"ไทยน๊อคซ์" เตรียมเข้าซื้อขายวันนี้ในชื่อย่อ TNX "ประยุทธ" มั่นใจยืนเหนือราคาจอง 2.10 บาทได้ ชูอัตราโตสูงประกอบกับบริษัทฯไม่มีหนี้ "แอ๊ดคินซัน" มองดีเหนือจองเช่นกัน ให้ราคาเหมาะสมที่ 2.30-2.50 บาท ขณะที่นักวิเคราะห์อีกค่ายกังวลข่าวดับเบิลสแตนดาร์ดราคาจอง 1.30 บาท แนะลูกค้าขายทิ้งวันแรก ด้านผลประกอบการไตรมาส 3 งวด 9 เดือน ปี 47 โชว์ออกมาลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
วันนี้ (14 ธ.ค.) บริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน) หรือ TNX เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรก โดยทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ มีทั้งสิ้น 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 7,670,411,666 หุ้น หุ้นสามัญเพิ่มทุน 329,588,334 หุ้น รวมจำนวน 8,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท
ในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน TNX แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน 329,588,334 หุ้น และหุ้นสามัญเดิม 2,170,411,666 หุ้น ซึ่งเป็นของ บจ.เลควูด เรียลเอสเตท 1,967,348,916 หุ้น บจ.เลควูด คันทรี่คลับ 113,000,000 หุ้น บมจ. ไทยฟิล์มอินดัสตรี่ 67,000,000 หุ้น และนายวันชัย คุณานันทกุล 23,062,750 หุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 2.10 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ทั้งนี้หลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก TNX ถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มมหากิจศิริ ในอัตราร้อยละ 65.30 ประกอบด้วย 1) บริษัท เลควูด เรียลเอสเตท จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 39.16 2)นายประยุทธ มหากิจศิริ ถือหุ้นร้อยละ 24.20 และ3)บริษัท เลควูด คันทรี่คลับ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 1.94
นายประยุทธ มหากิจศิริ ประธานกรรมการ บริษัทไทยน๊อคซ์สเตนเลส จำกัด (มหาชน) หรือ TNX เปิดเผยถึงการเข้าซื้อขายหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันนี้(14 ธ.ค.)ว่า บริษัทมั่นใจว่าราคาหุ้นจะสามารถยืนเหนือราคาจองได้ แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นจะอยู่ในช่วงผันผวน ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีอัตราการเติบโตที่สูงประกอบกับบริษัทไม่มีหนี้
สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 691.13 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำไปขยายกำลังการผลิตของโรงงานเป็น 300,000 ตันต่อปี นอกจากนั้นจะนำไปพัฒนาประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตตามโครงการ TPMPlus
ทั้งนี้ผลประกอบการไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ปี 2547 กำไรสุทธิ 527.72 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.07 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมี 1,661.52 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.35 บาท ขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 1,575.125 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.21 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 2,282.09 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.48 บาท
นายสุกรี นิติธรรมาศ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค บล.แอ๊ดคินซัน กล่าวว่า เชื่อว่าราคาหุ้นบมจ.ไทยน๊อคซ์ (TNX) ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯวันที่ 14 ธ.ค. น่าจะสามารถยืนเหนือราคาจองที่ 2.10 บาทได้ ทั้งนี้คงต้องรอดูปัจจัยต่างๆ ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบตลาดหุ้นหรือเปล่า
ด้านความกังวลที่เกี่ยวข้องที่อาจจะเป็นเหตุผลให้นักลงทุนเทขายออกมาในวันแรก ยังคงเป็นเรื่องกระแสข่าวเรื่องการจัดสรรหุ้นให้กับผู้มีอุปการคุณในราคาต่ำกว่าราคา IPO ในราคา 1.30 บาท ซึ่งภายหลังผู้บริหารได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังอาจจะคาใจกับข่าวอยู่บ้างบางส่วนโดยอาจทำให้หุ้นโดนเทขายได้
สำหรับราคาประเมินที่เหมาะสมของหุ้น TNX อยู่ที่ 2.30-2.50 บาทต่อหุ้น ยังถือว่ามีส่วนที่สามารถทำกำไรให้กับนักลงทุนได้ เนื่องจากราคาหุ้นที่ขาย 2.10 บาทต่อหุ้นนั้นยังถือว่าถูกถ้าเทียบกับพื้นฐานของบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทไทยน๊อคซ์ยังมีจุดแข็งตรงที่เป็นผู้ผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็นรายเดียวในประเทศและเป็นผู้นำในตลาดเหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็นในภูมิภาคอาเซียน ทางบริษัทเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั้งสิ้น 2,500 ล้านหุ้น โดยจัดสรรให้นักลงทุนสถาบันจำนวน 1,600 ล้านหุ้น และ 400 ล้านหุ้นจัดสรรให้นักลงทุนทั่วไป ส่วนที่เหลืออีก 500 ล้านหุ้น จัดสรรให้กับผู้มีอุปการคุณ
ด้านแหล่งข่าวนักวิเคราะห์อีกแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ด้วยบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงนี้ยังคงผันผวน โอกาสที่ราคาหุ้นบริษัทไทยน๊อคซ์จะปรับขึ้น เหนือราคาจองมีน้อย ราคาในวันแรกน่าจะปรับตัวต่ำกว่าราคาจองแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก คำแนะนำส่วนตัวยังคงแนะนำให้ขายหากมีกำไรในช่วงแรก
"ผมแนะนำให้ลูกค้านักลงทุนต่างชาติที่ได้รับจัดสรรให้ขายในวันแรก เนื่องจากไม่มั่นใจในราคาที่อาจจะปรับลดลงได้อีก ทั้งจากกระแสข่าวเกี่ยวกับการขายหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาให้ผู้มีอุปการคุณ แต่การขายในวันแรกก็ยังเชื่อว่านักลงทุนที่ขายก็คงต้องขายขาดทุน" แหล่งข่าวกล่าว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง ประเมินราคาเหมาะสมในปีนี้ที่ 3 บาท เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กจะมีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตของการบริโภคเหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็นอีกมากเนื่องจากอัตราการใช้เหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็นในประเทศไทยค่อนข้างต่ำคือรายละ 2.14 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราการใช้สูงระหว่าง 5-17 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
|