|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ พฤษภาคม 2531
|
 |
อาสา สารสิน กลายเป็นนักบริหารที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปัจจุบัน สืบเนื่องจากความบังเอิญของอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูต ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี. ผู้นี้ซึ่งเข้าควบตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทผาแดงอินดัสทรี จำกัด กรรมการธนาคารกรุงเทพ และรองประธานกรรมการ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด
อาสาเข้าไปใหญ่ในองค์กรเหล่านี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันจนกลายเป็นสิ่งที่น่าเคลือบแคลงและน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง!?
ไม่มีใคถกเถียงว่าคนที่มากด้วยประสบการณ์อย่างเขานั้น มีความเหมาะสมทั้งปวงที่จะมาบริหารงานผาแดง แต่ที่ต้องพูดถึงคือว่าผาแดง ซึ่งเป็นกิจการถลุงแร่สังกะสีรายเดียวของประเทศที่ถือหุ้นร่วมกันของประเทศที่ถือหุ้นร่วมกันของรัฐบาลและภาคเอกชนนั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปเสียแล้ว
ถ้าอาสานั่งที่ผาแดงโดดเดี่ยวคงไม่ยุ่งยากกระไร? แต่นี่เขายังพ่วงตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ภาคเอกชนในผาแดงอีกด้วย ความเกี่ยวพันกันดังกล่าวมีใครบ้างที่จเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า หากวันหนึ่งที่ชาตรีและแบงก์กรุงเทพมุงหมายที่จะครอบครองกิจการผาแดงขึ้นมานั้น
ถามจริง ๆ เถอะว่าคนอย่างอาสา สารสิน จะอ้างเหตุผลอันใดที่จะมากลบลบล้างว่า ตนเองหาได้มีส่วนเกี่ยวข้อง???
อพิโธ่เรื่องอย่างนีใครเขาจะเชื่อง่าย ๆ ในเมื่อกรรมการธนาคารกรุงเทพที่อาสาควบอยู่ชั่วดีถี่ห่างอย่างไรมันก็ต้องมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้างหรอกน่า!!
ดังนั้นบทบาททางธุรกิจของอาสา สารสิน ที่พกพามาแต่ความบริสุทธิ์ไร้มลทินตลอดชีวิตการเป็นข้าราชการ จึงเป็นเรื่องที่เขาจักต้องกำหนดบทบาทให้สอดคล้องกับ "จริยธรรมทางธุรกิจ" โดยไม่มีสิทธิบิดเบี้ยวแม้แต่น้อย "เคนเนดี้ของเมืองไทย" ได้ตกอยู่ในภาวะล่อแหลม ที่รอการท้าทายจากทายาทคนหนึ่งเฉกเช่น อาสา สารสิน แล้วในวันนี้
ร่ายยาวเรื่องราวของอาสา สารสิน มาไม่น้อย หลายท่านอาจนึกงงงวยว่าแล้วอาสาเข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับอดีตดาราสาวแสนสวยนามเพ็ญพักตร์ ศิริกุลได้อย่างไร???
เพ็ญพักตร์ ศิริกุล - กระต่ายน้อยจากเชียงใหม่ ด้วยใบรับประกันความงามเป็นนางงามเชียงใหม่ เด็กสาวที่ยังอ่อนเยาว์ต่อโลกอย่างเธอพกพาเอาเรือนร่างอันอวบอิ่มพริ้มเพราไปทุกส่วนเดินทางสู่กรุงเทพฯ และเข้าสู่โลกเซลลูลอยด์ที่เด็กสาวบ้านนอกทั้งหลายทวิลหาในเวลาอันรวดเร็ว
เพียงแค่ภาพยนตร์เรื่องแรก "ดอกโสนบานเช้า" ของเธอปรากฏต่อสายตาผู้ชม ความงดงามเร่าร้อนที่เปล่งปลั่งไปเสียทุกซอกทุกมุมทำให้ชื่อของเพ็ญพักตร์ หรือ "ต่าย" กลายเป็น "SEX SYMBOL" ที่สามารถเชือดเฉือนอารมณ์ชายทั้งประเทศให้หลงใหลกระเจิดกระเจิงได้อย่าไม่ยากเย็น
เรียกได้ว่าถ้าเป็นคุณผู้ชายครบเครื่องไม่เหมือนคนคอเอียงเสียงดีบางคนแล้วนั้น เชื่อเหลือเกินว่า หากได้ใกล้ชิดกับแม่ดอกโสนที่บานได้ทุกเวลาอย่างเธอนั้น ความรู้สึกและหัวใจของคุณย่อมไม่ผิดอะไรไปกับ "หมาที่อยากมีเจ้าของ"
นักธุรกิจ-นักบริหาร-มหาเศรษฐี-และใครหลาย ๆ คนที่ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในวงสังคมต่างก็ปราถนาที่จะถูกร้อยรัดในบ่วงสวาทของเธอด้วยกันทั้งสิ้น
แม้ว่าจะมีความงามและเสน่ห์อันยั่วยวนชวนใจมากเพียงไร แต่ดูเหมือนว่าชีวิตของเธอค่อนข้างจะโชคร้ายเอามาก ๆ ในเรื่องของความรัก นับแต่ครั้งแรกที่ยอมอยู่กินฉันท์สามี-ภรรยากับอดีตนักร้องหนุ่มรูปหล่อสามารถบริบูรณ์เวช จนมีพยานรักด้วยกันนั้น ความราบรื่น ความสุขสมสนองรับใช้เะอไม่นานนักก็ติดปีกโบยบินจากไป
เธอตกเป็นข่าว คาวโลกีย์อีกครั้งเมื่อหันมาเป็นนางแบบประจำให้กับช่างภาพหนุ่มรูปหล่อนักเรียนนอกจากอังกฤษ "ธีรพงษ์ เหลียวรักวงศ์" ซึ่งการทำงานร่วมกันของทั้งคู่ได้พัฒนาสถานะขึ้นมาเป็นคู่ควง จนท้ายที่สุดลงเอยด้วยความกล้าที่จะบอกให้หลายคนรู้ว่า "เธอและเขาเป็นผัวเมียกัน" ช่วงชีวิตคู่ของเธอกับธีรพงศ์ไม่น่าจะมีอะไรสะดุดติดขัด เพราะฝ่ายชายก็ดูท่าทีสนับสนุนเด็กสาวที่ไม่มีความรู้ติดตัวมากนักอย่างเธอให้กลายเป็น "ช่างภาพนู๊ดหญิงคู่แรกของเมืองไทย" ซึ่งผลงานหลายชุดของสามีเธอมีส่วนช่วยเหลืออยู่ไม่น้อย
แต่แล้วหนทางของทั้งคู่ก็จบลงด้วยการเดินคนละเส้นทาง!!!
"ไม่มีอะไรนะ วัหนึ่งเมื่อเรารู้ว่าทัศนะของเราไปด้วยกันไม่ได้ก็แยกกันเสียดีกว่าที่จะปล่อยให้อะไรมันเลวร้ายมากไปกว่านี้ แต่ต่ายกับบี๋ (ธีระพงศ์) เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน" ต่ายเคยบอกกับ "ผู้จัดการ" ในวันหนึ่งที่เธอสามารถมีชีวิตอย่างเสรีภาพในอพาร์ทเมนท์ที่พักย่านสุขุมวิท
"ผู้จัดการ" เองพบว่า เนื้อแท้ความเป็นหญิงที่ถูกตีความหมายว่า เป็นคนกร้านโลกอย่างเธอนั้นคือ ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูง ไม่แคร์ต่อสายตาและความรู้สึกที่ใครบางคนอาจดูหมิ่นดูแคลน เธอบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในตนเองมากกว่า หากคิดจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้
"คอยดูนะวันหนึ่งต่ายจะเป็นช่างภาพที่ดีที่สุดให้ได้" เธอกล่าวสั้น ๆ กับ "ผู้จัดการ"
เพ็ญพักตร์ใช้ชีวิตโสดสนุกสนานไปตามสถานเริงรมย์ต่าง ๆ อยู่นานแล้วจู่ ๆ ก็มีข่าวว่า เธอตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานกับเด็กหนุ่มหน้ามลคนหนึ่งที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษาปี 2 อยู่เลย การแต่งงานที่จัดตามพิธีทางศาสนาคริสต์ของเธอกับเด็กหนุ่มคนนั้นกลายเป็นคำถามที่ว่า
"เขาและเธอจะอยู่กันได้นานแค่ไหน"
แล้วทุกอย่างก็เข้าดีหรอบเดิม เธอกับเด็กหนุ่มหน้ามลคนนั้นก็แยกทางกันอีก!!!
คราวนี้เธอหายตัวไปไม่เป็นข่าวเสียนาน กระทั่งจู่ ๆ มีข่าวออกมาว่า ขณะนี้เธอกำลังมีความสุขอย่างหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วกับหนุ่มหน้ารายหนึ่งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ทั้งเขาและเธอต่างมีความเข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง
มันก็น่าจะเป็นบทสรุปของชีวิตที่งดงาม!!!
แต่ทำไปทำมาพายุร้ายกลับจะโหมกระหน่ำเธออีกหนอันมีผลมาจากการที่หนุ่มหน้ารายนั้นเป็นลูกชายสุดรักของอดีตข้าราชการระดับสูง กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอดีตข้าราชการคนนี้ไม่ค่อยยินดีนักที่จะรู้ว่า "ลูกชายของเขากำลังมีรักกับผู้หญิงที่เต็มไปด้วยรอยอดีตอย่างเพ็ญพักตร์"
ว่าไปแล้วการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีความหวังในความรักกับเขาสักครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องที่เลวร้ายเกินไปนักหรือ
อดีตข้าราชการชั้นสูงคนนั้นเองเสียอีกที่ปวารณาตัวเองอยู่เนือง ๆ ว่า จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ก็แล้วในเมื่อผู้หญิงอย่างเพ็ญพักตร์นั้นก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งของโลก เธอสมควรที่จะได้รับสิทธินั้นบ้างเช่นกัน
โดยเฉพาะสิทธิที่จะมีรักหรือรักใครก็ได้เท่าที่หัวใจทั้งของเขาและเธอต้องการจะร้อยรักเข้ากันไว้
สงครามชั้นกำลังจะเป็นฆาตกรเลือดเย็นให้เธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจอีกหนล่ะหรือ!?
แหมเรื่องอย่างนี้คนที่เคยมีประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนเช่น อาสา สารสิน ไม่น่าที่จะต้องคิดให้หนักใจเลย หรือว่าสงครามธุรกิจที่ว่าหนักแสนหนักเพียงใด สำหรับตัวอาสาอาจเป็นเรื่องเบาแสนเบาเมื่อเทียบกับสงครามที่จะต้องช่วงชิงลูกชายกับอดีตดาราสาวอยางเพ็ญพักตร์
แต่ก็ดีเหมือนกันนอกจากจะพิสูจน์ความมีจริยธรรมทางธุรกิจของอาสาแล้วนั้น เหตุการณ์ควาสมรักที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ของลูกชายเขาก็เป็นเรื่องที่จะพิสูจน์ให้เห็นอีกเหมือนกันว่า "อาสาจะมีคุณธรรมทางชนชั้นมากน้อยเพียงไร" อีกด้วย??
|
|
 |
|
|