Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน15 มีนาคม 2548
ประชัยรอศาลชี้ขาด-พร้อมคืนหนี้2.7พันล.ดอลล์             
 


   
www resources

โฮมเพจ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (TPI) - ทีพีไอ

   
search resources

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย, บมจ.
ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
Chemicals and Plastics




"ประชัย" ฟุ้งพันธมิตรและแบงก์ต่างชาติพร้อมสนับสนุนการเงิน รวมกับเงินสดที่ฝากในแบงก์กรุงเทพอีก 400 ล้านเหรียญ เพียงพอที่จะชำระหนี้ทีพีไอ 2,700 ล้านเหรียญภายในสิ้นปีนี้ เพียงแต่รอคำชี้ขาดจากศาลล้มละลายกลางในวันที่ 8 เม.ย.นี้ มั่นใจศาลตัดสินใน 2 ทาง คือให้ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อหุ้นเพิ่มทุนทีพีไอในราคา 5.50 บาท หรือให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทั้งหมด

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา ศาลล้มละลายกลาง ได้นัดพร้อมนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ในฐานะผู้บริหารลูกหนี้ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ตัวแทนกระทรวงการคลัง ตัวแทนผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯ และคณะกรรมการเจ้าหนี้ จะพิจารณาคำร้องของผู้บริหารลูกหนี้จำนวน 3 คำร้อง ซึ่งรวมคำร้องที่ยื่นขอชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 2700 ล้านเหรียญสหรัฐในฐานะผู้ค้ำประกัน โดยศาลฯกำหนดนัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ศาลฯได้ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนทีพีไอให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1.5 หุ้นใหม่เป็นสัดส่วนที่น้อยเกินไป เนื่องจากผู้ถือหุ้นบางรายซื้อหุ้นทีพีไอในราคาไอพีโอ ซึ่งกระทรวงการคลังควรทบทวนเรื่องนี้ รวมทั้ง การเสนอซื้อหุ้นทีพีไอของผู้บริหารลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ทั้งหมดของกลุ่มทีพีไอ หากนายประชัยมีเงินไปชำระหนี้ได้ก็ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ทันที

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)หรือทีพีไอ กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ตนในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ทีพีไอมีความมั่นใจในการจัดหาเงินมาชำระหนี้ทีพีไอทั้งหมด 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งได้มีการเจรจากับพันธมิตรและสถาบันการเงินต่างประเทศไว้แล้ว เพียงแต่สถาบันการเงินดังกล่าวต้องการความมั่นใจ

ดังนั้น จึงได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฯ ฉบับวันที่ 15 ก.พ. 2548 ระบุว่าในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ค้ำประกันลูกหนี้ จึงขอชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูฯจำนวน 2,700 ล้านเหรียญ โดยขอให้ศาลมีคำสั่ง เพื่อที่จะได้ไปดำเนินการ เพราะหากตนไปดำเนินการจัดหาเงินทุนมาก่อน แต่สุดท้ายไม่สามารถซื้อหุ้นหรือชำระคืนหนี้ได้ใครจะรับผิดชอบ

"เดิมเคยประเมินราคาหุ้นทีพีไอควรอยู่ที่ 9.50 บาท/หุ้น ถ้าหากคลังจะขายหุ้นให้ ปตท. ออมสินและกบข.ในราคาเพียงหุ้นละ 3 บาท ก็ควรให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นดังกล่าวก่อนตามธรรมเนียมนิยมในตลาดหุ้น เพราะถ้าจัดสรรหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิมเพียง 1หุ้นเดิมต่อ 1.5 หุ้นใหม่ เท่ากับให้กำไรผู้ถือหุ้นเดิมเพียง 12 บาท/หุ้นเท่านั้น ส่วนกำไรจำนวนมากจะไปอยู่ที่ปตท. กบข.และออมสินแทน"

ส่วนจะนำเงินไปกองไว้ที่ศาลฯเพื่อชำระหนี้นั้น นายประชัย กล่าวว่า ตนต้องการให้ขายหุ้นส่วนทุนและหุ้นเพิ่มทุนของทีพีไอให้ผู้ถือหุ้นเดิมในราคา 5.50 บาท/หุ้น ทำให้มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ประมาณ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับเงินสดที่ฝากไว้กับ ธนาคารกรุงเทพอีก 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อว่าเพียงพอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดได้ โดยจะชำระเงินก้อนแรกจำนวน 900 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน ต.ค. และที่เหลือ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐในปลายปี 2548 แต่ทั้งนี้คงขึ้นกับคำสั่งศาลฯ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ศาลจะมีคำสั่งออกมาใน 2 แนวทาง คือ1. ให้หุ้นเดิม ณ วันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการมีสิทธิซื้อหุ้นส่วนทุนและหุ้นเพิ่มทุนใหม่ของทีพีไอ ในราคา 5.50 บาท หรือ 2. ให้ผู้ค้ำประกัน (นายประชัย)นำเงินมาชำระคืนหนี้ทั้งหมด 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หากศาลฯตัดสินใจแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ตนพร้อมที่จะดำเนินการได้ เพียงแต่แนวทางที่ 2 เปิดทางให้ชำระหนี้ทั้งหมดโดยไม่แคร์ผู้ถือหุ้นเดิม

"ขณะนี้แบงก์เขาพร้อมที่จะให้เงินเราอยู่แล้ว เพียงพอต่อขอความมั่นใจจากศาลฯ หลังจากนั้นก็จะทำดิว ดิลิเจนซ์ เชื่อว่าจะสามารถจัดหาเงินมาชำระหนี้ทั้งหมดได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ทำให้ภาระหนี้ทีพีไอลดลงด้วย ดังนั้นในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ถ้าศาลไม่ตัดสินในแนวทางนี้ก็เท่ากับฉีกกฎหมาย เพราะตามกฎหมายระบุว่า มีหนี้ต้องชำระหนี้ ถ้าชำระหนี้แล้วก็พ้นภาระการเป็นหนี้" นายประชัย กล่าว

ส่วนการเจรจานอกรอบกับกระทรวงการคลังเพื่อหาข้อยุตินั้น นายประชัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ทำหนังสือขอเจรจากับกระทรวงการคลังแล้ว แต่ไม่ได้ความสนใจ เพราะกระทรวงการคลังถือว่ามีอำนาจในฐานะผู้บริหารแผนฯทีพีไอ

"กระทรวงการคลังไม่มีหน้าที่ทำกำไรจากหุ้นทีพีไอ และไม่ควรคิดว่าทีพีไอเป็นเหยื่อโอชะ ซึ่งเราคงไม่ยอมแน่ ดังนั้นเมื่อเริ่มรัฐบาลใหม่ ก็อยากให้คลังคิดใหม่ ทำใหม่" นายประชัย กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานของทีพีไอในปีนี้ คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและภาษี (EBITDA) ประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี EBITDA เพียง 575 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากปีนี้ ราคาน้ำมันค่อนข้างผันผวน โดย 2เดือนแรกราคาอ่อนตัวลงมา แต่เดือนมี.ค.นี้ราคาได้ดีดขึ้นไปอีก โดยคาดว่าในปีนี้ราคาน้ำมัน เฉลี่ยจะอยู่ที่ 40 -45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากทีพีไอดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร เมื่อราคาน้ำมันดี บริษัทฯก็ได้กำไรจากน้ำมันมากชดเชยราคาเม็ดพลาสติกที่ต่ำ

ส่วนราคาเม็ดพลาสติกในปีนี้ ราคาได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบจากปลายปีที่แล้ว ซึ่งอ่อนตัวลงมา โดยราคาเม็ดพลาสติกHDPE อยู่ที่ 1,150-1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 800-900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาเอทิลีนอยู่ที่ 1,060 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ โพรพิลีน 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ส่วนการปรับขึ้นราคาดีเซลนั้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนด้านการขนส่งของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) โดยตัวเนื้อปูนซีเมนต์คงไม่ปรับขึ้นเกินเพดานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เนื่องจากบริษัทขายปูนส่งมอบราคาหน้าโรงงาน ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นค่าขนส่ง ปัจจุบันโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศ ได้เดินเครื่องจักรผลิตเต็มกำลังการผลิต 52 ล้านตันแล้ว โดยโรงปูนบางโรงที่เคยปิดไปเนื่องจากต้นทุนสูง ก็กลับมาเดินเครื่องจักรใหม่อีกครั้ง

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การทำดิวดิลิเจนท์ทีพีไอ จะเสร็จสิ้นในเดือนเมษายนนี้ โดยการดำเนินงานตกลงราคาจะเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งราคาซื้อขายจะต้องให้ ปตท.มีผลตอบแทนที่ดีพอสมควร ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีประโยชน์ในการเข้าซื้อ ขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นรายย่อยปัจจุบันจะได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะจะได้หุ้นเพิ่มทุน ทั้งนี้การที่มีพันธมิตรรายใหม่เข้ามาจะทำให้บริษัทเดินหน้าในการทำงานต่อไปได้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us