีดงบประมาณควบคู่ไปกับการดูแลให้คำปรึกษา โดย ความคืบหน้าในการพัฒนาด้านธุรกิจ SMEs ในปี 2545

ทางการอนุมัติงบกระตุ้นธุรกิจคิดเป็น มูลค่า 8 พันล้านบาทจากงบสำรองกระตุ้นเศรษฐกิจ 5.8 หมื่นล้านบาท ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมมีโครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย โดยใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท

วัตถุประสงค์เพื่อช่วยพยุงธุรกิจไทยจำนวน 2,600 กิจการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก รวมทั้งคงสภาพการจ้างงานไว้ นอกจากนี้

ทางกระทรวงการคลังได้ร่างพระราชบัญญัติธนาคาร เพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมที่จะยกฐานะของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) เป็นธนาคาร SMEs

โดยมีเป้าหมายการปล่อยกู้ในปี 2545 ประมาณ 29,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีสภาพคล่องเงินทุน หมุนเวียนในการทำธุรกิจได้ (คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้กลางปี

2545) รวมทั้งทางกระทรวงการคลัง ยังลงนามร่าง กฎกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการอนุญาตประกอบธุรกิจร่วมทุน พ.ศ. 2545 โดยเป็นมาตร-การหนึ่งของรัฐบาลในการสนับสนุนธุรกิจเงินร่วมทุน

(Venture Capital:VC) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนระยะปานกลาง และระยะยาวที่สำคัญแก่ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม

อีกทั้งได้อนุมัติมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีเงินทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ณ อัตราภาษี 20%

และได้มีผลใช้บังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ธุรกิจ SMEs ที่คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกได้ในมูลค่าสูง อาทิ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยล่าสุด

กลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นได้เสนอต่อกระทรวงการคลังแสดงความจำนงที่จะจัดตั้งกองทุน thai-Auto-SMEs Fund เพื่อลงทุนโดยตรงในธุรกิจผลิต ชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย นอกจากนี้

ยังมีธุรกิจอื่นๆ อาทิ ธุรกิจผลิต เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป มาตรการเสริมอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการส่ง ออกของทางการ ทั้งนี้เพื่อผลักดันการส่งออกใน ปี 2545 ให้บรรลุเป้าหมาย

นอกจากมาตรการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทางการยังได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่ง ออก อาทิ การอำนวยสินเชื่อเพื่อการส่งออก การ

แก้ไขปัญหาการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้า และปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการผลักดันการส่งออกไปตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ขณะเดียวกันจำเป็นต้องพยายาม รักษาตลาดหลักไว้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดใหม่จาก 30% เป็น 40% ในปี 2547 อีกทั้งเสริมสร้างศักยภาพในการ

เจาะตลาดต่างประเทศ โดยการแต่งตั้งผู้แทนการค้ากิตติมศักดิ์ เพื่อขยายการส่งออกไทยไปยังประเทศต่างๆ เป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์และปกป้องสิทธิการค้า

ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการส่งออก และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมการส่งออกในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาศักยภาพผู้ส่งออกไทย

ตลอดจนการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออกธุรกิจบริการ เช่น ธุรกิจก่อสร้างและร้านอาหารไทยในต่างประเทศ และส่งเสริมการค้าแบบ re-export

ซึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าจากแหล่งอื่นเพื่อส่งออกต่อโดยไม่ผ่านการแปรรูป แต่อาจมีการบรรจุหีบห่อใหม่แยกปริมาณ คัดคุณภาพหรือระบุเครื่องหมายการค้าใหม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม

ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่พึงระมัดระวังและอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย อาทิ *ราคาน้ำมันเพิ่ม...ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล-

ปาเลสไตน์ที่ยังตึงเครียด ประกอบกับทางอิรักประกาศที่จะงดการผลิตเพื่อการส่งออกน้ำมันเป็นระยะเวลา 30 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 18-19 ดอลลาร์สรอ.ต่อบาร์เรล ณ

สิ้นปีก่อน เป็นประมาณ 27 ดอลลาร์สรอ.ต่อบาร์เรล ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% เนื่องจากเกิดการเก็งกำไรและการเพิ่มขึ้นของค่าประกันความเสี่ยง ภัยจากสงคราม

ซึ่งหากราคาน้ำมันยังคงปรับเพิ่ม ขึ้นต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยลบต่อไทย เนื่องจากไทย เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูงถึงร้อยละ 90 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด

จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าทั้งภาคอุตสาห-กรรมและเกษตร ตลอดจนระดับราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้โอกาสในการแข่งขันด้านสินค้าส่งออกลดลง อย่างไรก็ตาม

เป็นไปได้ว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันคงจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น เนื่อง จากซาอุดีอาระเบีย ประกาศว่าพร้อมที่จะส่งออก น้ำมันดิบแทนอิรัก

ขณะที่อิสราเอลเริ่มถอนกำลังทหารบางส่วนออกจากพื้นที่ยึดครองเขตปาเลสไตน์ตามคำขอของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งหากสถานการณ์คลี่คลายลง ราคาน้ำมันก็จะปรับลดลงตาม

*การแข่งขันและการกีดกันทางการค้าทวี ความรุนแรง โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปที่ต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวในระยะที่ผ่านมา

ส่งผลให้อุปสงค์ภายในแต่ละประเทศชะตัวลง ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องเร่งส่งออกมากขึ้นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงมีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษีเพิ่มมากขึ้น อาทิ

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) คาดว่า จะถูกนำมาใช้กีดกันทางการค้ามากขึ้นใน ปัจจุบัน จากการแข่งขันทางด้านราคาในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้น

โดยสินค้าไทยที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดมาก ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ สินค้าเกษตรและเคมีภัณฑ์ มาตรการปกป้องทางการค้า เพื่อคุ้ม

ครองอุตสาหกรรมภายในของแต่ละประเทศ ล่าสุด สหรัฐฯ ปรับภาษีนำเข้าเหล็กจากต่าง ประเทศเพิ่มขึ้นจากอัตรา 8% เป็น 30% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมเป็นต้นไปเป็น ระยะเวลา 3 ปี

โครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) โดยเงื่อนไขของสหภาพยุโรป ระบุว่า ประเทศใดถูกพิจารณาว่า มีการใช้แรง งานเยี่ยงทาสหรือใช้นักโทษผลิตสินค้าจะตัดสิทธิ GSP อีก

และเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นในสินค้า ไทย 10 รายการ (ช่วงระยะเวลาของโครงการนี้ คือ ปี 2545-2547) ในส่วนของสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าปลาทูน่ากระป๋องจากไทยในอัตรา 12.5%

ขณะที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่บางประเทศไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า เป็นต้น มาตรการคุ้มครองสิ่งแวด ล้อมที่ว่าด้วยการติดฉลากแยกระหว่างสินค้าตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) กับสินค้าปลอด

ภัยจากการตัดแต่งพันธุกรรม ปัจจุบันสหภาพยุโรปกำหนดให้สินค้าประเภทปศุสัตว์ที่มีส่วนผสมของ GMOs ต้องติดฉลากกำกับด้วย เริ่ม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2545 มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค

ปัจจุบันสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้กำหนดว่าโรงงานอุตสาหกรรมอาหารจักต้องมีมาตรฐานด้านสุขอนามัย (HACCP : Hazard Analysis of Critical Control Point)

เป็นการป้องกันอันตรายที่อาจมีอยู่ในผลิต ภัณฑ์อาหารทุกขั้นตอนการผลิตแทนการตรวจสอบที่ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย มาตรการว่าด้วยสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านอาหาร (White Paper on Food

Safety) สหภาพยุโรปได้ออก กฎระเบียบที่เข็มงวดมากขึ้นในการกำหนดปริมาณสูงสุดของสารเคมีตกค้างและการปนเปื้อนของเชื้อโรค โดยเฉพาะในเนื้อไก่และกุ้งแช่เย็นแช่แข็งจากไทย

หากมีการตรวจพบจะมีการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จากไทย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการทางการค้าที่มิใช่ ภาษีที่คาดว่าจะนำมาใช้ในอนาคต อาทิ มาตร-ฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste from Electrical and Electronics Equipment: WEEE) ซึ่งจะมีผล ยังใช้ในต้นปี 2547 และ

กฎหมายจำกัดปริมาณการใช้สารอันตราย (Restriction on Harzar-dous Substances : RoHS) ซึ่งจะใช้ บังคับในปี 2551 นับเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออก

สินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สรุป แนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2545 นับว่ายังมีปัจจัยอื่นหลายประการที่จะก่อให้เกิด ความผันผวนอยู่มาก ทั้งนี้

ขึ้นกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐ-กิจสหรัฐฯ และกลุ่มสหภาพยุโรปในช่วงครึ่งหลัง ปี 2545

ตลอดจนการดำเนินมาตรการทางการค้า ของประเทศคู่ค้าและผลกระทบจากการที่ประเทศ จีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกด้วย นอกจากนี้ ควรให้ความสนใจติดตามความ

เคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เพราะหาก ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะกระทบต้นทุน การผลิตสินค้า และหากเงินบาทแข็งค่าเกินควร

จะทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงใน สายตาประเทศ ผู้ซื้อ ปัยจัยเหล่านี้จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศลดลง อย่างไรก็ตาม ถ้าหากปัจจัยที่กล่าวทั้งภาย

ในและภายนอกประเทศมิได้ผันผวนไปจาก ความคาดหมายเกินควรแล้ว ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่า การส่งออกตลอดปี 2545

จะสามารถพลิกฟื้นจากการหดตัวในช่วงต้นปีมาขยายตัวได้ในอัตราประมาณ 2.0% จากที่หดตัว 6.9% ในปีก่อน แต่ทั้งนี้ภาครัฐจำเป็นต้องเร่ง ผลักดันมาตรการการส่งเสริมต่างๆ

ให้สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลโดยเร็ว รวมถึงมาตรการทางด้านภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การเร่งขยาย ตลาดไปยังตลาดใหม่โดยยังคงพยายามรักษาตลาดหลักเดิมไว้

สำหรับการสนับสนุนอุตสาหกรรมดาวรุ่งเพื่อส่งออกอย่างจริงจังในระยะยาวเพื่อเป็น การส่งเสริมการส่งออกให้ขยายตัวให้สูงขึ้นอย่าง เข้มแข็งและมั่นคง

ไทยควรพัฒนาขีดความสามารถด้วยการส่งเสริมการสร้างชื่อเสียงทาง การค้าและคุณภาพของสินค้าไทย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งภาย ในและต่างประเทศ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us