Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2545
เดิมพันของ UBC             
โดย ไพเราะ เลิศวิราม
 

   
related stories

วาสิลี สกูร์ดอส จาก MIH ถึง UBC

   
www resources

โฮมเพจ บริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
MIH Holding Homepage

   
search resources

ยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น, บมจ.
วาสิลี สกูร์ดอส




แม้ว่าสถานการณ์ยังไม่เป็นใจ แต่มาตรการหลายอย่าง ที่ยูบีซีทำไปกำลังจะเริ่มเห็นผลในปีนี้ นั่นหมายความว่า จะเป็นปีแรกที่เคเบิลทีวีรายนี้จะโผล่พ้นน้ำได้เป็นครั้งแรก หลังจากที่พวกเขาต้องใช้เวลามาแล้วไม่ต่ำกว่า 11 ปีเต็ม

ผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก หรือเคเบิลทีวีรายนี้ ไม่ได้ถูกจัดให้เป็น บริษัทที่ทำรายได้สูงสุด 100 อันดับแรก ที่อยู่ใน "ผู้จัดการ 100"

นอกจากนี้ บริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยังถูกจัด อยู่ในอันดับที่ 14 ของ 100 บริษัทที่ขาดทุนสูงสุด มียอดขาดทุนสุทธิ 1,419.58 ล้าน บาท มียอดรายได้ 5,891.81 ล้านบาท แต่สิ่งสำคัญก็คือ ปี 2545 จะเป็นปีที่พวกเขาจะถึงจุดคุ้มทุน หลังจากต้องใช้เวลากับธุรกิจนี้มาไม่น้อยกว่า 11 ปี

ยูบีซี เป็นผู้ประกอบธุรกิจเคเบิลทีวี ที่ต้องผจญกับขวากหนามมาตลอด ด้วยขนาดของตลาดที่มีอยู่จำกัด ทำให้ยูบีซีต้องเผชิญกับปัญหารายได้ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย จนต้องมีการควบรวมกิจการระหว่างไอบีซี และยูทีวี

ผลของการรวมกิจการในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะส่งผลให้เมืองไทยเหลือผู้ให้บริการเคเบิลทีวีเพียงรายเดียวในตลาด แต่ยังเท่ากับเป็นการปิดฉากธุรกิจเคเบิลทีวีของชินคอร์ปอเรชั่นลงอย่างถาวร ขณะเดียวกันก็กลับเป็นการเริ่มต้นการลงทุนร่วมกันระหว่างกลุ่มเทเลคอมเอเซียคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือทีเอ และกลุ่ม MIH บนเส้นทางของธุรกิจเคเบิลทีวี

ปัจจุบัน เทเลคอมโฮลดิ้ง ถือหุ้นในยูบีซี 40.96% ส่วน MIH Holding เปลี่ยนจากที่เคยถืออยู่ในไอบีซี เมื่อรวมกิจการก็เข้ามาถือหุ้นอยู่ในยูบีซี ในสัดส่วน 31.11% ที่เหลือเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

จะว่าไปแล้ว ทั้งสองมีจุดมุ่งหมายทางธุรกิจที่ไม่แตกต่างกันนัก กลุ่ม MIH เป็นผู้ให้บริการเปย์ทีวี ทั้งในระบบเคเบิล ระบบดาวเทียม เข้าถึงกลุ่มผู้ชมมากกว่า 2 ล้านครัวเรือน ใน 50 ประเทศทั่วโลก ขอบข่ายธุรกิจเปย์ทีวีของ MIH ครอบคลุมทั้งเป็นผู้ให้บริการ และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต set top box ที่ใช้ในการรับสัญญาณจากดาวเทียม และยังเป็นเจ้าของกิจการ Open TV ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยี อินเตอร์แอคทีฟทีวี รวมถึงรายการซูเปอร์สปอร์ต ที่แพร่ภาพทางเคเบิลทีวีอีกด้วย

สำหรับทีเอ โชคไม่ดีเท่ากับกลุ่มชินคอร์ป ที่แล้วมาทีเอยังไม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในธุรกิจ เคเบิลทีวี เหมือนกับที่กลุ่มชินคอร์ปนั้นได้รับประโยชน์จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการขายหุ้นให้กับช่อง 7 และแกรมมี่ รวมถึงเอ็มไอเอชไปแล้วถึง 3 รอบ

ในมุมมองของศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเทเลคอมเอเซียคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือทีเอ บอกกับ "ผู้จัดการ" ว่า ยูบีซี ยังเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่สำคัญของทีเอ ในแง่ของการเป็น "consumer broadband" ที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการทางอินเตอร์แอคทีฟทีวี

การเป็นเจ้าของสัมปทานโทรศัพท์ 2.6 ล้านเลขหมาย ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ พื้นฐานที่ให้บริการโทรเข้าออกเท่านั้น แต่เป้าหมายของทีเอ คือ การก้าวเข้าสู่ธุรกิจในโลกใบใหม่ ขยายขอบเขตบริการครบวงจร ในรูปแบบของมัลติมีเดีย ที่สามารถให้ทั้งเสียง เนื้อหา ภาพเคลื่อนไหว โดยมีท่อใยแก้วนำแสงเป็นถนน ที่จะนำพาบริการเสริมในรูปแบบต่างๆ ไปยังผู้ใช้ปลายทาง ที่จะสามารถรับบริการได้ทั้งโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ พีซีที หน้าจอพีซี รวมถึงหน้าจอโทรทัศน์โดยผ่านบริการ ยูบีซี

การลงทุนร่วมกันระหว่างทีเอ และกลุ่ม MIH นับได้ว่าเป็นความลงตัวในรูปแบบหนึ่ง

หลังรวมกิจการบรรลุผลสำเร็จในปี 2541 แม้สถานการณ์ทั่วไปของงยูบีซีจะดีขึ้น จากการไม่ต้องแข่งขันแย่งชิงซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์รายการจากต่างประเทศ ที่ส่งผลให้ราคาของซอฟต์แวร์รายการ ถูกปั่นสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการ ยอดนิยมอย่าง ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

แม้การรวมกิจการจะทำให้ยูบีซีไม่ต้องเผชิญภาวะแข่งขัน แต่อุปสรรคที่รออยู่ คือ การลดต้นทุนอย่างเห็นผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะค่าเงินบาทลอยตัว ที่ส่งผล ให้ต้นทุนของยูบีซีเพิ่มขึ้น เนื่องจากยูบีซียังคงต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์รายการจากต่างประเทศ และอุปกรณ์รับสัญญาณที่ติดตั้งให้กับลูกค้า ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องนำเข้าจาก ต่างประเทศ ทำให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

"ปีที่แล้ว สถานะทางการเงินของ ยูบีซีค่อนข้างลำบาก เพราะค่าเงินที่เพิ่มขึ้นจาก 39 บาท เพิ่มไปเป็น 45 บาท" วาสิลี สกูร์ดอส ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่ บริหารสายการเงิน บริษัทยูบีซี เคเบิลทีวี บอกกับ "ผู้จัดการ"

แผนการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงานภายจึงต้องทำขึ้นอย่างจริงจัง "สิ่งที่ยากก็คือ การตัดต้นทุนโดยไม่ต้องกระทบกับการบริการ" สกูร์ดอส บอก "และนโยบายของเราก็คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ให้กระทบคุณภาพของรายการ"

แคมเปญปลูกจิตสำนึกพนักงาน เพื่อร่วมมือกันลดค่าใช้จ่ายถูกทำขึ้น พร้อมๆ กับการเจรจากับผู้ผลิตอุปกรณ์ เพื่อขอลดต้นทุนในเรื่องของอุปกรณ์ในการรับสัญญาณ จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก เนื่องจากเป็นแนวโน้มของราคาอุปกรณ์ลดลงไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว

จากข้อมูลที่ได้รับจากการเปิดเผยของยูบีซี ระบุว่า ต้นทุนค่าอุปกรณ์รับสัญญาณปรับลดลงจาก 205 เหรียญสหรัฐ เมื่อต้นปี 2001 เหลือ 171 เหรียญ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ในปีเดียวกัน และลดลงเหลือ 156 เหรียญในปีนี้

"แต่โชคร้าย คือ ในปีที่แล้ว เราต้องลดพนักงานลง ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราอยากทำ" สกูร์ดอสบอก ถึงการปรับลดพนักงาน 240 คนในช่วงกลางปี 2544

อย่างไรก็ตาม การปรับราคาค่าบริการเพิ่มขึ้น 18% หรือคิดเป็น 180 บาท ในวันที่ 1 สิงหาคม 2544 ก็เป็นสิ่งที่ถูกทำต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มเม็ดเงินของรายได้ให้เพิ่มขึ้น

ว่าไปแล้ว มาตรการเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการยุบรวมองค์กร ที่ต้องมีการตัดทิ้งค่าใช้จ่ายการบริหารงานภายใน ตลอดจนถึงการลดจำนวนพนักงานส่วนเกิน รวมถึงการปรับอัตราค่าบริการให้เพิ่มขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องตัดราคาเหมือนกับในอดีตที่มีคู่แข่ง

ผลจากการนำมาตรการต่างๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ปรับอัตราค่าบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายรับของยูบีซีเพิ่มสูงขึ้น

"เราก็นำเงินรายได้เหล่านี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นยอด สมาชิกให้เพิ่มขึ้น" สกูร์ดอสบอก

จะเห็นได้ว่า ตลอดช่วงปี 2544 ที่ผ่านมา ยูบีซีเริ่มส่งเสริมการขาย ทั้งการแจกโทรศัพท์มือถือ และโทรทัศน์ และยังต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2545

ช่วงสิ้นปี 2544 ที่ผ่านมา ยูบีซีมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาประมาณ 25,633 ราย นับเป็นยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2544 จำนวน 16,904 ราย ทำให้ยอดสมาชิกในปี 2544 มีอยู่ทั้งสิ้น 406,589 ราย

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่ายูบีซีจะยังคงมียอดขาดทุนสะสมอยู่ถึง 13,000 ล้านบาทก็ตาม แต่ด้วยฐานสมาชิกที่เพิ่มสูงขึ้น บวกกับรายรับที่มากขึ้น ส่งผลให้สถานภาพของ ยูบีซีในสายตาของนักวิเคราะห์หุ้นจึงดูดีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

"แม้ผลประกอบการโดยรวมยังแย่อยู่ แต่แนวโน้มของยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้นของยูบีซี ทำให้มองเห็นโอกาสของยูบีซีที่ดีขึ้น" นักวิเคราะห์หุ้นรายหนึ่งกล่าว

แต่สำหรับ สกูร์ดอส นอกจากสมาชิกที่เพิ่มขึ้นแล้ว อัตราการยกเลิกของสมาชิกลงไม่เกิน 3% ต่อเดือน ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในเอเชียแปซิฟิก และ เป็น 1 ในประเทศที่มีอัตราการยกเลิกของสมาชิกต่ำที่สุดในโลก นับเป็นสัญญาณ ทางบวก

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ต้นทุนในด้านอื่นๆ เริ่มคงที่ แต่ยูบีซีกลับมีต้นทุนใน เรื่องของการตลาดและโปรโมชั่นของยูบีซี ก็เพิ่มขึ้นประมาณ 20% ต่อปี "ยกเว้นต้นทุนผันแปรในเรื่องของรายการ ที่เก็บค่าลิขสิทธิ์ตามจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น"

สกูร์ดอสบอกว่า ปัจจัยของการขยายฐานสมาชิกของยูบีซี ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขของการจัดกิจกรรมทางการตลาด แต่ต้องรวมไปถึงโปรแกรมรายการ สภาพเศรษฐกิจ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย

"และสุดท้าย ก็คือในช่วงเวลานั้นมีอะไรที่มาทดแทนยูบีซีหรือไม่" สกูร์ดอส บอก "ไม่มีอะไรสำคัญกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นช่วงเวลาไหนเราต้องใช้อะไร"

กระนั้นก็ตาม การจัดกิจกรรมทาง การตลาดยังเป็นสิ่งที่ยูบีซีทำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป้าหมายของยูบีซีในปีนี้ ก็คือ การถึงจุดคุ้มทุนกระแสเงินภายในสิ้นปีนี้ โดยยูบีซีจะต้องมียอดสมาชิกประมาณ 430,000-450,000 ราย

การโผล่ขึ้นพ้นจากผิวน้ำของยูบีซี เป็นสิ่งที่ถูกคาดหมายไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้ แต่ระยะเวลากลับต้องถูกทอดยาวออกไปเนื่องมาจากต้นทุนของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนซอฟต์แวร์รายการทั้งต้นทุนคงที่ และต้นทุนที่ผันแปรตามจำนวน สมาชิก ยิ่งสมาชิกเพิ่มขึ้นมาก ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นรายการ ที่นิยม เช่น HBO ซีนีแมกซ์ (CINEMAX) รายการกีฬา ESPN

สกูร์ดอสบอกว่า รูปแบบของจัดรายการของยูบีซีเวลานี้ เป็นการจัดประเภท รายการตามความสนใจของกลุ่มคนดูกว้างๆ ยังไม่สามารถลงลึกถึงความต้องการ เฉพาะกลุ่มได้ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง และเวลานี้คนดูยังน้อย ไม่คุ้มกับการลงทุน

การสำรวจความต้องการชมรายการของสมาชิกยังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงรายการ ความสนใจของผู้ชมรายการ ยังคงอยู่ที่ช่องรายการประเภท HBO ซีนีแมกซ์ รายการกีฬาอีเอสพีเอ็น และซูเปอร์สปอร์ต รายการข่าว

"คนยังอยากดูรายการ HBO ดูรายการแข่งบอล แต่ต่อไปอาจจะเปลี่ยนไป เช่น รายการเทนนิส" สกูร์ดอส บอก "เป็นสิ่งยากที่สุดในธุรกิจนี้ คือ ทำอย่างไรให้ทุกคนพอใจ ได้หมด ซึ่งหมายถึงต้นทุนมหาศาล"

จำนวนสมาชิกเป็นตัวแปรที่สำคัญ สกูร์ดอสบอกว่า การที่ยูบีซีจะมีคุณภาพของบริการอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานโลกได้นั้น ยูบีซีจะต้องมีสมาชิก 8 แสน ถึง 1 ล้านราย การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในการขยายเครือข่าย ให้สามารถรับสัญญาณดาวเทียมที่เป็นระบบดิจิตอลให้ครอบคลุมได้ทั่วประเทศ ซึ่งใช้เวลามาแล้ว 5 ปี ใช้เงินทุนไปประมาณ 8,000 ล้านบาท ก็เพื่อเป้าหมายเหล่านี้

สกูร์ดอสบอกว่า การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีที่ให้ส่งสัญญาณในระบบดิจิตอล ไม่ได้หมายถึงคุณภาพของบริการที่สูงขึ้นเท่านั้น ยังรวมไปถึงความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่าย จากการที่สามารถส่งสัญญาณได้หลายๆ ช่องในเวลาเดียวกัน และแก้ปัญหาการลักลอบใช้สัญญาณ และเป้าหมายที่สำคัญ ก็คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการให้ครอบคลุมได้ทั่วประเทศ

"ถ้าให้บริการเฉพาะในกรุงเทพฯ จำนวนผู้ใช้ก็คงไม่ถึง 1 ล้านรายแน่"

ยูบีซีรู้ดีว่า หากต้องการเพิ่มยอดสมาชิกให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ก็จำเป็นต้องขยาย ฐานลูกค้าในต่างจังหวัดให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของสมาชิกในต่างจังหวัดมีอยู่ ประมาณ 28% ของฐานสมาชิกรวม

ดูเหมือนว่า การขาดแคลนอุปกรณ์ในระบบเคเบิลใยแก้ว CATV (Cable Television) ของยูบีซี เนื่องจากมีผู้ผลิตน้อยลง เพราะระบบอนาล็อก เป็นเทคโนโลยีเก่า ทำให้ยูบีซีต้องระงับการให้บริการแก่ลูกค้าชั่วคราว น่าจะเป็นผลดีต่อยูบีซีมากกว่าผลเสีย

ข้อแรก - ยูบีซีไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ซ้ำซ้อน แม้ว่าราคาค่าอุปกรณ์ ในระบบ เคเบิลใยแก้ว CATV จะถูกกว่าระบบดาวทียม DSTV แต่การเปลี่ยนมาเลือกใช้ระบบ DSTV เพียงอย่างเดียว จะทำให้ต้นทุนของระบบดาวเทียม DSTV ลดลง จากยอดสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้น

ข้อสอง - ระบบเคเบิลใยแก้ว CATV เป็นระบบอนาล็อก ทำให้มีขีดจำกัดในเรื่อง ของการให้บริการได้จำกัด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนช่อง และบริการเสริมอื่นๆ

ข้อสาม - ระบบเคเบิลใยแก้ว CATV ให้บริการได้จำกัดเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑลเท่านั้น ในขณะที่การส่งสัญญาณระบบดาวเทียมหรือ DSTV (Digital Satellite Television) จะให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตามแผนของยูบีซี ไม่ได้ยกเลิกการให้ระบบเคเบิลใยแก้ว เพียงแต่รอให้บริการอินเตอร์แอคทีฟทีวีถูกพัฒนาขึ้นก่อน จากนั้นจึงจะนำระบบ CATV ที่เป็นระบบดิจิตอลกลับเข้ามาใหม่ เพื่อรองรับกับการให้บริการดังกล่าว

สกูร์ดอส เชื่อว่า บริการอินเตอร์แอคทีฟทีวี หรือดิจิตอลทีวี จะเป็นแรงขับดันที่จะทำให้ยูบีซีสามารถขยายฐานสมาชิกเพิ่มขึ้น และถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายขอบเขต ของการให้บริการรูปแบบใหม่ ที่จะมาจากเทคโนโลยีของอินเตอร์แอคทีฟทีวี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขายสินค้าจากหน้าจอทีวีคอมเมิร์ซ การหาข้อมูลแบบเรียลไทม์

ไม่ว่า MIH และทีเอ เองต่างก็คาดหวังกับบริการอินเตอร์แอคทีฟทีวี MIH นั้นนอกจากเป็นผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกในระบบดาวเทียมเคเบิล แล้ว ยังให้บริการโทรทัศน์อินเตอร์แอคทีฟ และยังถือหุ้นในบริษัท Open TV ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี

ส่วนทีเอนั้น เป็นเจ้าของเครือข่ายใยแก้วนำแสง และอยู่ระหว่างการลงทุนในเรื่องของเนื้อหาและบริการ ที่จะเป็นถนนในการส่งผ่านบริการเหล่านี้ไปถึงมือ ผู้ใช้บริการ

เวลานี้ยูบีซีก็ได้จดทะเบียนบริษัท Click TV เพื่อรองรับกับธุรกิจอินเตอร์ แอคทีฟทีวีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดของสัญญาสัมปทานของรัฐ ที่ระบุห้ามไม่ให้เคเบิลทีวี โฆษณาได้ ยังคงเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญที่ยูบีซียังไม่บรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้ได้ แม้ว่าจะมีการเปิดเผยถึงขีดความสามารถในการให้บริการต่อผู้ลงทุน นักวิเคราะห์หุ้น และสื่อ มวลชนมาแล้วหลายต่อหลายครั้งก็ตาม

"หน่วยงานรัฐมองว่า เป็นเรื่องของโฆษณา เนื่องจากเป็นเรื่องของการสั่งซื้อสินค้า หรือบริการ เช่น จะชำระค่าบริการกับธนาคาร หรือสั่งซื้อสินค้าจากหน้าจอโทรทัศน์ หน่วยงานรัฐจึงไม่อนุญาต"

สกูร์ดอสอธิบายว่า การปลดแอกให้มีโฆษณาในเคเบิลทีวี ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มรายได้ทางตรงให้กับยูบีซีที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นชนิดพลิกสถานการณ์ แต่เป็นผลทางบวกที่จะช่วยเกื้อกูลธุรกิจเคเบิลทีวีในด้านอื่นๆ

"เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดว่าเราจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า" สกูร์ดอสอธิบาย "ที่จริงแล้ว รายได้จากโฆษณาจะมีเพียงแค่ 3-5% เท่านั้น มันเป็นตัวเลขที่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดธุรกิจเท่ากับเรา ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้"

อัตราค่าโฆษณาในเคเบิลทีวีจะไม่สูงเหมือนกับอัตราโฆษณาในฟรีทีวี ดังนั้นจึงจะเหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แบบเฉพาะเจาะจง ไม่จำเป็นต้องลงโฆษณา ในฟรีทีวี ที่เหมาะสำหรับลูกค้าระดับ mass มีอัตราค่าโฆษณาสูงกว่า แต่สมาชิก ของเคเบิลทีวีจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และมีความสนใจเฉพาะด้าน เช่น ช่องกีฬา ช่องภาพยนตร์ ช่องข่าว

ขณะเดียวกัน การมีโฆษณาในเคเบิลทีวีจะส่งผลให้เกิดการผลิตรายการภายในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่อง จากรายได้จากค่าโฆษณาบางส่วนจะมาใช้ในการผลิตรายการท้องถิ่นให้เพิ่มมากขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพารายการต่างประเทศ เพียงอย่างเดียว

"ต่อไปจะเกิดช่องรายการด้านสุขภาพ ช่องรายการเกี่ยวกับสตรี รายได้จากโฆษณาจะมาถัวเฉลี่ยทำให้มีโปรแกรมต่างๆ มากขึ้น" สกูร์ดอสบอก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ยูบีซีจะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐด้วยดีในการศึกษาข้อมูล แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถคาดหมายได้ว่า การมี โฆษณาในเคเบิลทีวีจะประสบผลสำเร็จเมื่อใด เป็นภารกิจที่สกูร์ดอส และทีมผู้บริหารของยูบีซีต้องทำต่อไป

หากพวกเขาฝ่าวงล้อมขวากหนามเหล่านี้ไปได้ โอกาสที่ยูบีซีจะผงาดขึ้นธุรกิจเคเบิลทีวีอย่างเต็มตัว และก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีอินเตอร์แอคทีฟทีวี ที่เป็นเดิมพันรอบใหม่ ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us