|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
"กอบชัย" ระบุตลาดอสังหาฯปี48 อยู่ในช่วงขาลง อัตราการเติบโตลด เหตุปัจจัยลบเพียบ ด้านผู้บริหาร "ซีคอน" จ่อปรับราคาสร้างบ้านขึ้นอีก 5-6% ปลายไตรมาส 2 หลังต้นปีปรับขึ้นแล้ว 5% แจงต้นทุนก่อสร้างขึ้น ชี้ตลาดสร้างบ้านแพงหด บ้านราคา 2-2.5 ล้านบาทโต
นายกอบชัย ซอโสตถิกุล ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ซีคอน จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงแรกของปี 2548 ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะยังคงมีอัตราการเติบโตได้บ้างเล็กน้อย เนื่องจากผู้บริโภคเร่งตัดสินใจซื้อหรือสร้างบ้านก่อนที่ราคาค่าก่อสร้างจะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หากมองภาพทั้งปีเชื่อว่าอสังหาฯ จะมีการเติบโตที่ลดลง เพราะเมื่อราคาอสังหาฯ ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงปัจจัยลบต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปอีก
"ช่วงนี้ถือเป็นช่วงขาลงของอสังหาฯ การสร้างบ้านไว้ในสต๊อกจำนวนมากถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี มีความเสี่ยงสูง ควรมีการบริหารจัดการที่ดี แต่ถ้าเป็นช่วงขาขึ้นการมีสต๊อกไว้ในมือเยอะๆถือว่าดี ตอนนี้ตลาดบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทเป็นตลาดที่ดี ส่วนบ้านราคาตั้งแต่ 9 ล้านบาทขึ้นไปมีหดตัวลง" นายกอบชัยกล่าว
นางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ซีคอน จำกัด กล่าวว่าในปีนี้ไม่ใช่เป็นปีทองของธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากมีปัจจัยลบมารุมเร้ารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขยับขึ้น ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาฯ ทั้งระบบ โดยเฉพาะในตลาดรับสร้างบ้าน
ในปัจจุบัน ผู้บริโภคจะยังเน้นสร้างบ้านเดี่ยวระดับกลางราคา 2-2.5 ล้านบาท แม้ว่ารสนิยมของผู้บริโภคจะเน้นบ้านหรู แต่กำลังเงินในการผ่อนจ่ายค่างวดการก่อสร้างเริ่มจำกัดด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ทำให้บ้านระดับ 2-5 ล้านขยายตัวขึ้นมามาก ส่วนบ้านราคาแพงมีแนวโน้มลดลง
สำหรับทิศทางของธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ผู้ประกอบการจะต้องเน้นการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตามเมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับราคาค่าก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 5% เพราะต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างได้มีการปรับสูงขึ้น และจากการที่ราคาน้ำมันขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาจะปรับราคาค่าก่อสร้างอีกไม่เกิน 5% ในช่วงปลายไตรมาส 2 ของปีนี้ เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลายชนิด ได้มีการปรับขึ้นสูงขึ้น 5-7% แล้ว ส่วนแนวทางการแก้ไขนั้น บริษัทได้มีการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างบางตัว ซึ่งมีการเจรจาในลักษณะบิ๊กล็อต ผ่านทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน จึงช่วยประหยัดต้นทุนค่าก่อสร้างได้บางส่วน
นางสาวศุภิชชา กล่าวต่อว่า ภายหลังจากเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา ภารกิจแรกจะดำเนินการ คือเน้นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ของบริษัทให้มีความทันสมัยมากขึ้น หลังจากที่บริษัทเปิดดำเนินกิจการมานาน 44 ปี โดยจะใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ New Marketing Concept ที่เน้นสร้างเสริมความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเก่า และสร้างกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ให้เกิดความเชื่อมั่นและเลือกใช้บริการ
นอกจากนี้ จะเน้นการสร้างแบรนด์ โดยได้ปรับโลโก้บริษัทใหม่ ให้เข้ากับลูกค้าใหม่ในวัยทำงานมากขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยได้ทุ่มงบการตลาดรวม 25 ล้านบาท รวมถึงมีการผูกพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทำการตลาดร่วมกัน ล่าสุดได้ร่วมกับ บริษัท เอสบี.เฟอร์นิเจอร์ แจกชุด เครื่องครัว ให้กับผู้สั่งสร้างบ้าน
อย่างไรก็ตามบริษัทจะให้ความสำคัญกับฐานลูกค้าเก่า ที่มีไม่ต่ำกว่า 10,000 หลัง ให้หันมาใช้บริการในการซ่อมแซมหรือปรับปรุงบ้านมากขึ้น เนื่องจากบ้านที่อยู่ไป 5 ปี ก็จะถึงรอบในการปรับปรุง ทางด้านยอดขายรวมของบริษัทในปี 2547 มีจำนวน 600 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท
ส่วนในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ 700 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 70 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นรายได้จากการก่อสร้างบ้าน 550 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนบ้าน 250-300 หลัง และรับก่อสร้างบ้านในโครงการจัดสรร 2 แห่ง คิดเป็นมูลค่า 150 ล้านบาท สำหรับ ตัวเลขตลาดรวมบ้านสร้างเอง ในเขตกทม.และปริมณฑล มีประมาณ 20,000 ยูนิต มีมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจรับสร้างบ้าน มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4,000 ยูนิต มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท
|
|
 |
|
|