Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน18 มกราคม 2548
แบ่งเค้กTPIลงตัวปตท.ผงาด"ประชัย"ชี้เสียหายหลายแสน             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
โฮมเพจ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (TPI) - ทีพีไอ
โฮมเพจ ธนาคารออมสิน
โฮมเพจ ทีพีไอโพลีน
โฮมเพจ กระทรวงการคลัง

   
search resources

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย, บมจ.
ปตท., บมจ.
ทีพีไอ โพลีน, บมจ.
ธนาคารออมสิน
กระทรวงการคลัง
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ - กบข
ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
Energy




คลังจับ ปตท.- กบข.-ออมสิน เซ็น MOU ร่วมลงทุนทีพีไอแล้ว วางสัดส่วนหุ้นเบื้องต้นให้ปตท.30% กลุ่มกบข. 20% คลังบวกพันธมิตรอื่น 10% ผู้ถือหุ้นเดิมรวม 25% และผู้ร่วมลงทุนอื่น เช่น เจ้าหนี้ 15% พร้อมขีดเส้นลงนามซื้อขาย 20 มิ.ย.48 นี้ ด้าน ปตท.ตั้งเป้าหมายผลตอบแทน 15% และตั้งเงื่อนไขต้องมีบทบาทในการบริหารทีพีไอและบริษัทย่อยได้ ขณะที่ "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์" ย้ำถ้าคลังเสนอขายหุ้นทีพีไอในราคาถูกจะทำให้ทีพีไอ เสียหายไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท และผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช่เจ้าหนี้จะเสียหาย 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อใหม่จะได้กำไรแบบไม่ต้องเหนื่อย 1.22 แสนล้านบาท

วานนี้ (17 ม.ค.) นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะทำงานจัดหาผู้ร่วมลงทุนและการจัดสรรส่วนทุนและการขายหุ้นเพิ่มทุน ของบริษัททีพีไอโพลีนจำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอพีแอล ตามแผนฟื้นฟูของบริษัท ปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)ประธานในการลงนามบันทึกความเข้าใจในการร่วมลงทุน ระหว่างกระทรวงการคลัง บริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) และธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หลังจากที่ทำการลงนามกันในครั้งนี้ จะดำเนินการตรวจสอบฐานะทางบัญชีได้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 และจะมีการกำหนดราคาซื้อขาย และจะดำเนินการลงนามในสัญญาซื้อขายต่อไป

ทั้งนี้ ได้กำหนดระยะเวลาในเบื้องต้นว่าจะสามารถได้ข้อสรุปเรื่องราคาที่เหมาะสม ภายในวันที่ 29 เมษายน 2548 วันที่ 30 พฤษภาคม 2548 จะลงนามสัญญาในเรื่องต่างๆ และในวันที่ 20 มิถุนายน 2548 จะลงนามในสัญญาการซื้อขายได้

สำหรับสัดส่วนการร่วมลงทุนในเบื้องต้นจะมี ปตท.เป็นผู้ร่วมลงทุนหลัก เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ โดยจะได้รับพิจารณาจัดสรรหุ้นประมาณ 30% ของทุนของบริษัทภายหลังการเพิ่มทุน กบข. กองทุนรวมวายุภักษ์ 1 และกองทุนอื่นๆ รวมกันประมาณ 20% กระทรวงการคลัง และพันธมิตรอื่นๆ รวมถึงธนาคารออมสินประมาณ 10% ผู้ถือหุ้นเดิม 15% และผู้ถือหุ้นอื่นๆ เช่น เจ้าหนี้ 15% โดยกระทรวงการคลังจะจัดสรรตามที่เห็นสมควรต่อไป

"หุ้นที่กระทรวงการคลังจัดสรรในครั้งนี้ มี 90% ของหุ้นทั้งหมด ส่วนอีก 10% นั้นเป็นของผู้ถือหุ้นเดิม โดยในส่วน 90% นั้น ได้แบ่งให้กับผู้ถือหุ้นเดิม 15% ซึ่งหากรวมกับ 10% ที่มีอยู่ก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมมีหุ้นรวมกันทั้งหมดประมาณ 25% ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอต่อการจัดสรรให้อย่างเป็นธรรม ซึ่งนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ จะได้สิทธิ์ในส่วนนี้ ส่วนจะเท่าใดนั้นเบื้องต้นคิดว่าน่าจะเป็นไปตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิม" นายศุภรัตน์ กล่าว

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างดีที่สุดเพื่อความเป็นธรรมมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้คิดว่าอนาคตของทีพีไอจะต้องดีมาก โดยสัดส่วนการถือหุ้นนั้นโดยประมาณ พันธมิตรร่วมกับกระทรวงการคลังจะมีหุ้นไม่ต่ำกว่า 60% ส่วนอีก 30% ที่เหลือนั้น ประมาณ 15% จะให้ผู้ถือหุ้นเดิม ส่วนอีก 15% ที่เหลือคาดว่าจะให้กับเจ้าหนี้ ส่วนในการดำเนินการทั้งหมดนั้น ตนอยากที่จะให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ซึ่งอยากให้จบภายในกลางปี 2548 หรือเร็วกว่านั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับระยะเวลาในการลงนามซื้อขายในเดือนมิถุนายนนี้

ด้านพล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของทีพีไอ กล่าวว่า ผลประกอบการของทีพีไอนั้น ในส่วนของกำไรก่อนหักภาษีดอกเบี้ย และค่าเสื่อม(EBITDA) ณ สิ้นปี 2547 อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งผลประกอบการ เริ่มต้นจะอยู่ที่ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อเดือน เท่านั้น โดยจะเห็นได้ชัดว่าผลประกอบการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากแผนที่ได้รับความเห็นชอบจากศาลล้มละลายกลางทีพีไอมีหนี้ประมาณ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำการชำระหนี้ประมาณ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะทำการยืดหนี้เป็นระยะเวลา 10 ปี และเจ้าหนี้จะทำการตัดหนี้ให้ประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการแปลงหนี้เป็นทุน ด้วยการกระจายหุ้นของทีพีไอพีแอล

นายศิริ จิรพงษ์พันธ์ คณะทำงานของผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการฯ กล่าวว่า ก่อนวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 จะต้องทำการชำระเงินในการซื้อขายหุ้นทีพีไอ ซึ่งคาดว่าบริษัททีพีไอจะออกจากแผนฟื้นฟูตั้งแต่ปลายมิถุนายน-ต้นเดือนพฤศจิกายน 2548 สำหรับสัดส่วนในการถือหุ้นจะยังคงรักษาสัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิมให้อยู่ที่ 25% โดยจากเดิมถืออยู่ 2,000 ล้านหุ้น เป็น 5,000 ล้านหุ้น ซึ่งในส่วนของเจ้าหนี้จะเพิ่มเป็น 15,000 ล้านหุ้น ทั้งนี้สัดส่วนที่เพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นเดิมนั้น จะคิดเป็น 1 หุ้นเดิมเป็น 1.5 หุ้น

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เพื่อให้ ปตท.สามารถเข้า ตรวจสอบสถานะและประเมินมูลค่าทรัพย์สินหนี้สิน (Due Diligence) ของ ทีพีไอ และบริษัทย่อยได้อย่างละเอียดครบถ้วนสำหรับใช้ประเมินราคาหุ้น ที่เหมาะสมต่อไป

โดยหลักการในการพิจารณาเรื่องราคาหุ้นนั้น จะนำหลายวิธีมาประกอบการพิจารณา เช่น ผลประกอบการกำไร การจ่ายเงินปันผล แนวโน้มอุตสาหกรรมในอนาคตระยะยาว ความสามารถในการชำระหนี้ ฯลฯ เป็นต้น

"เราต้องพิจารณาเรื่องผลประกอบการ เช่น จะมีกำไรขาดทุนอย่างไร มีการจ่ายเงินปันผลอย่างไร ซึ่งต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นที่ใกล้เคียงกันด้วย นอกจากนี้ก็ต้องดูแนวโน้มอุตสาหกรรมว่ามีวงจรขาขึ้นขาลงอย่างไร อย่างวงจรของปิโตรเคมี ที่มองกัน คือ อีกปีเศษๆ จะเข้าสู่ขาลง ดังนั้นจะพิจารณาเป็นช่วงๆ ไม่ได้ ต้องประเมินระยะยาว 10 ปี จึงจะวิเคราะห์ราคาที่เหมาะสมได้เพราะเราจะเข้าเป็นพันธมิตรร่วมทุนหลักที่ต้องถือหุ้นยาว"

สำหรับ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเข้าร่วมลงทุนนั้น ปตท.จะต้องศึกษาทิศทาง กลยุทธ์ แผนงานทางธุรกิจ รวมถึงผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งโดยปกติแล้ว ปตท.มีเป้าหมายผลตอบแทนในการลงทุนในระดับ 15% ดังนั้น ผลตอบแทนที่มองไว้ใน กรณีนี้จึงอยู่ในระดับดังกล่าวเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่นประกอบด้วย

นอกจากนี้ ปตท.จะต้องเข้าไปมีบทบาทในการ บริหารจัดการธุรกิจของ ทีพีไอ รวมทั้งบริษัทย่อยด้วย และที่สำคัญ คือ ปตท.ต้องมีการประเมินและบริหาร ความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่สามารถรับได้เพื่อให้การเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของ ปตท. ผู้ถือหุ้นของ ปตท. ทีพีไอ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบเป็นที่ยอมรับ ราคามีความเหมาะสม และเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่ ปตท.กำหนดแล้ว ปตท.จึงจะตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นดังกล่าว ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ปตท.ขยายตัวไปสู่ธุรกิจ ปิโตรเคมีแบบครบวงจรได้ บนพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนเม็ดเงินนั้น จะนำมาจากผลการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งปัจจุบัน ปตท.มีเงินสดอยู่พอสมควรแต่จะเพียงพอสำหรับซื้อหุ้น 30% ของหุ้นที่จะได้รับจัดสรร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5,000 หุ้นหรือไม่นั้นต้อง ขึ้นอยู่กับราคาที่ตกลง อย่างไรก็ตาม ปตท.จะมีการชำระเงินค่าหุ้น ต่อเมื่อ ทีพีไอ และบริษัทย่อยออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว และเงื่อนไขต่างๆ มีผลสมบูรณ์ครบถ้วน ซึ่งตามกำหนดในแผนฟื้นฟูคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2548 นี้

นายประเสริฐ กล่าวยืนยันว่า การลงนามความ เข้าใจในครั้งนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นของ ปตท.เพราะเป็นการสร้างความชัดเจนให้มากขึ้นว่า หลังจากการลงนามในครั้งนี้จะเป็นการนำไปสู่การตรวจสอบข้อมูลต่อไป ทั้งนี้ ปตท.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด และ บริษัท Citigroup Global Markets Limited โดยมีบริษัทลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท KBC Advanced Technology Pte Ltd. เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค และบริษัท Pricewater-house Coopers FAS Ltd. เป็นที่ปรึกษาด้านบัญชี

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีพีไอ ในฐานะผู้บริหารลูกหนี้ กล่าวถึงการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนทีพีไอให้ผู้ถือหุ้นเดิม 15% ว่า ไม่เป็นการยุติธรรมที่คลังจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 15% เพราะตามหลักการเพิ่มทุนของบริษัท(มหาชน)แล้วควรให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อน ในสัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 9 หุ้นใหม่ แต่การให้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนเพียงแค่ 15% ให้ผู้ถือหุ้น เดิมนั้น ทำให้แถบไม่เหลืออะไร ซึ่งเท่ากับเป็นการปล้นกัน

ซึ่งราคาหุ้นทีพีไอที่ได้ประเมินด้วยวิธีส่วนลดกระแสเงินสด (CDF) พบราคาอยู่ที่ 23 บาท/หุ้น ถ้า มีการเพิ่มทุนอีก 11,500 ล้านหุ้น แล้วนำหุ้นที่เจ้าหนี้ ได้ไป 5,800 ล้านหุ้น โดยแปลงดอกเบี้ยเป็นทุนมารวม กับหุ้นเพิ่มทุนแล้วจะมีจำนวน 17,500 ล้านหุ้น หรือ 90% ของหุ้นทั้งหมดของทีพีไอ

หากคลังเสนอขายหุ้นทีพีไอในราคาเพียง 3 บาท จะทำให้ทีพีไอเสียหายถึง 20 บาทต่อหุ้น หรือ 2.3 แสนล้านบาท และผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช่เจ้าหนี้จะเสียหาย 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเจ้าหนี้ยอมตัดดอกเบี้ย ค้างชำระคิดเป็นเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อใหม่จะได้กำไร จากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนนี้ประมาณ 1.22 แสนล้านบาท แทนที่จะตกอยู่กับผู้ถือหุ้นเดิม

ดังนั้น นายประชัย จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอให้ผู้บริหารลูกหนี้ หรือนิติบุคคล ที่ผู้บริหารลูกหนี้จัดหามามีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทีพีไอในส่วนหุ้นใหม่และส่วนทุนเดิมทั้งหมดก่อนผู้ร่วมทุนรายอื่น โดยเสนอซื้อ 900 ล้านเหรียญสหรัฐตามแผนฟื้นฟูกิจการฯที่ต้องชำระให้กับเจ้าหนี้ตามแผนฯ โดยศาลฯได้นัดพิจารณาคดีในวันที่ 25 มกราคม 2548

พร้อมทั้งย้ำว่า หากกระทรวงการคลังในฐานะผู้บริหารแผนจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนทีพีไอในราคาที่ต่ำเกินจริง ก็ควรจะให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมซื้อก่อน เพราะนายประชัยยังมีภาระค้ำประกันหนี้ของทีพีไออยู่ จึงไม่เหมาะสมหากเสนอขายในราคาถูกกว่าราคาหุ้นที่ประเมินด้วยวิธี CDF   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us