|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
MFC เดินสายโรดโชว์ "บาห์เรน" หวังดึงกลุ่มทุน "ตะวันออกกลาง" ร่วมลงทุนในโครงการรถไฟฟ้า และเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลที่จะมีขึ้นในช่วง 4-6 ปีข้างหน้า เผยรูปแบบการลงทุน มีทั้งการเข้ามาร่วมทุนการทำ "ซีเคียวริไทเซชัน" ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยแนะรัฐบาลส่งเสริมการออม หลังรัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงการสาธารณูปโภคเฉลี่ยกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) "MFC" และกรรมการคณะทำงานระดมทุนโครงการรถไฟฟ้า เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 5-9 ก.พ.ที่ผ่านมา บลจ.เอ็มเอฟซีในฐานะผู้บริหารกองทุนเปิด เอ็มเอฟซี อิสลามิก ฟันด์ (MFC Islamic Fund หรือ MIF) จะเดินทางไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนที่ประเทศบาห์เรน ได้รับทราบเกี่ยวกับการดำเนินงานของกองทุน และชักชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนผ่านกองทุน MIF
ทั้งนี้ กองทุน MIF เป็นกองทุนเปิด โดยมีมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มี 343.51 ล้านบาท มูลค่าหน่วยลงทุน 10.1984 บาท ราคาขาย 10.1985 บาท
กองทุน FIF จัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการเงิน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, กองทุนประกันสังคม และธนาคารทหารไทย จำกัด เพื่อลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนา และอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการศาสนา (Shariah Committee) โดยเปิดขายหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547
"การเดินทางไปบาห์เรนครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการชักชวนนักลงทุน ในตะวันออกกลางเข้ามาลงทุนในกองทุนอิสลามิกฟันด์ และรวมถึงลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของรัฐบาล ที่จำเป็นต้องมีเงินตราต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุนผ่านการร่วมลงทุน หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (ซีเคียวริไทเซชัน)" นายพิชิตกล่าว
นายพิชิตกล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนของภาครัฐในช่วง 4-6 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าสูง ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องระดมเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง ระบบการจัดการน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ในช่วงก่อนหน้าคณะทำงานระดมทุนโครงการรถไฟฟ้าวงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งมีนายพรชัย นุชสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงาน ได้มีการจัดประชุมร่วมกับสภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าในประเทศกลุ่มอาหรับ 57 ประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกลุ่มนักลงทุนอาหรับมีความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุน
"การไปโรดโชว์ครั้งนี้ นักลงทุนจะเห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน"
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้คณะทำงานระดมทุนโครงการรถไฟฟ้าวงเงิน 5 แสนล้านบาท ได้สรุปผลการศึกษาแนวทางการระดมทุนในเบื้องต้น ประกอบการทำซีเคียวริไทเซชัน การหารายได้จากการพัฒนาพื้นที่บริเวณโครงการการหาผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศ
โดยคาดว่า หลังจากการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว จะมีการเสนอแนวทางระดมทุนให้รัฐบาลพิจารณา โดยจะเสนอให้มีการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ) จัดตั้งองค์การขึ้นมาระดมทุนโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งจะอยู่ในรูปขององค์การมหาชน แต่รัฐบาลจะไม่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งสาเหตุที่ต้องออกเป็น พ.ร.ฎ. เนื่องจากการตั้งองค์การดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการออก พ.ร.ฎ.ไปแล้วระยะหนึ่งจะมีการเสนอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อทำให้องค์การเป็นองค์การที่มีหน้าที่ระดมทุนอย่างถาวร
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า การลงทุนของภาคเอกชนไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตเป็นผลจากการปรับเพิ่มของอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ภาครัฐก็มีแผนการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) โดยมูลค่า การลงทุนเฉลี่ยของโครงการต่างๆ ดังกล่าวระหว่าง ปี 2548-2551 อาจจะสูงถึงปีละ 377,000 ล้านบาท โดยปี 2548 คาดว่าการลงทุนจะยังคงเป็นแรงหนุนหลักให้เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการส่งออกและการบริโภคจะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งหากการขยายตัวของการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเป็นไปอย่างที่คาด จะมีผลให้สัดส่วนของการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อาจจะเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับ 28.3% ในปี 2548 และอาจขึ้นแตะระดับ 30.4% ต่อจีดีพีในปี 2549 ในขณะที่สัดส่วนการออมต่อจีดีพีค่อนข้างจะทรงตัวใกล้เคียงระดับ 31% ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าในอนาคตการออมคงจะลดลงมาต่ำกว่าการลงทุน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้ความเห็นว่า แนวทางการแก้ปัญหาการลดลงของช่องว่างการออมและการลงทุน ได้แก่ การสนับสนุนให้มีการออมมากขึ้นทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของไทยในปีนี้ น่าที่จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการออมเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ย เงินฝากธนาคารในประเทศประเภทเงินฝากประจำตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปสำหรับผู้มีเงินได้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี ในจำนวนรวมกันไม่เกิน 30,000 บาทตลอดปีภาษี
ตลอดจนแนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนเงินออมกลางคาดว่าจะช่วยเพิ่มการออมของระบบเศรษฐกิจให้สามารถรองรับการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวในระยะข้างหน้าได้ แต่การเพิ่มอัตราการออมของระบบเศรษฐกิจไทยยังเป็นปัญหาเร่งด่วนในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ที่ต้องเร่งจัดการ เพราะหากปล่อยไว้เนิ่นนานแล้วก็อาจจะสะสมจนกลายเป็นปัญหาเสถียรภาพอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตได้
|
|
 |
|
|