"ประชัย" ฟุ้งพันธมิตรและแบงก์ต่างชาติพร้อมสนับสนุนการเงิน รวมกับเงินสดที่ฝากในแบงก์กรุงเทพอีก 400 ล้านเหรียญ เพียงพอที่จะชำระหนี้ทีพีไอ 2,700 ล้านเหรียญภายในสิ้นปีนี้ เพียงแต่รอคำชี้ขาดจากศาลล้มละลายกลางในวันที่ 8 เม.ย.นี้ มั่นใจศาลตัดสินใน 2 ทาง คือให้ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อหุ้นเพิ่มทุนทีพีไอในราคา 5.50 บาท หรือให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทั้งหมด
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา ศาลล้มละลายกลาง ได้นัดพร้อมนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ในฐานะผู้บริหารลูกหนี้ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ตัวแทนกระทรวงการคลัง ตัวแทนผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯ และคณะกรรมการเจ้าหนี้ จะพิจารณาคำร้องของผู้บริหารลูกหนี้จำนวน 3 คำร้อง ซึ่งรวมคำร้องที่ยื่นขอชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 2700 ล้านเหรียญสหรัฐในฐานะผู้ค้ำประกัน โดยศาลฯกำหนดนัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 เม.ย.นี้
ทั้งนี้ ศาลฯได้ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนทีพีไอให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1.5 หุ้นใหม่เป็นสัดส่วนที่น้อยเกินไป เนื่องจากผู้ถือหุ้นบางรายซื้อหุ้นทีพีไอในราคาไอพีโอ ซึ่งกระทรวงการคลังควรทบทวนเรื่องนี้ รวมทั้ง การเสนอซื้อหุ้นทีพีไอของผู้บริหารลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ทั้งหมดของกลุ่มทีพีไอ หากนายประชัยมีเงินไปชำระหนี้ได้ก็ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ทันที
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)หรือทีพีไอ กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ตนในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ทีพีไอมีความมั่นใจในการจัดหาเงินมาชำระหนี้ทีพีไอทั้งหมด 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งได้มีการเจรจากับพันธมิตรและสถาบันการเงินต่างประเทศไว้แล้ว เพียงแต่สถาบันการเงินดังกล่าวต้องการความมั่นใจ
ดังนั้น จึงได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฯ ฉบับวันที่ 15 ก.พ. 2548 ระบุว่าในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ค้ำประกันลูกหนี้ จึงขอชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูฯจำนวน 2,700 ล้านเหรียญ โดยขอให้ศาลมีคำสั่ง เพื่อที่จะได้ไปดำเนินการ เพราะหากตนไปดำเนินการจัดหาเงินทุนมาก่อน แต่สุดท้ายไม่สามารถซื้อหุ้นหรือชำระคืนหนี้ได้ใครจะรับผิดชอบ
"เดิมเคยประเมินราคาหุ้นทีพีไอควรอยู่ที่ 9.50 บาท/หุ้น ถ้าหากคลังจะขายหุ้นให้ ปตท. ออมสินและกบข.ในราคาเพียงหุ้นละ 3 บาท ก็ควรให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นดังกล่าวก่อนตามธรรมเนียมนิยมในตลาดหุ้น เพราะถ้าจัดสรรหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิมเพียง 1หุ้นเดิมต่อ 1.5 หุ้นใหม่ เท่ากับให้กำไรผู้ถือหุ้นเดิมเพียง 12 บาท/หุ้นเท่านั้น ส่วนกำไรจำนวนมากจะไปอยู่ที่ปตท. กบข.และออมสินแทน"
ส่วนจะนำเงินไปกองไว้ที่ศาลฯเพื่อชำระหนี้นั้น นายประชัย กล่าวว่า ตนต้องการให้ขายหุ้นส่วนทุนและหุ้นเพิ่มทุนของทีพีไอให้ผู้ถือหุ้นเดิมในราคา 5.50 บาท/หุ้น ทำให้มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ประมาณ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับเงินสดที่ฝากไว้กับ ธนาคารกรุงเทพอีก 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อว่าเพียงพอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดได้ โดยจะชำระเงินก้อนแรกจำนวน 900 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน ต.ค. และที่เหลือ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐในปลายปี 2548 แต่ทั้งนี้คงขึ้นกับคำสั่งศาลฯ
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ศาลจะมีคำสั่งออกมาใน 2 แนวทาง คือ1. ให้หุ้นเดิม ณ วันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการมีสิทธิซื้อหุ้นส่วนทุนและหุ้นเพิ่มทุนใหม่ของทีพีไอ ในราคา 5.50 บาท หรือ 2. ให้ผู้ค้ำประกัน (นายประชัย)นำเงินมาชำระคืนหนี้ทั้งหมด 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หากศาลฯตัดสินใจแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ตนพร้อมที่จะดำเนินการได้ เพียงแต่แนวทางที่ 2 เปิดทางให้ชำระหนี้ทั้งหมดโดยไม่แคร์ผู้ถือหุ้นเดิม
"ขณะนี้แบงก์เขาพร้อมที่จะให้เงินเราอยู่แล้ว เพียงพอต่อขอความมั่นใจจากศาลฯ หลังจากนั้นก็จะทำดิว ดิลิเจนซ์ เชื่อว่าจะสามารถจัดหาเงินมาชำระหนี้ทั้งหมดได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ทำให้ภาระหนี้ทีพีไอลดลงด้วย ดังนั้นในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ถ้าศาลไม่ตัดสินในแนวทางนี้ก็เท่ากับฉีกกฎหมาย เพราะตามกฎหมายระบุว่า มีหนี้ต้องชำระหนี้ ถ้าชำระหนี้แล้วก็พ้นภาระการเป็นหนี้" นายประชัย กล่าว
ส่วนการเจรจานอกรอบกับกระทรวงการคลังเพื่อหาข้อยุตินั้น นายประชัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ทำหนังสือขอเจรจากับกระทรวงการคลังแล้ว แต่ไม่ได้ความสนใจ เพราะกระทรวงการคลังถือว่ามีอำนาจในฐานะผู้บริหารแผนฯทีพีไอ
"กระทรวงการคลังไม่มีหน้าที่ทำกำไรจากหุ้นทีพีไอ และไม่ควรคิดว่าทีพีไอเป็นเหยื่อโอชะ ซึ่งเราคงไม่ยอมแน่ ดังนั้นเมื่อเริ่มรัฐบาลใหม่ ก็อยากให้คลังคิดใหม่ ทำใหม่" นายประชัย กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานของทีพีไอในปีนี้ คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและภาษี (EBITDA) ประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี EBITDA เพียง 575 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากปีนี้ ราคาน้ำมันค่อนข้างผันผวน โดย 2เดือนแรกราคาอ่อนตัวลงมา แต่เดือนมี.ค.นี้ราคาได้ดีดขึ้นไปอีก โดยคาดว่าในปีนี้ราคาน้ำมัน เฉลี่ยจะอยู่ที่ 40 -45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากทีพีไอดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร เมื่อราคาน้ำมันดี บริษัทฯก็ได้กำไรจากน้ำมันมากชดเชยราคาเม็ดพลาสติกที่ต่ำ
ส่วนราคาเม็ดพลาสติกในปีนี้ ราคาได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบจากปลายปีที่แล้ว ซึ่งอ่อนตัวลงมา โดยราคาเม็ดพลาสติกHDPE อยู่ที่ 1,150-1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 800-900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาเอทิลีนอยู่ที่ 1,060 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ โพรพิลีน 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ส่วนการปรับขึ้นราคาดีเซลนั้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนด้านการขนส่งของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) โดยตัวเนื้อปูนซีเมนต์คงไม่ปรับขึ้นเกินเพดานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เนื่องจากบริษัทขายปูนส่งมอบราคาหน้าโรงงาน ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นค่าขนส่ง ปัจจุบันโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศ ได้เดินเครื่องจักรผลิตเต็มกำลังการผลิต 52 ล้านตันแล้ว โดยโรงปูนบางโรงที่เคยปิดไปเนื่องจากต้นทุนสูง ก็กลับมาเดินเครื่องจักรใหม่อีกครั้ง
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การทำดิวดิลิเจนท์ทีพีไอ จะเสร็จสิ้นในเดือนเมษายนนี้ โดยการดำเนินงานตกลงราคาจะเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งราคาซื้อขายจะต้องให้ ปตท.มีผลตอบแทนที่ดีพอสมควร ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีประโยชน์ในการเข้าซื้อ ขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นรายย่อยปัจจุบันจะได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะจะได้หุ้นเพิ่มทุน ทั้งนี้การที่มีพันธมิตรรายใหม่เข้ามาจะทำให้บริษัทเดินหน้าในการทำงานต่อไปได้
|