"ยูนิลีเวอร์" ยอม รับยอดขายพลาดเป้าเติบโตเพียง 9% มูลค่า 25,000
ล้านบาท จากเป้าหมายที่วางไว้ต้องเติบโตอย่างน้อย 2 หลัก หนีไม่พ้นภาวะวิกฤต
ทางเศรษฐกิจ
เผยแผนลงทุนเตรียมลงทุนในศูนย์ดูแลผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับเส้นผมในไตรมาสสามปีนี้
และจะเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่ง ใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้
ในเดือน พ.ค.นี้
แจงนโยบายดำเนินงานเน้นทำตลาดสินค้าแบรนด์หลัก 15 แบรนด์ พร้อมทั้งยกเลิกผลิตและลดบทบาท
สินค้าที่มียอดขายไม่ดี นายเธโอ คุนเดอร์ส ประธาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย
โฮลดิ้งส์ จำกัด
ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ตรา ซันซิล, ใกล้ชิด, บรีส, พอนด์
เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก ในช่วงที่ผ่านมาต่อเนื่องปัจจุบันนี้
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงการสินค้าอุปโภคบริโภค
เพราะทำให้ผู้บริโภคขาดความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจว่าจะไปในทิศทางใด ส่งผลให้ชะลอการใช้จ่ายในการเลือกซื้อสินค้า
ซึ่งในส่วนนี้ส่งผลกระทบ โดยตรงต่อวงการสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงยูนิลีเวอร์ด้วย
โดยยอดขายของบริษัทในปีที่ผ่านมา ปิดยอดขายอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท เป็นยอดขายในประเทศ
87-88% หรือ 23,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นยอดส่งออก 12-13% ยอดขายที่ทำได้นั้นมีอัตราเติบโต
9%
หากเทียบกับยอดขายในปี 2543 ทั้งนี้ อัตราเติบโตดังกล่าวเป็นอัตราที่ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่า
จะมียอดขายเติบโต ขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก แต่อย่างไรก็ตาม
อัตราเติบโตดังกล่าวยังถือว่าเป็นอัตราเติบโตที่น่าพอใจ สำหรับเป้าหมาย
ยอดขายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตขึ้น 7-9% หากเทียบกับยอดขายในปีที่ผ่านมา
ที่มียอด ขายรวม 25,000 ล้านบาท "ในช่วง 6
เดือนแรก ยอดขายรวมของบริษัทมีอัตราเติบโตขึ้นเป็นเลขสองหลัก แต่ในช่วง
6 เดือนหลัง ยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และเหตุการณ์ก่อการร้ายในอเมริกา
เมื่อวันที่ 11
กันยายนปีก่อน ประกอบกับราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย
ซึ่งกระทบต่อยอดขายของยูนิลีเวอร์โดยตรง" การตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตขึ้นในปีนี้
แม้ว่าจะเป็นเพียงการรักษาอัตราการเติบโตให้เท่ากับปีก่อน แต่นายคุนเดอร์ส
ก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องทำงานอย่างหนัก เพราะในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้รวมถึงภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
การเพิ่มยอดขายไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่าย นัก แต่บริษัทก็ต้องวางเป้าหมายยอดขายเติบโต
ขึ้น เพราะนโยบายของยูนิลีเวอร์จะต้องพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจะต้องสร้างยอดขายให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย
5-
6% และควรมีผลกำไรในแต่ละสินค้าประมาณ 16% โดยยอดขายสินค้าในแบรนด์หลักๆ
15 แบรนด์ เช่น ซันซิล, พอนด์, บรีส, ซันไลต์ มียอดขายเติบโตขึ้น เฉลี่ยที่
5.3% และมีผลกำไร 13%
ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ประมาณการ ที่วางไว้ สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทนั้น
จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าที่เป็นแบรนด์หลัก 15 แบรนด์ จากจำนวนทั้งหมด
27-30 แบรนด์ ขณะเดียวกัน
ก็จะลดบทบาทสินค้าที่มีแนวโน้มการเติบโตในเกณฑ์ที่ไม่ดี ซึ่งที่ผ่านมาได้เลิกผลิตและลดกำลังการผลิตสินค้าไปแล้ว
4 ชนิด ได้แก่ ผงซักฟอกบรีส เอกเซล แท็บเลทส์, ยาสีฟันเปปโซเดนท์
,ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายอิมพัลส์ และยาสระผมทิมโมเท และให้ความสำคัญในการแบรนด์อื่น
ๆ เช่น ยาสีฟันก็ให้ความสำคัญกับใกล้ชิดแทนเปปโซเดนท์
เพราะผู้บริโภคให้การยอมรับในแบรนด์ใกล้ชิดมากกว่าเปปโซเดนท์ เป็นต้น ขณะเดียวกัน
ก็จะให้ความสำคัญในการทำตลาดสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญและมีความถนัด
เห็นได้จากที่ในช่วงที่ผ่านมาที่บริษัทแม่ได้ซื้อกิจการของกลุ่มเบสท์ฟู้ด
ที่มีความแข็งแกร่งในธุรกิจอาหาร ทำให้ยอดขายในกลุ่มอาหารของบริษัทมีอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดด
นอกจากการซื้อกิจการแล้วบริษัทแม่ยังได้ขายกิจการในส่วนของผลิตภัณฑ์ชำระล้างให้กับบริษัท
จอห์นสัน แว็ค เพราะเป็นกิจการที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะมีผลในเดือนพฤษภาคมปีนี้
โดยพนักงานในส่วนนี้
จำนวน 75 คน จะถูกโอนย้ายไปทำงานกับบริษัท จอห์นสันฯ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับที่ยูนิลีเวอร์มอบให้ด้วย
แผนการตลาดของบริษัทจะเน้นการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย นำเสนอนวัตกรรม
ใหม่
และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์
ไปแล้ว 4 แบรนด์ ได้แก่ 1. ซันซิล ใหม่ โดยใช้กลยุทธ์ด้าน "พันดารา"
เข้ามาช่วยผลักดันยอดขาย 2. พอนด์ สกินแคร์ 3.
ใกล้ชิด และ 4 สบู่ลักส์ และในเดือนพฤษภาคมนี้ จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมคือคลีนิคด้วย
ส่วนผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็จะพิจารณาปรับปรุงตามความเหมาะสม นายคุนเดอร์ส กล่าวถึงแผนการลงทุนของ
บริษัทว่า บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมในไทย
ใช้งบลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นศูนย์แห่งที่สองในโลกของยูนิลีเวอร์
ส่วนศูนย์แรกอยู่ที่อเมริกา
และจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาสสามปีนี้ ขณะเดียวกันในเดือนพฤษภาคม บริษัทก็จะเปิดให้บริการศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่
บนถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ 74 ไร่ เนื้อที่ใช้สอย 43,000
ตารางเมตร ใช้งบลงทุน 750 ล้านบาท ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ของยูนิลีเวอร์ หลังจากที่ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่เปิดบริการ
ศูนย์กระจายสินค้าแห่งเดิมคือศูนย์กระจายสินค้าที่ถนนศรีนครินทร์ ก็จะปิดให้บริการ
และจะให้บริการที่ศูนย์แห่งใหม่เพียงแห่งเดียว เพราะมีพื้นที่ในการสต็อกสินค้าได้เพียงพอ
ไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กระจายสินค้าหลาย แห่ง โดยในอดีตจะต้องสต็อกสินค้านาน
14 วัน และลดลงเหลือ 7 วัน แต่หลังจากนั้น จะสต็อกสินค้าเพียง 4-5 วัน