Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2541








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2541
เปิดคัมภีร์ค้าเงินลวงโลก เทคนิคซับซ้อนตุ๋นกับทุกระดับชั้น             
 





เศรษฐกิจฟุบ สังคมป่วน แก๊งต้มตุ๋นค้าเงินระบาดเกลื่อนเมือง อาศัยจังหวะคนฮิตเรื่องค่าเงินตราต่างประเทศกับคนตกงานเกื้อหนุน พบการลวงโลกตั้งแต่จัดตั้งบริษัทรับสมัครพนักงาน จนถึงการต้มตุ๋นลูกค้าอย่างเป็นระบบ กฎหมายเอื้อมไม่ถึง เอาผิดได้ก็โทษอ่อนจนไม่รู้สึก ตัวการใหญ่ลอยนวล ส่วนแพะเข้าตะราง แบงก์ชาติเข้มหวังผลักดันกฎหมายลงอาญาอย่างสาสม คาดว่าคงอีกไม่นานเกินรอ

การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ดูเหมือนกำลังเป็นเรื่องยอดฮิตของชนชั้นกลางยุคปัจจุบัน การพูดคุยเรื่องค่าเงินเสมือนหนึ่งการโอ้อวดถึงฐานะว่าวันนี้รวย โดยหารู้ไม่ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าตนเองจะหมดตัว เพราะถูกต้มตุ๋นซึ่งๆ หน้า คนเหล่านี้ไม่รู้เลยว่าการเซ็นมอบอำนาจให้ตัวแทนของบริษัทค้าเงินลวงโลกเหล่านั้น ซื้อขายแทนตนได้ในทุกๆ กรณีนั้นมันหมายความอย่างไร บางคนอาจจะเอะใจ แต่ด้วยอำนาจของความโลภมันปิดหู ปิดตาไว้สนิท จึงได้ตกเป็นเหยื่อ

นักการพนันทั้งหลายน่าจะรู้ดีว่าหากตนเดินเข้าไปในบ่อน แล้วยื่นเงินนับแสนบาทให้เจ้ามือช่วยเล่นให้ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ผลมันควรจะออกมาเช่นไร ไม่เคยมีนักเก็งกำไรค่าเงินของไทยคนไหนที่ไม่ขาดทุน นั่นคือคำตอบ เพราะบริษัทค้าเงินเหล่านี้เป็นแค่เพียงบริษัทต้มตุ๋นเท่านั้น ไม่มีการซื้อขายเงินจริง มีแต่เพียงตัวเลขบนจอคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงค่าเงินตราสกุลต่างๆ ที่ขึ้นลงในแต่ละวัน กับใบสเตทเมนต์ที่ส่งมาเพื่อแจ้งยอดจำนวนเงินคงเหลือของลูกค้าแต่ละรายเท่านั้น

เส้นทางค้าเงินของคนเคยรวย

"วิเชียร" ร่ำรวยมาจากการเปิดร้านโฟโต้ฟาสต์ ทำงานหามรุ่งหามค่ำมาตลอด 20 ปีจนมีฐานะดี เขาทยอยซื้อที่ดินและเล่นหุ้นเสี่ยงโชค ซึ่งประสบความสำเร็จเรื่อยมา จนระยะหลังๆ ที่ดินซึ่งเขาซื้อเก็งกำไรหลายแปลงขายไม่ออก หุ้นก็ตกรูดมหาราชจากที่ลงทุนไป 2 ล้านบาท ทุกวันนี้เหลือ 5 แสนบาท วิเชียรรู้สึกบอบช้ำมาก

กระทั่งวันหนึ่ง สุกิจ หลานชายของเขามาชักชวนให้ลงทุนค้าเงินตราต่างประเทศในลักษณะของการเก็งกำไร โดยอธิบายให้ฟังคร่าวๆ ว่าคล้ายๆ กับการเล่นหุ้นแต่กำไรมากกว่ากันเยอะ วิเชียรสนใจมาก แต่ก็ค้านว่าตนไม่เคยมีความรู้ในเรื่องเงินตราต่างประเทศมาก่อนจะเล่นได้อย่างไร "โอ๊ย นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย คุณอาลงทุนแล้วผมเล่นให้ กำไรเท่าไหร่คุณอาก็เอาไป เชื่อมือได้เลย ผมจบโทมาหมาดๆ" สุกิจกล่าวพร้อมกับอธิบายวิธีการเล่นว่า วิเชียรจะต้องเปิดบัญชีกับบริษัทโดยมีวงเงินขั้นต่ำ 2 แสนบาท วางเป็นเงินมัดจำ (มาร์จิน) เพื่อเป็นหลักประกันการซื้อขาย โดยจะทำการซื้อขายเก็งกำไรในเงิน 4 สกุลคือ ปอนด์อังกฤษ มาร์กเยอรมัน ฟรังก์สวิส และเยนญี่ปุ่น ตามวงเงินมัดจำขั้นต่ำดังกล่าว ซึ่งการซื้อขายนี้จะใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลาง ลูกค้าจะซื้อได้ครั้งละไม่เกิน 5 ยูนิต ซึ่งจำนวนเงินตราต่างประเทศ 1 ยูนิตจะไม่เท่ากัน สุกิจเล่าความเคลื่อนไหวของค่าเงินให้วิเชียรอย่างกระตือรือร้น เพราะนั่นคือช่องว่างในการทำธุรกิจจากธุรกิจนี้

ความที่เคยกำไรจากหุ้นจำนวนมากในอดีต ทำให้วิเชียรไม่รีรอที่จะหยิบเงิน 2 แสนบาท ให้หลานชายเอาไปดูแล เพียงไม่กี่วันต่อมา สุกิจก็มารายงานว่าเงินที่เขาลงทุนไปนั้นบัดนี้งอกเงยแล้ว 3 หมื่นบาท หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์เขาก็ได้รับสเตทเมนต์แสดงยอดกำไรเพิ่มขึ้นอีก 1 หมื่นบาท โอ้สวรรค์ ธุรกิจอะไรกำไรดีเช่นนี้ วิเชียรรำพึง เขาโทรฯ เรียกหลานชายให้มารับเงินไปลงทุนเพิ่มอีก 3 แสนบาท

หลังจากนั้นอีกเดือนเศษ วิเชียรเฝ้ารอฟังข่าวดีจากหลานชาย แต่แล้วสุกิจก็หน้าจ๋อยๆ มาบอกว่าตอนนี้คุณอาขาดทุนอยู่ 2 หมื่นบาท โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายลงทุนของบริษัทเก็งกำไรผิดพลาด

"ไม่เป็นไรหรอก ของอย่างนี้มีได้ก็มีเสียบ้าง นิดหน่อยเอง" วิเชียรไม่สนใจ เขามองว่ามันเป็นเรื่องปกติตามประสานักธุรกิจ

สุกิจเงียบหายไปอีกพักใหญ่ ขณะที่วิเชียรวุ่นวายอยู่กับการวิ่งเต้นขายที่ดินแปลงใหญ่ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง แต่แล้วสุกิจก็มาบอกว่า คุณอาต้องเอาเงินไปเพิ่มให้บริษัท เพราะตอนนี้ขาดทุนมากจนไม่พอที่จะเป็นเครดิตในการซื้อขายอีก พร้อมทั้งส่งสเตทเมนต์ให้ดู ตัวเลขติดลบชัดเจน มียอดบอกจำนวนเงินให้รู้ว่าเขาต้องใส่เงินเพิ่มเข้าไปประมาณ 6 หมื่นบาท วิเชียรต่อว่าหลานชายยกใหญ่ว่าทำไมไม่ดูแลเงินให้ดี เสียแรงอุตส่าห์ไว้ใจ เห็นว่าเพิ่งจบปริญญาโทมา แต่สุกิจแก้ตัวว่าช่วงหลังๆ มานี้เขาไม่ได้เป็นคนลงทุนเอง เพราะบริษัทตั้งฝ่ายลงทุนขึ้นมาใหม่โดยตรง และให้คนที่มีฝีมือทางด้านนี้จริงๆ มาดูแล ส่วนตัวเขานั้นทำหน้าที่หาลูกค้าอย่างเดียว

วิเชียรให้เงินไปพร้อมกำชับให้ไปบอกฝ่ายลงทุนของบริษัทว่าดูแลเงินให้ดีด้วย โดยที่เขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของบริษัทนี้ เพราะหลังจากที่ลงทุนไป 5 แสนบาท วิเชียรเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศจากสื่อต่างๆ มากขึ้น จนพอจะคาดการณ์อะไรได้บ้าง แต่เมื่อมาดูข้อมูลการซื้อขายในสเตทเมนต์ เขาพบว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ ฝ่ายลงทุนของบริษัทซึ่งสุกิจอ้างว่าจบปริญญาโทจากต่างประเทศนั้น ทำไมจึงลงทุนผิดพลาดได้มากขนาดนี้

หลังจากนั้นไม่นาน สุกิจโทรฯ มาบอกว่าต้องเพิ่มเงินเข้าไปอีก 4 หมื่นบาท และ 5 หมื่นบาทในสัปดาห์ต่อมาด้วยเหตุผลเดิม วิเชียรโมโหมาก เขาย้ำสุกิจไปหลายครั้งแล้วว่าให้ไปขอทางบริษัทว่าจะดูแลเงินส่วนนี้เอง และก่อนจะทำการซื้อขายให้โทรฯ มาปรึกษาก่อนทุกครั้ง แต่สุกิจก็บอกว่ามันเป็นระเบียบของบริษัท ก้าวก่ายงานกันไม่ได้

"งั้นไปเอาเงินที่เหลือคืนมาให้หมด อาไม่เล่นแล้ว" วิเชียรสุดทน วันต่อมา สุกิจโทรฯ มาบอกว่า "เงินที่เหลือติดอยู่ในตั๋ว ถ้าขายตอนนี้ก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย" แต่วิเชียรก็ยืนยันว่าให้ขายแล้วเอาเงินคืนมา เท่าไหร่ก็เอาเขาไม่ต้องการนำเงินไปลงทุนเพิ่มอีกแล้ว

"เขาบอกว่าเอาคืนไม่ได้ ถ้าไม่เอาเงินมาเพิ่มเขาต้องยึดเงินที่ติดอยู่ในตั๋วทั้งหมดประมาณ 2 แสนเศษ" เสียงหลานชายพูดมาตามสาย ทำเอาวิเชียรโมโหสุดขีด เขาลงทุนเดินทางไปถึงบริษัทเพื่อเจรจากับผู้จัดการแต่ก็ไม่เป็นผล เขาอ้างคำเดิมและให้เหตุผลว่าเป็นระเบียบของบริษัท วิเชียรยกสายโทรฯ แจ้งตำรวจทันทีที่กลับถึงบ้าน และนั่นเองทำให้เขาตาสว่าง เขาเรียกหลานชายมาสอบเครียด เค้นเอาความจริงว่าร่วมมือกับบริษัทต้มตุ๋นเหล่านี้หลอกญาติตัวเองหรืออย่างไร

ถูกตุ๋นทุกระดับชั้น

สุกิจมึนงงกับคำบอกเล่าของอามาก เขาก็สงสัยมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพราะลูกค้าทุกคนซึ่งมีตั้งแต่ญาติ เพื่อนสนิท ญาติของเพื่อน เพื่อนของเพื่อน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นคนรู้จักทั้งสิ้น ทุกคนเหล่านี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน เขาเองเคยถามกับฝ่ายลงทุนเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนที่ผิดพลาด แต่ฝ่ายลงทุนอ้างว่าลงทุนไปตามที่ฝ่ายวิเคราะห์ส่งข้อมูลมาให้ แต่เมื่อไปถามฝ่ายวิเคราะห์เพื่อดูประกอบกับคำสั่งซื้อขายมันกลับเป็นตรงกันข้าม ฝ่ายลงทุนก็อ้างว่า บางครั้งก็ต้องใช้ดุลยพินิจและประสบการณ์อันยาวนานของตนมาช่วยตัดสินใจด้วย

หลายคืนที่ผ่านมา สุกิจนอนฝันร้ายทุกคืน เขาเห็นแต่ใบหน้าญาติมิตรสหายลอยไปมาราวกับโกรธแค้นเขายิ่งนัก เงินที่แต่ละคนทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เก็บหอมรอมริบจนถึงวันนี้กลับต้องสูญหายไปเพราะเขาเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น เคยมีคนบอกเขาเหมือนกันว่าธุรกิจนี้ผิดกฎหมาย แต่เขาก็ไม่เชื่อ

"ผมเห็นใบจดทะเบียนบริษัทที่กระทรวงพาณิชย์ออกให้แล้วจะผิดกฎหมายได้อย่างไร" สุกิจให้เหตุผลแย้งตามประสาซื่อ ซึ่งก็ทำให้ฝ่ายนั้นเงียบไป

เขาไม่เคยรู้เลยว่า การจดทะเบียนบริษัทบังหน้า แล้วประกอบธุรกิจผิดกฎหมายนั้น มีอยู่ท่วมบ้านท่วมเมือง สุกิจยังเด็ก โลกยังแคบเกินกว่าที่จะรู้ถึงความหละหลวมเหล่านี้ เขาจำได้ว่าพนักงานรุ่นพี่เคยชี้ให้ดูว่าบริษัทสามารถประกอบธุรกิจอะไรได้บ้าง และแน่นอนในจำนวนนั้นมีการกล่าวถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย เขาจึงเชื่อสนิทใจ

แต่หลังจากที่รู้ว่าถูกหลอก สุกิจและวิเชียรได้ไปขอคัดสำเนาการจดทะเบียนบริษัท ของบริษัทที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วหลายแห่งตามรายชื่อที่แบงก์ชาติให้มา สุกิจเพิ่งประจักษ์วันนี้เองว่าวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจข้อหนึ่งนั้นเขียนไว้ว่า "ประกอบกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (เมื่อได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังแล้ว)" เขาได้ความรู้ใหม่ว่ามีแต่ธนาคาร และบริษัทอีกแห่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจนี้ นอกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทผิดกฎหมาย ซึ่งถ้าจะเอาผิดกันจริงๆ แล้ว พนักงานในบริษัทเหล่านี้ก็มีสิทธิถูกดำเนินคดีด้วย สุกิจเชื่อว่ารุ่นพี่หลายคนในบริษัทมีส่วนรู้เห็นกับการต้มตุ๋นดังกล่าว และเขามาทราบภายหลังว่า ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของบริษัทประเภทเดียวกันนี้แห่งหนึ่งเพิ่งถูกตัดสินจำคุก 6 เดือนและปรับอีกจำนวนหนึ่งเมื่อพบว่ามีส่วนรู้เห็นจริง เขาแอบภาวนาขอให้ทุกคนที่มีส่วนรู้เห็นเหล่านี้ได้รับผลกรรมในชาตินี้ด้วยเถิด

สำหรับสุกิจเองแม้จะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย เขาเองแทบจะมองหน้าใครไม่ติด โชคดีที่ทุกคนให้อภัย เขาจึงยังอยู่ในสังคม ในวงญาติและเพื่อนฝูงได้ ขณะที่เพื่อนเขาบางคนที่เคยทำงานที่เดียวกันถึงกับโดนประกาศตัดญาติ ตัดเพื่อนกันไปเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่เป็นความผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กคนหนึ่ง ประกอบกับความโลภจนหน้ามืดตามัวของตนเองแท้ๆ

สุกิจพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้และเผยแพร่ให้คนอื่นๆ ทราบเพื่อเป็นการไถ่บาป เขาพบข้อมูลสำคัญในสำเนาการจดทะเบียนบริษัทอีกเช่นว่า กรรมการผู้จัดการ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทนั้นเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 21 ปี อายุน้อยกว่าเขาเสียอีก! ทั้งยังมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ผู้ถือหุ้นที่เหลือส่วนใหญ่ก็อยู่ต่างจังหวัดทั้งสิ้น มีเพียง 2 คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ และหนึ่งในสองคนดังกล่าวเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ซึ่งไม่รู้เรื่องในอะไรทั้งสิ้น รู้แต่ว่าได้รับเงินมา 500 บาทแลกกับสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและลายมือชื่อ สุกิจคาดเดาได้เลยว่าคนอื่นๆ ก็คงไม่แตกต่างกันนัก

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ตำรวจไม่สามารถจับกุมตัวการใหญ่ได้ เนื่องจากหลักฐานไปไม่ถึง ดังนั้นหลังจากตำรวจเข้าจับกุมดำเนินคดีบริษัทเหล่านี้ได้ไม่นาน มันก็เปิดทำการใหม่ได้อีก เพียงชั่วไม่กี่เดือนถัดมา บริษัทที่เขาเคยทำงานอยู่ก็เช่นกัน หลังจากแจ้งเบาะแสให้แบงก์ชาติและตำรวจทราบ บริษัทนี้ก็ถูกตรวจค้นและสั่งปิด แต่หลังจากนั้นเพียงชั่วเดือนบริษัทก็เปิดดำเนินกิจการใหม่อีก ราวกับจะท้าทายกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) ว่าถ้าแน่จริงก็มาจับซิ ขณะที่ สศก. ก็ระดมกำลังกันไปทำคดีบีบีซีหมด ทุกวันนี้บริษัทต้มตุ๋นเหล่านี้จึงเกิดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง จนตำรวจกองปราบต้องมาช่วยจับกุมให้ ทั้งๆ ที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรง นับเป็นโชคดีของประชาชนที่ยังมีตำรวจกองปราบ

สุกิจเคยคุยกับทางแบงก์ชาติ และทราบว่าแบงก์ชาติกำลังพยายามหาวิธีจะเล่นงานให้ถึงตัวการใหญ่ และพยายามผลักดันกฎหมายให้มีโทษที่รุนแรงขึ้นพอที่จะหยุดยั้งธุรกิจต้มตุ๋นประเภทนี้ได้ ทุกวันนี้กฎหมายที่ใช้กันอยู่ก็ใช้กันมานานมาก ระดับการลงโทษมีเพียงจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเดิมทีนั้นศาลไม่เคยมีการลงโทษถึงขั้นจำคุกเลย จนกระทั้งระยะหลังมานี้เริ่มมีการสั่งจำคุกมากขึ้น แม้ว่าคนที่เดินเข้าคุกจะเป็นคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยากจนและบางคนแทบจะไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำ

เขาเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่ถูกหลอกทั้งหมด! แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ เพราะกฎหมายจัดการได้เฉพาะคนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเท่านั้น และคนเหล่านี้ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ในเมื่อตนเองยอมที่จะให้บริษัทเหล่านี้เอาชื่อ เอาหลักฐานต่างๆ ไปกระทำการที่เป็นภัยต่อสังคม

สุกิจเคยพบกับ "สายสมร" รุ่นพี่มาร์เก็ตติ้งของบริษัทคนหนึ่ง และได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ สายสมรยังคงมีความเชื่อผิดๆ ว่า บริษัทนี้เป็นบริษัทในเครือของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งและมีการซื้อขายเงินตราจริง แต่คนที่ขาดทุนกันมากเพราะบริษัทพยายามที่จะซื้อขายเงินให้บ่อยๆ เนื่องจากต้องการค่าคอมมิชชั่น

สุกิจต้องอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดว่า บริษัทเหล่านี้ไม่มีการซื้อขายเงินจริงเลย เนื่องจากแบงก์ชาติจะสามารถตรวจสอบการโอนเงินระหว่างประเทศได้หมด หรือไม่ว่าจะทำวิธีไหน ผ่านสถาบันใดก็ตรวจสอบได้ นอกจากการลักลอบขนเงินออกนอกประเทศเท่านั้น ซึ่งก็เสี่ยงมาก และเชื่อว่าบริษัทต้มตุ๋นเหล่านี้คงไม่ทำเพราะการหลอกกันกินแบบนี้ มันกำไรงามกว่าการทำธุรกิจค้าเงินเถื่อนอย่างที่เข้าใจกันเป็นไหนๆ เหมือนเจ้ามือพนันหลอกคนเล่นพนัน ง่าย กำไรดี และมีแต่คำว่ากำไร แต่ถ้าบริษัทเหล่านี้ค้าเงินตรากับบริษัทต่างประเทศจริง นั่นหมายความว่าบริษัทมีโอกาสผิดพลาดและขาดทุนได้เช่นกัน ในเมื่อลูกค้าวางใจเซ็นชื่อมอบอำนาจให้ซื้อขายได้ตามใจชอบอยู่แล้ว ทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยากอย่างนั้นด้วย สู้โกงกันอย่างนี้ดีกว่ากันเป็นไหนๆ

ที่สุกิจสะใจมากกว่าอะไรทั้งหลายก็คือ ผู้จัดการฝ่ายลงทุนคนหนึ่ง ซึ่งทำงานกับบริษัทมานานและเชื่อว่าจะมีส่วนรู้เห็นเป็นอย่างดี ผู้จัดการคนนี้ถูกบริษัทเบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้หลายเดือนรวมเป็นเงินกว่าแสนบาท ด้วยเหตุใดไม่ทราบ แต่ก็ทำเอาเกิดเป็นกรณีวิวาทกับเจ้าของธุรกิจต้มตุ๋นตัวจริงอย่างใหญ่โต ในเมื่อเขาโกงคนอื่นๆ ได้แล้ว ผู้จัดการคนนี้เป็นอะไรกับเขาหรือ เขาถึงจะไม่โกงคนโกง มันก็โกงอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

ครั้งที่ญาติพี่น้องของเขาถูกโกงนั้น วิเชียรเคยขู่ทางบริษัทว่าจะฟ้องร้องต่อศาล แต่ทางบริษัทอ้างว่า "คุณเซ็นสัญญากับมาร์เก็ตติ้ง คุณก็ฟ้องคนนั้น บริษัทไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเงินของคุณเลย" เขาปฏิเสธความรับผิดชอบพร้อมกับโยนความผิดอย่างหน้าด้านๆ แต่ก็นั่นแหละลองคนเราจะหลอกลวงคนอื่นได้มากมายขนาดนี้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเหมือนกับคนทั่วๆ ไปย่อมมีอยู่ในระดับติดลบ สุกิจพยายามคิดว่าการตกเป็นเครื่องมือของพวกไม่ใช่คน เหล่านี้ คงเป็นกรรมของเขาเองที่ไม่ระมัดระวังตัว บริษัทเหล่านี้ฉลาดที่จะยอมจ่ายเงินเดือนแพงๆ ให้คนที่จบปริญญาโทอย่างเขาเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และดึงคนใกล้ชิดเข้ามาจนต้องเสียเงินทองจำนวนมาก

ขั้นตอนล่อลวงนักศึกษาตกงาน

สุกิจจำได้ว่าเขาอ่านพบประกาศรับสมัครงานนี้ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นบริษัทข้ามชาติที่มองการณ์ไกล ต้องการรับสมัครฝ่ายประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ฝ่ายประสานงานการตลาด ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินข่าวต่างประเทศ ฝ่ายการเงินและการลงทุน พร้อมกับบอกคุณสมบัติคร่าวๆ เหมือนกับการรับสมัครงานทั่วไปเช่น วุฒิ ปวส. ปริญญาตรีขึ้นไป อายุไม่เกิน 35 ปี

ยิ่งในภาวะที่ไฟแนนซ์ถูกปิดจำนวนมาก คนในสาขาดังกล่าวตกงานกันเยอะ บริษัทบางแห่งจึงระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีประสบการณ์ด้านไฟแนนซ์มาก่อนจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ นอกจากนี้มักจะระบุวันเวลาที่รับสมัครเพียง 1-2 วันเท่านั้น เพราะจำเป็นต้องเคลื่อนไหวตัวเร็ว ก่อนแบงก์ชาติจะได้รับเบาะแส บริษัทบางแห่งเปิดรับสมัครพนักงานตามโรงแรม เพื่อให้สืบเสาะยากยิ่งขึ้น ระยะหลังๆ สุกิจพบว่าตามห้องน้ำในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ยังมีการประกาศรับสมัครงานในลักษณะดังกล่าว โดยไม่บอกแม้แต่ชื่อและที่อยู่ของบริษัท เพื่อหลอกล่อให้นักศึกษาจบใหม่รุ่นตกงานหลงกลโทรศัพท์เข้ามา

"ผมได้เงินเดือนสตาร์ทครั้งแรกถึง 25,000 บาท เนื่องจากจบปริญญาโท บริษัทมีการบอกเล่าให้ฟังว่าธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจข้ามชาติ มีการจดทะเบียนบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เนื่องจากเพิ่งจัดตั้งได้ไม่นาน จึงยังไม่เป็นระบบมากนัก" สุกิจเท้าความ เขาไม่รู้สึกสงสัยอะไรนัก เพราะคนที่รับเขาเข้าทำงานสามารถตอบข้อซักถามได้อย่างมีเหตุผล

หลังจากนั้นสุกิจได้รับการอบรมเกี่ยวกับธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีระบบอย่างไร และวิธีการซื้อขายทำได้อย่างไรบ้าง การติดต่อลูกค้า หาข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า วิธีการสร้างแรงจูงใจ ฯลฯ ซึ่งดูเป็นจริงเป็นจังราวกับธุรกิจนี้สามารถทำได้จริงๆ สุกิจแอบวางแผนในใจว่าเขาจะสามารถชักชวนใครได้บ้าง และแอบอมยิ้มกับค่าคอมมิชชั่นที่จะได้เพิ่มขึ้นอีก

เขาสนุกกับการชักชวนคนมาลงทุน ซึ่งก็ไม่ยากนักสำหรับคนในแวดวงชนชั้นกลางอย่างเขา แต่เมื่อเวลาผ่านมา เขาเริ่มสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจนี้เรื่อยๆ โดยเฉพาะพฤติกรรมการลงทุนที่ผิดพลาดตลอดเวลา จนกระทั่งอาของเขาเปิดโปงธุรกิจนี้ให้ฟัง พร้อมกับพาไปหารือกับทางแบงก์ชาติ

"ผมเห็นใจนะที่แบงก์ชาติไม่มีอำนาจจับกุมทั้งๆ ที่มีรายชื่อบริษัทเหล่านี้อยู่เต็มมือ พอจับกุมมาแล้วก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะกฎหมายของเรามันเก่าเหลือเกิน โทษแค่นี้ใครจะไปกลัว แถมตัวการใหญ่ก็ยังลอยนวลอยู่ได้ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าใครบ้าง" สุกิจระบาย

จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คงต้องหวังอาญาเถื่อน

บริษัทบางแห่งมีการแปลงสัญญาณข้อมูล อัตราการซื้อขายเงินตราในแต่ละช่วง โดยเครื่องแปลงนี้อยู่ในห้องลับซึ่งต้องเปิดตู้เอกสารแล้วเดินทะลุเข้าไป ไม่มีพนักงานคนไหนรู้เห็น นอกจากระดับตัวการจริงๆ จนกระทั่งถูกตรวจค้น

เล่ห์เหลี่ยมกลโกงเหล่านี้คงไม่มีใครตามทัน สุกิจเคยคุยกับ "อาคม" - เหยื่อรายหนึ่งซึ่งพบกันที่แบงก์ชาติ เหยื่อคนนี้เอะใจตั้งแต่ 6 เดือนแรกของการลงทุน แต่ด้วยความเสียดายเงินลงทุนไปครั้งแรก ทำให้เขายอมเอาเงินไปจ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อบริษัทแจ้งมา จนกระทั่งหมดไปหลายแสนบาท

"ถ้ายังไม่หมดตัว ป่านนี้ผมก็คงยังไม่เลิก ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าคิดอย่างไรถึงเป็นอย่างนั้น ผมก็ยอมรับนะว่าโง่เองที่ให้เงินเขาไปลงทุน ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เขาโทรฯ มาคุยชักชวนเราก็เห็นว่ากำไรดี ก็เชื่อเขา ถ้าไม่โลภมากก็คงไม่เป็นอย่างนี้" อาคมรำพึง เขาแค้นบริษัทเหล่านี้มาก เงินที่หามาจากน้ำพักน้ำแรงตั้งแต่หนุ่ม จนบัดนี้เขาแทบไม่มีอะไรเหลือ หมดตัวไปเกือบล้านบาท ถึงวันนี้เขาอายุ 39 ปีแล้ว เขามีเงินเหลือน้อยกว่าตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ด้วยซ้ำ

"ถ้าบริษัทนี้ไม่อยู่บนตึกสูง ผมจะไปปาระเบิดหรือไม่ก็เผามันเลย แต่นี้มันอยู่บนตึก ขืนไปทำอะไรก็หนีไม่ทัน แต่ถ้ารู้ว่าบ้านพวกตัวการใหญ่อยู่ที่ไหน ผมแก้แค้นแน่ มันทำให้ผมหมดตัว พวกนี้มันเถื่อนมาเราก็ต้องเถื่อนไปบ้าง" อาคมกล่าวอย่างมีอารมณ์เครียดและแค้นใจ เขาไม่เข้าใจว่าคนที่ประกอบอาชีพสุจริตเช่นเขา ทำไมต้องมาพบกับเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ เป็นบทเรียนที่ผ่านมาแล้วถึง 2 ปี แต่เขาก็ไม่สามารถละความแค้นได้ เขาเคยคุยกับเหยื่อคนอื่นๆ ซึ่งมีทั้งอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หมอ ทนายความ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว แม้กระทั่งตำรวจก็ยังถูกหลอก "ไม่มีใครไม่หมดตัวกับเรื่องนี้" เขากล่าวย้ำ "ผมถามมาแล้วทุกคน บางคนหมดไปหลายล้าน พวกที่มีมากก็หมดมาก"

อาคมเคยคิดว่าจะฟ้องร้องขอความเป็นธรรม แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ หลักฐานที่เขามีอยู่ไม่สามารถทำอะไรคนเหล่านี้ได้เลย เริ่มตั้งแต่การเซ็นชื่อมอบอำนาจในหนังสือสัญญา เขาเอาผิดได้เพียงแต่มาร์เก็ตติ้งที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเพิ่งเข้ามาทำงานได้เดือนเศษคนนั้น ในใบสเตทเมนต์ที่ได้รับก็ไม่เคยมีชื่อ นามสกุล หรือที่อยู่ของเขา มีแต่เพียงรหัสลูกค้าซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นใคร ตราประทับของบริษัทก็เป็นคนละชื่อกับบริษัทที่เขาทำการซื้อขายเงินตราด้วย ไม่มีทางผูกมัดบริษัทนี้ได้เลย สิ่งที่บริษัทติดต่อกับเขาก็มีแต่เพียงเอกสารเหล่านี้ ซึ่งให้ทนายความดู เขาก็ส่ายหัวกันทั้งนั้น

และที่เขาแค้นที่สุดก็คือ ทุกวันนี้บริษัทที่ต้มตุ๋นเขายังเปิดทำการท้าทายกฎหมายบ้านเมืองอยู่ได้ ทั้งๆ ที่เคยถูกปิดไปแล้วครั้งหนึ่ง หมายความว่าบริษัทเหล่านี้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือมีอิทธิพลเหนือกฎหมายหรืออย่างไร อาคมคิดเอาเองว่าถ้าตำรวจตรวจจับก่อกวนอยู่บ่อยๆ พวกนี้ก็ไม่สามารถอยู่ได้ แต่มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากบ่อนการพนันหรือซ่องโสเภณีที่มีอยู่เกลื่อนเมือง ก็เห็นกันอยู่ตำตาทั้งๆ ที่มันผิดกฎหมาย เขารู้สึกผิดหวังกับหลายๆ สิ่งจนไม่คิดจะพึ่งพาใครนอกจากการชำระความแค้นด้วยตัวเอง

"ใครๆ ก็ทักท้วงกับความคิดนี้ ทุกคนมองว่าไม่คุ้มที่จะทำ แต่ถ้าผมจะทำก็ต้องไม่มีใครจับได้" อาคมกล่าว เขาลืมไม่ลง!

ขณะที่ผู้ร่วมชะตากรรมรายอื่นมองว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" แล้วก็ก้มหน้าทำมาหากินอย่างสุจริตชนกันต่อไป พร้อมกับหวังไว้ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่งผลกรรมจะตามสนองคนฉ้อฉลเหล่านั้นเอง คนนับพันนับหมื่นรอที่จะเห็น รอที่จะสมน้ำหน้าให้สาแก่ใจ พลังที่คนจำนวนมากคิดมุ่งหวังเช่นเดียวกันนี้ ย่อมทำให้ครอบครัวของคนที่ก่อกรรมไม่มีวันประสบสุขได้

"ดิฉันทราบว่าตัวการใหญ่เป็นใคร เพราะเพื่อนคนที่เคยหลงผิดเข้าไปทำงานในนั้นบอก บ้านเขาอยู่ไม่ไกลจากบ้านดิฉันหรอก คนในซอยก็รู้กันดี บ้านนี้วันดีคืนดีก็โดนโจรปล้น วันก่อนก็รู้มาว่าลูกชายเขาถูกจับเพราะมั่วยาอีสร้างความเดือดร้อนมาตลอด ลูกสาวก็ไปคนละทิศละทางทะเลาะกันให้ชาวบ้านได้ยินบ่อยๆ ดิฉันเชื่อว่านั่นเป็นผลกรรมเห็นแค่นี้ก็พอใจแล้ว" วิภา กล่าว เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อที่เสียเงินไม่น้อยกว่าหลักล้าน เงินบริสุทธิ์ที่ได้จากการเย็บเสื้อโหลจนกระทั่งตั้งตัวได้เป็นโรงงานขนาดเล็ก

ทุกวันนี้สิ่งที่แบงก์ชาติพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นก็คือ การออกกฎหมายใหม่ที่ระวางโทษอย่างสาสมทั้งปรับทั้งจำ โดยพยายามที่จะเล่นงานให้ถึงตัวการใหญ่ พร้อมๆ กับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนได้รับรู้ถึงเรื่องเหล่านี้ ปัจจุบันการลวงโลกนี้เริ่มแพร่กระจายไปยังต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต เป็นต้น การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ สภาพเศรษฐกิจและสังคมกำลังเลวร้าย หากคนไทยช่วยเหลือกันแจ้งเบาะแสเหล่านี้เข้ามาที่แบงก์ชาติ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมหาศาล

(หมายเหตุ : โทรฯ แจ้งเบาะแสธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศผิดกฎหมายได้ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย บางขุนพรหม 2835151-2, 2820686)

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us