วิเคราะห์วิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมาผ่านสายตาผู้มีประสบ การณ์อย่าง "กิตติรัตน์
ณ ระนอง" หวังเป็นบทเรียนสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ประกอบการของไทยในอนาคต
กิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรม
การและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานอบรม สัมมนา "ทายาทธุรกิจ"
ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเด็นของ
การศึกษาบทบาทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาและการสร้างภูมคุ้มกันในอนาคต"
ว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาหลายคนอาจลืม ไปว่าเบื้องลึกของปัญหาแฝงบทเรียนที่ดีไว้ด้วย
โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สามารถนำพาธุรกิจผ่านพ้นวิกฤตเหล่านั้นมาได้ กรณีที่สถาบันการเงินมีปัญหา
ขาดดุลจนกระทั่งต้องลดค่าเงินบาทเป็นปัญหาที่เกิดจากการที่
สะสมมานานและมาระเบิดในเวลาเดียวกันจนกลายเป็นข้อพิพาท กันว่าแท้จริงแล้ววิกฤตเศรษฐกิจเกิดจากตรงไหนกันแน่
จุดที่หลายคนเห็นว่าจะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกขณะเดียว
กันนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนยังพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพ ได้ส่งผลให้เงินอัตราของต่างประเทศนั้น
ไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทย เมื่อเงินทะลักเข้ามาล้นมือของคนที่เกี่ยวข้องทั้งภาคธุรกิจ
ภาคเอกชน และรวมถึงภาครัฐซึ่งอาจจะรวมถึง รัฐวิสาหกิจด้วย ผลที่เกิดขึ้นก็คือราคาทรัพย์สินสูงขึ้น
เรื่องที่เกิดขึ้นถ้าหลายคน สังเกตเป็นเรื่องตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างเดียว
ในญี่ปุ่น
ก็เกิดวิกฤตเช่นนี้เหมือนกัน แต่จะมีความแตกต่างตรงที่ว่าญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการส่งออกมาก
จนกระทั่งได้เปรียบดุลการค้าจนบัญชีเงินสะพัดและเงินก็ทะลักเข้าสู่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเหมือนกัน
สังเกตเห็นได้ว่าก่อนญี่ปุ่นประสบปัญหาทรัพย์สินในประเทศญี่ปุ่นมีราคาสูงทั้งที่ดินหุ้นหรือแม้
แต่อะไรก็ตามที่เป็นทรัพย์สินที่พอจะซื้อหาได ้พร้อมที่จะมีราคาสูงทั้งนั้น
และเมื่อไรก็ตามที่ปริมาณเงินทะลักเข้ามาล้นมือโอกาสที่ราคาทรัพย์สินเพิ่มก็สูง
แต่ในมุมที่กลับกันถ้าหากว่าเงินไม่ได้ล้นมือทรัพย์สินทั้งหลาย ซึ่งความจริงแล้วควรจะมีราคาสูงกว่านั้น
ก็อาจจะไม่ได้มีราคาสูงเท่าที่ควร เพราะว่าเงินไม่ได้มีเพียงพอ
เราใช้คำว่าเงินล้นมือไม่อยากใช้คำว่าเงิน ล้นระบบเพราะหลายท่านอาจจะสับสนและเข้าใจผิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเงินล้นมือ
แต่จริงแล้วช่วงนี้ของ
ไทยเป็นช่วงที่เงินล้นระบบเพราะว่าตอนนี้เงินอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์มาก
แต่เงินตรงนั้นไม่ได้มา ที่ผู้บริโภคและผู้ลงทุน อันนี้จึงเป็น บทเรียน และเป็นข้อสังเกตประการ
แรก
ระบบเศรษฐกิจของไทยอาจเรียกได้ว่าอยู่ในระหว่างติดเชื่อได้ง่ายเพราะยังมัปัญหาที่ค้างคาอยู่อีก
หลายเรื่อง ในความเป็นจริงแล้วความจริงวิกฤตเศรษฐกิจที่เราผ่านมาไม่ใช่เกิดโดยที่ไม่มีข้อเตือนใจ
กรณี ของเม็กซิโกลดค่าเงินจาก การที่ขาดดุลการค้าดุลบัญชีเงินสะพัดจนกระทั่งเงินสำรองระหว่างประเทศมีไม่เพียงพอ
ช่วงเวลานั้นนักวิเคราะห์จำนวนมากชี้นิ้วมาที่ประเทศไทยว่าจะเป็นรายต่อไป
แต่ในขณะนั้นเรามีความมั่นใจตัวเราเองมากและก็น่าเสียดายที่เราไม่ได้ทำอะไรเลยซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ
เราก็เกิดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักขึ้นกว่าในปี 2537 ชะอีก
ในมุมมองของกิตติรัตน์ที่อยากจะฝากไว้ก็คือว่า ในเมื่อวิกฤต เศรษฐกิจได้เกิดขึ้นแล้วบทเรียนต่างๆ
หรือข้อสังเกตรายละเอียดต่างๆ น่าจะเก็บไว้เป็นข้อเตือนใจผู้ประกอบการทางธุรกิจทุกคนไม่ใช่
แต่เพียง SMEs แต่ในขณะเดียว กัน็มีผู้ประกอบธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยเหมือนกันเช่น
ผู้ประกอบการส่งออกเมื่อการลอย ตัวค่าเงิน 1 เหรียญกลายเป็น 40 หรือ 50
บาทนักธุรกิจกลุ่มนั้นก็ได้ ประโยชน์เหมือนกัน