สถาบันการเงินไทยเร่งระดมทุนขยายกิจการ โดยแบงก์เฉพาะกิจเล็งระดมทุนสนองนโยบายรัฐบาลปีนี้รวมกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท ภายในกลางปีนี้ ขณะที่แบงก์พาณิชย์เตรียมขออนุมัติแล้วเกือบ 1.8 แสนล้านบาท หวังเสริมสร้างเงินกองทุนและขยายสินเชื่อ
แม้ว่าสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินยังคงมีส่วนเกินอยู่ไม่ต่ำกว่าประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่ในช่วงต้นปี 2548 ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งต่างทยอยระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของรัฐเอง ก็มีแผนที่จะระดมทุนด้วยการเสนอขายพันธบัตรด้วยเช่นกัน เพื่อนำเงินมาใช้ในการเพิ่มสัดส่วนเงินกองทุน และรองรับการขยายสินเชื่อที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น
โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาลหลายแห่ง คาดว่าจะมีการระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อและธุรกรรมของธนาคาร ในช่วงกลางปี 2548 นี้
ล่าสุดนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ออกมาระบุว่า ธนาคารออมสินมีแผนออกพันธบัตรระยะยาว อย่างน้อยอายุ 5 ปี จำนวน 20,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ แต่ได้มีการชะลอแผนออกไป เพื่อจะเปิดโอกาสให้ธนาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ออกก่อน เนื่องจากการมีซัปพลายพันธบัตรออกมาในช่วงเดียวกันจะเกิดปัญหาแย่งลูกค้ากันได้
ขณะที่ เอสเอ็มอีแบงก์มีแผนออกพันธบัตรจำนวน 5,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างเร่งสำรวจตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อระดมทุนจากแหล่งเงินที่เหมาะสมที่สุด หลังจากได้รับการปรับเครดิตพันธบัตรของธนาคารอยู่ในระดับเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ซึ่งส่งผลให้ธนาคารสามารถระดมทุนจากแหล่งเงินต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
ธอส. มีแผนออกพันธบัตรทั้งปีจำนวน 39,000 ล้านบาท โดยจะทยอยออกครั้งละ 4,000 ล้านบาท และที่ผ่านมาได้ทยอยออกพันธบัตรดังกล่าวออกมาบ้างแล้ว นอกจากนี้ ธอส. มีแผนระดมเงินฝาก เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง สำหรับรองรับการขยายตัวของสินเชื่อและการดำเนินธุรกิจของธนาคารด้วย ซึ่งล่าสุดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อีก 0.25% เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการฝากเงิน
นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ ธอส. จะออกพันธบัตรในงวดต่อไปอีก 1 งวด เพราะสินเชื่อของธนาคารขยายตัวค่อนข้างสูง ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของธนาคารหายไปและอาจทำให้การปล่อยสินเชื่อชะงักได้
"ในช่วง 9 วันแรกของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ถึง 4,200 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 400 ล้านบาท เทียบกับ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ปล่อยได้เพียงวันละ 2-3 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังไปได้ดีอยู่" นายขรรค์ กล่าว
สำหรับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะปิดปีบัญชีในวันที่ 31 มีนาคม 2548 นี้ ซึ่งหลังจากปิดบัญชีแล้วจะทำให้เห็นภาพรวมผลการดำเนินงานของธนาคาร ทั้งในส่วนของทรัพย์สิน เงินฝาก สินเชื่อ และสภาพคล่อง และแผนการระดมทุนของธนาคารในปีบัญชีต่อไปได้ โดยอาจระดมทุนเป็นเงินฝากจากประชาชนทั่วไป หรือการออกพันธบัตรออมทรัพย์ทวีสิน หรือการออกพันธบัตรระดมทุนในประเทศ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
ด้านธนาคารพาณิชย์นั้น ปรากฏว่ามีการขออนุมัติจากคณะกรรมการ เพื่อที่จะเสนอขายหุ้นกู้ไว้แล้วกว่า 179,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่เสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิถึง 8,000 ล้านบาท จากแผนเดิมจะเสนอขายเพียง 6,000 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวยังมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ผ่านสาขาธนาคารที่หมู่เกาะเคย์แมนอีก 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารครั้งที่ผ่านมาได้อนุมัติให้มีการแก้ไขให้ธนาคารสามารถหาเงินทุนเพื่อนำมาใช้ในกิจการของธนาคาร โดยให้ธนาคารหรือสาขาอื่นใดของธนาคารสามารถออกและเสนอขายหุ้นกู้ได้ทุกประเภทและรูปแบบ ภายในวงเงิน รวมไม่เกิน 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 120,000 ล้านบาท
ล่าสุด นายอภิศักดิ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกมาเปิดเผยว่า ในปีนี้ ธนาคารเตรียมจะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิภายในปีนี้วงเงินประมาณ 40,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเสนอขายได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 เนื่องจากเป็นช่วงที่เหมาะสม รวมทั้งยังสามารถบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
การขอออกหุ้นกู้ดังกล่าว ธนาคารขอวงเงินเผื่อไว้ก่อน เพื่อที่จะสะดวกต่อการบริหารความเสี่ยง โดยในเบื้องต้นเตรียมที่จะออกงวดแรกประมาณ 15,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี และ 10 ปี คาดว่าจะเป็นการออกสกุลเงินบาท ซึ่งจะต้องรอดูสถานการณ์ระยะหนึ่ง โดยการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ของเงินกองทุนขั้นที่ 2
ด้านบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ปิดการจองซื้อหุ้นกู้ไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเสนอขายหุ้นกู้จำนวน 3,500 ล้านบาท อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2551 อัตราดอกเบี้ย 4.4% เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
|