อะไรทำให้เราทำในสิ่งที่เราทำ
อะไรผลักดันให้เราเลือกในสิ่งที่เราเลือก ในหนังสือ Driven : How Human Nature
Shapes Our Choices ผู้แต่งทั้งสองซึ่งเป็นนักวิจัยจาก Harvard ได้รวบรวมหลักฐาน
ที่เชื่อถือได้หลายอย่าง ที่สามารถไขปริศนาความลึกลับเกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมของมนุษย์
ด้วยการอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ Lawrence และ Nohria 2 ผู้แต่งได้เชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับชีววิทยา
เพื่อแสดงให้เราเห็นว่า พฤติกรรมของสังคมมีผลต่อคนแต่ละคน การบริหาร ความเป็นผู้นำ
และองค์กรแต่ละองค์กรอย่างไร
Lawrence และ Nohria อธิบายว่า พฤติกรรมของคนเราเป็นผลมาจากการเลือกของจิตสำนึกในขณะที่เรารู้ตัว
แต่สิ่งที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกต่างๆ นั้นกลับเป็นแรงขับที่มาจากจิตใต้สำนึก
ซึ่งมีอยู่ 4 ตัวดังนี้
แรงขับที่ 1 : ความอยากได้
แรงขับจากจิตใต้สำนึกตัวแรกคือความอยากได้สิ่งของและประสบการณ์ ที่จะทำให้เรามีสถานภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับคนอื่น
แรงขับตัวนี้ เป็นแรงขับขั้นพื้นฐานที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ ผลการศึกษาข้าราชการอังกฤษ
2 ครั้งได้เผยให้เราเห็นอย่างชัดเจนถึงผลที่เกิดจากแรงขับตัวนี้ การศึกษาทั้ง
2 ครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาว่า สุขภาพของข้าราชการอังกฤษสัมพันธ์กับระดับสูงต่ำของตำแหน่งงานหรือไม่
ผลปรากฏว่า ยิ่งเป็นข้าราชการตำแหน่งสูง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่า
ไม่ว่าจะมีระดับอายุเท่าใด ผู้ประพันธ์ทั้งสองสรุปว่า ในโลกที่มีทรัพยากรอันจำกัดนี้
มนุษย์ที่สามารถได้ในสิ่งที่ตนต้องการมากกว่าคนอื่น มีโอกาสอยู่รอดสูงกว่า
แรงขับที่ 2 : ความอยากผูกพันกับคนอื่น
แรงขับจากจิตใต้สำนึกตัวที่สองเป็นความต้องการที่จะผูกพันกับคนอื่น โดยการมีความสัมพันธ์ที่ยืนยาว
และมีความห่วงใยและรับผิดชอบซึ่งกันและกัน
ความต้องการผูกพันกับคนอื่นมีอยู่ในตัวคนทุกคนและมีอยู่ในทุกองค์กร แรงขับตัวนี้มีผลต่อศีลธรรมของคนรวมไปถึงภารกิจและวัตถุประสงค์ขององค์กรด้วย
ความต้องการผูกพันกับคนอื่นเป็นสิ่งที่คนใช้พิจารณาว่าองค์กรนั้นๆ น่าไว้วางใจหรือไม่
การผิดสัญญาซึ่งมีผลทำลายความสัมพันธ์กับคนอื่น จึงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจจ้างงานหรือไล่ออก
คนเราจะรู้สึกผูกพันกับองค์กรและเต็มใจทุ่มเทเวลาและความพยายามให้แก่องค์กร
เหมือนที่ทุ่มเทให้กับเพื่อน มนุษย์รู้จักใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่
เป็นเครื่องมือช่วยในการสร้างความผูกพันกับคนอื่น โดยไม่ปล่อยให้ระยะทางที่ห่างไกลมาเป็นอุปสรรคในการสร้างความรู้สึกเป็นชุมชน
และความผูกพันกับองค์กร
แรงขับที่ 3 : ความต้องการเรียนรู้
แรงขับตัวที่สามที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเราคือ ความต้องการที่จะเรียนรู้และเข้าใจโลกภายนอกและเข้าใจตัวเราเอง
แรงขับซึ่งสนองความอยากรู้อยากเห็นของเรา สนองความอยากรู้ อยากเข้าใจ อยากเชื่อ
อยากเข้าถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ และอยากพัฒนาความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นตัวนี้
มีอยู่ในตัวเราทุกคน
แรงขับที่ 4 : ความต้องการปกป้องตนเอง
แรงขับตัวที่สี่คือความต้องการปกป้องตนเอง ปกป้องคนที่เรารัก ความเชื่อของเรา
และทรัพยากรที่เราเป็นเจ้าของ
ผู้ประพันธ์ได้หยิบยกบทเรียนทางประสาทวิทยามาประกอบการอธิบายถึงแรงขับตัวนี้ว่า
เป็นความต้องการที่จะปกป้องความรู้เกี่ยวกับโลกและตัวเราเองที่เราเคยได้เรียนรู้มา
แรงขับนี้จะทำงานทันที เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าโลกทัศน์ของเราหรือภาพลักษณ์ของตัวเรากำลังถูกคุกคาม
กลไกป้องกันตนเองจะปรากฏตัวออกมาในรูปของการพูดโต้แย้ง การเขียน การสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชน
และการปฏิเสธ ในขั้นรุนแรงที่สุด แรงขับตัวนี้อาจจะแสดงออกมาในรูปของความโกรธแค้น
ความรุนแรง กระทั่งถึงการก่อสงคราม ผู้แต่งทั้งสองย้ำว่า มนุษย์เราไม่มีแรงขับที่ทำให้เราแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว
ดังนั้น พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทั้งหลายของมนุษย์นั้น แท้จริงแล้ว เป็นเพียงการป้องกันตัวเองเท่านั้น
แรงขับกับองค์กร
หลังจากอธิบายถึงแรงขับทั้งสี่ในเชิงวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาแล้ว Driven ได้อธิบายถึงนิสัยของมนุษย์
โดยกล่าวถึงประเด็นวัฒนธรรม ทักษะ อารมณ์ และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับความหลากหลายในสังคมที่เราต่างเผชิญมาเหมือนๆ
กัน โดยอธิบายในบริบทขององค์กร และหากนำทฤษฎีเรื่องแรงขับจากจิตใต้สำนึกทั้งสี่มาปรับใช้กับองค์กรแล้ว
ก็จะสามารถทำนายพฤติกรรมของคนในองค์กรได้
ดังนั้น สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ท้าทายคนอ่านคือ ด้วยพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับแรงขับจากจิตใต้สำนึก
ทักษะ ความฉลาด และอารมณ์ของมนุษย์นี้ เราจะสามารถออกแบบองค์กร โดยคำนึงถึงแรงขับทั้งสี่ที่มีอยู่ในตัวสมาชิกองค์กรทุกคนได้หรือไม่
แล้วทำให้องค์กรมีบรรยากาศของการร่วมมือกันสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ ตลอดจนผลิตและขายสินค้าและบริการที่มีคุณค่าต่อโลก