Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2532








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2532
2534 พร้อมรบ             
โดย บุญธรรม พิกุลศรี
 

   
related stories

สยามโกลบอลแอคเซสเปลี่ยนมือ

   
search resources

ธนาคารไทยพาณิชย์, บมจ.
Banking




ธนาคารไทยพาณิชย์ทุ่มเงิน 168 ล้านบาทสร้างศูนย์ฝึกอบรมถาวรขึ้นที่ชลบุรี และทุ่มอีกร่วม 50 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงตกแต่งสาขาใหม่ทั่วประเทศ ความหมายคงไม่ได้อยู่ที่ธนาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นธนาคารแห่งแรก ที่มีศูนย์ฝึกอบรมถาวรที่ใหญ่พอๆ กับโรงแรมชั้นหนึ่ง หรือเกิดมีสีสันใหม่น่าใช้น่าลองในอาคารสถานที่ของสาขาขึ้นพร้อมๆ กันทั่วประเทศ แต่จะมีอะไรอีกหละที่ให้ความหมายถึงกลยุทธ์และเป้าหมายที่ลึกลงไป เกินกว่าจะมองเห็นด้วยภาพภายนอกดังกล่าว "ผู้จัดการ" เจาะลึกเรื่องนี้พร้อมๆ กับมองไปข้างหน้า ถ้าจะบอกว่า "หวาดเสียว" แทนคู่แข่งจริงๆ คงจะไม่โอเวอร์จนเกินไปนัก

เช่นเดียวกับเมื่อ 6 ปีก่อนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้เป็นผู้บุกเบิกนำเครื่องเอทีเอ็มมาบริการลูกค้า

เป็นเจ้าแรกของวงการธนาคารไทย พร้อมๆ กับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ค่อนไปทางคัดค้านอย่างรุนแรงทั้งภาครัฐบาลและเอกชน เพราะปัญหาของมันเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งตัวเลขการขาดดุลการค้า และการเข้ามาแทนแรงงานคนในระบบธนาคารของเจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ที่สำคัญมันอาจจะใหม่เกินกว่าที่คู่แข่งบางรายจะรับได้ จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องมีมาตรการจำกัดการเปิดตู้เอทีเอ็มไว้ระยะหนึ่ง

แต่ตัวเลขเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเดิมนั้นอยู่ในระดับเพียง 50,000 ล้านบาท ได้พุ่งขึ้นสูงเป็น 84,000 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดปี 2531 โดยเฉพาะในช่วงปี 2530 นั้นเพิ่มขึ้นสูงถึง 23% แม้ในปี 2528-2529 จะประสบปัญหาอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดลงจาก 13% เหลือเพียง 7.25% ขณะที่ระบบการขยายตัวของเงินฝากของระบบสูงเพียง 12% แต่ไทยพาณิชย์ยังได้เงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 19%

เมื่อระบบเอทีเอ็มและการบริการอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้งของระบบธนาคารค่อนข้างอยู่ตัวในปีนี้ เฉพาะครึ่งปี 2532 เงินฝากของธนาคารไทยพาณิชย์ยังเพิ่มขึ้นถึง 24% และสูงถึง 26% ถ้าคิดเอาเฉพาะเงินฝากในประเทศ

วันนี้ปรากฏว่าไม่มีธนาคารใดเลยที่ไม่มีเจ้าเครื่องเอทีเอ็มนี้ไว้บริการลูกค้า แม้บางธนาคารจะทำเล็กน้อย เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีเอทีเอ็มเหมือนกัน หรือเพราะความจำเป็นมันบีบบังคับให้ต้องทำอย่างนั้น

ที่สำคัญกว่านั้นในการเป็นผู้นำคอมพิวเตอร์ของธนาคารไทยพาณิชย์ คือความเป็นผู้นำซึ่งได้สร้างประโยชน์มหาศาลทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชน

"การนำเครื่องเอทีเอ็มเข้ามาใช้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายของธนาคาร เมื่อมีการออนไลน์ข้อมูลทั่วประเทศ เบื้องต้นนั้นให้ความสะดวกสบายแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ และยังส่งผลให้ได้รับข้อมูลในด้านการตลาดเพื่อการตัดสินใจที่ฉับไวกว่าคนอื่น และระยะต่อมาเราได้นำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาออกบริการใหม่ และพัฒนาสำหรับการใช้บริหารงานภายในอย่างต่อเนื่อง" วิชิต อมรวิรัตนสกุล ผู้จัดการฝ่ายระบบสารสนเทศกล่าวกับ "ผู้จัดการ" อย่างเป็นระบบ

เขากล่าวว่าระบบคอมพิวเตอร์ของไทยพาณิชย์ขณะนี้มีความสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งในแง่ของความพร้อมที่จะพัฒนาบริการเสนอต่อลูกค้า และในแง่การจัดเก็บและพัฒนาข้อมูลต่างๆ เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าหรือการตลาด ข้อมูลด้านการเงินและการตรวจสอบ ตลอดทั้งข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งเฉพาะ แทบจะเรียกได้ว่าสามารถทราบความเคลื่อนไหวได้แบบวันต่อวัน

ธนาคารไทยพาณิชย์ได้เรียกชำระทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอีกเมื่อต้นปี 2532 จำนวน 500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเข้ามาอีก 1,600 ล้านบาท (จำหน่ายในราคา 420 บาทต่อหุ้น) ก็จะได้ทุนที่เพิ่มเข้ามาทั้งสิ้น 2,100 ล้านบาท และในปี 2534 ธนาคารจะเรียกชำระเพิ่มอีก 200 ล้านบาท ธนาคารจะมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาทเมื่อสิ้นปีเดียวกัน หรืออาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้

"อันนี้ให้ความหมายอย่างยิ่งในการเตรียมตัวเพื่อขยายธุรกิจของธนาคาร" นักการธนาคารคนหนึ่งให้ "ผู้จัดการ" ดูข้อมูลที่ได้มา

"ในปีนี้เราได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เปิดสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 50 สาขาทั่วประเทศ จากปัจจุบันเรามีอยู่แล้ว 206 สาขา ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นของสาขาที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยพาณิชย์ ในจำนวนที่เราได้รับอนุญาตนี้จะต้องเปิดทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี" สมโภชน์ อินทรานุกูล ผู้จัดการฝ่ายกิจการสาขากล่าว

ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวว่า เขาแบ่งทรัพยากรของธนาคารออกเป็น 3 ด้านอันได้แก่ หนึ่ง ทรัพยากรบุคคล สอง ทรัพยากรเครือข่ายหรือจุดขาย และสาม ทรัพยากรระบบงานหรือเทคโนโลยี

เขากล่าวว่าสิ่งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือทรัพยากรบุคคล

แต่นั่นคงหมายถึงทรัพยากรในด้านอื่นๆ ของเขามีความสมบูรณ์อยู่แล้วด้วย โดยเฉพาะในเรื่องทุนที่ธนาคารไทยพาณิชย์มีลักษณะพิเศษกว่าธนาคารอื่นๆ ก็คือ ผู้ถือหุ้นกับผู้บริหารได้แยกส่วนออกจากกันโดยชัดเจน ทั้งในแง่โครงสร้างและการปฏิบัติจริง อันเป็นลักษณะที่ทำให้ผู้บริหารมืออาชีพเกิดความคล่องตัวอย่างมากในการทำงาน

กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของธนาคารในการจัดงบประมาณ เพื่อการอบรมฝึกฝนพนักงานอย่างชนิดที่เรียกว่า "ไม่จำกัดจำนวน" หลังจากที่เขาได้เสนอแผนงานนี้ขึ้นไปได้ไม่นานนัก

"เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เพียงแต่ใส่แรงงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงเข้าไป ผลผลิตก็จะออกมาเป็นเท่าทวีคูณ" กรรมการผู้จัดการใหญ่กล่าวถึงเป้าประสงค์อย่างมีความหมาย

จะว่าไปแล้ว ธนาคารไทยพาณิชย์ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในการใช้บุคลากรระดับบริหารอย่างเห็นได้ชัดเจนใน 3 ปีที่ผ่านมา หรือจะเรียกว่าหลังจากที่ธารินทร์ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้ไม่นานนัก ทั้งนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นผลพวงจากการมี vision ที่ยาวไกลของประจิตร ยศสุนทร อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่คนก่อน ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกกรรมการ

ประจิตรเป็นคนริเริ่มดึงเอาคนจากข้างนอกมาร่วมงานในระดับบริหารเมื่อประมาณปี 2516-2520 เขาได้ดึงเอาคนอย่างธารินทร์ นิมมานเหมินท์ มาจากซิตี้แบงก์เป็นคนแรก เพื่อมาเป็นผู้จัดการฝ่ายการธนาคาร และขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ในอีก 10 ปีต่อมา

หรืออย่างประกิต ประทีปะเสน, ชฎา วัฒนศิริธรรม, สมมาตร พูนภักดี หรือ ปภาอารยะ สุวรรณเตมีย์ ก็ล้วนแต่ถูกดึงเข้ามาในรุ่นราวคราวเดียวกัน และเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารในปัจจุบัน

เมื่อธารินทร์ขึ้นเป็นรองผู้จัดการใหญ่ ก็เป็นยุคของเขาที่ประจิตรเปิดให้ดึงคนข้างนอกเข้ามาเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดวิ่นไป ไม่ว่าจะเป็นโอฬาร ไชยประวัติ, บรรณวิทย์ บุญญรัตน์ หรือ สถาพร ชินะจิตร คนเหล่านี้มีอายุโดยเฉลี่ยระหว่าง 40-50 ปีเท่านั้น และถือว่าเป็นเลือดใหม่ที่ล้วนเป็นพลังสำคัญของธนาคารในปัจจุบัน (โปรดดูตารางประกอบ)

ยุคนี้จึงเป็นยุคที่คนหนุ่มสาวเหล่านี้ยึดครองอำนาจบริหารธนาคารอย่างเด็ดขาดสมบูรณ์แล้ว ในยุคที่ธนาคารไทยพาณิชย์มีอายุกว่า 80 ปี

ธารินทร์ได้นำเอาระบบการบริหารงานสมัยใหม่แบบอเมริกันเข้ามาใช้กับธนาคาร ด้วยวิธีการไทยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป และด้วยบุคลิกส่วนตัวของธารินทร์ซึ่งเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้เขาประสบความสำเร็จค่อนข้างดี เกิดความขัดแย้งภายในน้อยมาก

มีการตั้งหน่วยฝึกอบรมและพัฒนาขึ้นในฝ่ายการพนักงานเมื่อประมาณปี 2522 ซึ่งต่อมาแยกหน่วยนี้ออกจากกันเป็นส่วนพัฒนาและประเมินผล กับส่วนฝึกอบรมพนักงานในเวลาต่อมา จนปี 2528 ส่วนฝึกอบรมได้แยกตัวและยกฐานะขึ้นเป็นศูนย์ฝึกอบรม หรือหลังจากที่ธารินทร์ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้เพียงปีเดียว

2528-2530 การฝึกอบรมเน้นหนักไปที่การเรียนรู้ทางด้านเทคนิคของสายงานต่างๆ และเป็นการอบรมถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของธนาคารให้เป็น แม้จะมีการฝึกอบรมในด้านกลยุทธ์บ้างแต่ก็ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนนัก

"เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้มุ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มีการนำวิทยากรข้างนอกเข้ามาบรรยายแต่ก็เป็นไปแบบคนละทิศคนละทางตามสไตล์ของแต่ละคน" ประกิต ประทีปะเสน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ซึ่งดูแลสายงานการฝึกอบรมกล่าว

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการให้ทุนพนักงานไปเรียนต่อระยะสั้นและยาวทั้งในและต่างประเทศปีละ 4 คน มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับเพียงพอต่อความต้องการของธนาคาร โครงการมินิเอ็มบีเอ ก็เริ่มขึ้นในปี 2528 แต่ก็ยังเป็นลักษณะการเรียนรู้เฉพาะตัวและขาดทิศทางที่แน่นอน

"แต่ทางด้านเทคนิคเราแน่นมากแล้วขณะนี้" ประกิตกล่าว

ในปี 2530 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานกันครั้งใหญ่ๆ พร้อมๆ กับการอนุมัติแผนงานจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมถาวรขึ้นที่หาดตะวันรอน ชลบุรี

โครงสร้างที่กำหนดขึ้นใหม่นั้นเป็นการแบ่งสายงานตามกลุ่มลูกค้าแต่ละประเภทเป็นตัวกำหนด (โปรดดูตารางโครงสร้างองค์กรประกอบ) กล่าวกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการวางกลยุทธ์ โดยใช้การตลาดเป็นตัวนำของธารินทร์หลังจากเขาขึ้นรับตำแหน่งได้ 5 ปี

ธารินทร์มีความเชื่อว่ายิ่งบ้านเมืองพัฒนมากขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นปัจจุบันนี้ กลุ่มชนชั้นกลางจะเป็นกลุ่มคนมีอำนาจในการบริโภคมากขึ้น และนับวันจะขยายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตลาดนี้จึงเป็นตลาดที่จะใหญ่มากๆ ในความเห็นของเขา เพราะฉะนั้นทิศทางในการขยายบริการของธนาคารจึงเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าบุคคล

ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแรก ที่ยกฐานะงานลูกค้าบุคคลและลูกค้าเงินออมขึ้นมาใหญ่ เทียบเท่าสายงานลูกค้าธุรกิจ โดยให้เจ้าหน้าที่บริหารระดับผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่เป็นหัวหน้าดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเดิมงานบริการลูกค้าบุคคลนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของงานสาขา หรือเป็นงาน ณ จุดขายเท่านั้น

"กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ขยายตัวมากในระยะยาว ทั้งให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงน้อย เพียงแต่ใครเข้าไปสู่กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ได้ก่อนก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่น ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปได้ผลดีนั้นคือ จะต้องมีคุณภาพในการบริการ มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินครบครัน มีเทคโนโลยีบริการ มีคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าสูง และมีเครือข่ายกว้างขวางเพียงพอ" กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าว

และไทยพาณิชย์ก็ได้รุกเข้าไปแล้วหลายก้าว

ที่สำคัญคือก้าวต่อไปของไทยพาณิชย์ ซึ่งประกิตกล่าวว่าธุรกิจจะขยายตัวไปในทุกๆ ด้านอย่างสมดุลกันทั้งด้านสินเชื่อบุคคล สินเชื่อพาณิชยกรรม สินเชื่ออุตสาหกรรม และธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งการปริวรรตเงินตรา แต่จะขยายออกไปด้วยความระมัดระวังเพื่อให้มีคุณภาพสูงที่สุด โดยจับตามองอย่างใกล้ชิดในธุรกิจแต่ละประเภท และดูย่อยลงไปเป็นรายๆ ไม่ใช่จะเน้นหรือไม่เน้นจุดใดจุดหนึ่งเป็นการเฉพาะ

นักการธนาคารอาวุโสในวงการกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า โครงสร้างใหม่จะเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการด้านการตลาดมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายธนาคารพยายามปรับโครงสร้างการบริหารของตนเอง ให้เหมือนกับของไทยพาณิชย์

"สายลูกค้าบุคคลและลูกค้าเงินออม ใช้สินเชื่อบุคคลและบริการธนาคารเป็นตัวนำในการบุกตลาด ซึ่งจะได้มาทั้งเงินฝากและสินเชื่อรายย่อย โดยอาศัยเครือข่ายของฝ่ายกิจการสาขาและสำนักงานแลกเปลี่ยนเป็นจุดทำธุรกิจ เสริมด้วยงานส่งเสริมธุรกิจ งานการตลาด ละเครือข่ายการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้ง สายนี้นอกจากจะได้เงินออมเข้ามาจำนวนมากแล้ว ยังมีรายได้อีกอันหนึ่งซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มจะเก็บเกี่ยวจากมันอย่างจริงจังในปีนี้ คือค่าธรรมเนียมบริการต่างๆ ไม่น้อยทีเดียว" นักการธนาคารคนเดียวกันกล่าว

จากประมาณการกำไรขาดทุนในแผน 5 ปีของไทยพาณิชย์นั้น กำหนดเป้าหมายรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยไว้สูงถึง 940 ล้านบาท ในปี 2532 ในขณะที่ปี 2527 ซึ่งเป็นปีแรกที่ธารินทร์ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่และบูมอิเส็กทรอนิกส์แบงกิ้งปีแรก ธนาคารมีรายได้ในด้านนี้เพียง 320 ล้านบาทเท่านั้นเอง และกำหนดเป้าหมายไว้ ณ สิ้นปี 2536 ธนาคารคาดว่า จะมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยนี้สูงถึง 1,313 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เพียงครึ่งปี 2532 ที่ผ่านมานี้ ไทยพาณิชย์ก็มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยนี้สูงถึง 781 ล้านบาทซะแล้ว

ปี 2532 เป็นปีแรกที่ไทยพาณิชย์กำหนดเป้าหมายด้านเงินฝากให้กระโดดสู่ยอด 100,000 ล้านบาท แต่เพียงครึ่งปีเดียวกันนี้ตัวเลขรวมยอดเงินฝากของธนาคารได้พุ่งขึ้นถึง 95,495 ล้านบาทแล้วเช่นกัน จนถึงสิ้นปี 2536 ไทยพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะทำเงินฝากให้ได้ถึง 195,493 ล้านบาท ซึ่งถ้าอัตราเพิ่มจริงๆ ทะลุเป้าทุกปีเช่นนี้ คนในไทยพาณิชย์เชื่อว่าถ้ามันจะทะลุถึง 200,000 กว่าล้านบาทในปี 2536 นั้น ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อเลย

สายงานด้านลูกค้าบุคคลและลูกค้าเงินออมที่กล่าวมานี้ บรรณวิทย์ บุญญรัตน์ กับ พูนภักดี รองผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่เป็นผู้ดูแล

สายธุรกิจข้ามชาติและธุรกิจขนาดใหญ่ และสายงานลูกค้าธุรกิจทั่วไป ซึ่งอยู่ในความดูแลของประกิต ประทีปะเสน ได้ย่อยสายงานออกถี่ยิบ ถึงระดับหน่วยและกลุ่มกระจายออกไปค่อนข้างกว้างขวางควบคุมกลุ่มธุรกิจการค้าทุกกลุ่ม (โปรดดูตารางโครงสร้างการบริหารประกอบ)

ไทยพาณิชย์มีเป้าหมายด้านสินเชื่อทะลุ 100,000 ล้านบาท ในปี 2533 และตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2532 เพียง 91,000 กว่าล้านบาท แต่เพียงครึ่งปีนี้สินเชื่อรวมได้พุ่งขึ้นถึง 87,000 ล้านบาทแล้ว หรือเพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สิ้นปี 2536 อันเป็นปีสิ้นสุดของแผน 5 ปี เป้าหมายสินเชื่อของไทยพาณิชย์ตั้งไว้ 169,000 ล้านบาท

ในขณะที่ธนาคารมีเป้าหมายที่จะเพิ่มทุนเพียง 2 ครั้งจำนวนที่เพิ่ม 800 ล้านบาท และรวมเงินทุนจดทะเบียน ณ สิ้นปี 2534 ถึง 2536 เพียง 2,000 ล้านบาท ธนาคารได้กำหนดอัตราการเติบโตของเงินกองทุนไว้จาก 7,820 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2532 เป็น 12,484 ล้านบาทเมื่อสิ้นสุดแผน 5 ปี อันหมายถึงการเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยการมีกำไรสะสมเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี

ในปี 2536 ธนาคารตั้งเป้ากำไรสะสมไว้ถึง 6,000 กว่าล้านบาท มากกว่าเงินทุนจดทะเบียน 3 เท่าตัวและเฉพาะปี 2536 นั้นเงินกำไรสะสมจะโตขึ้นถึงเกือบ 1,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2535

กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นจากปี 2532 จำนวน 899 ล้านบาทเป็น 1,596 ล้านบาทเมื่อสิ้นสุดแผนงาน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตถึงเกือบ 100% ในระยะเวลาเพียง 5 ปี และให้ผลตอบแทนต่อหุ้นละ 52 บาทในปี 2532 เป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นๆ ละ 79 บาท ในปี 2536

แต่เป้าหมายในอนาคตตามแผน 5 ปีข้างต้นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าหากคุณภาพของคนในแบงก์ไม่มีคุณภาพสูงพอ และสิ่งนี้คือที่มาของการลงทุนพัฒนาคนมูลค่านับ 100 ล้านบาทของผู้บริหารระดับสูงในไทยพาณิชย์

ปีนี้เป็นปีที่มีการเปิดศูนย์ฝึกอบรมถาวรอย่างเป็นทางการ โดยตั้งบริษัท ทธพ. ศูนย์ฝึกอบรม จำกัด ขึ้นมาถือครองทรัพย์สินและบริการงานฝึกอบรมทั้งหมดของธนาคารแยกออกไป เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานด้านนี้ให้สูงขึ้น

ศูนย์แห่งนี้ประกอบด้วย อาคาร Sea view 4 ชั้น มีห้องพัก 58 ห้อง รวมทั้งห้องขนาดเดอลุกซ์ 9 ห้อง ในบริเวณศูนย์ประกอบด้วยห้องอาหาร ซึ่งแบ่งออกเป็นค็อกเทลเลานจ์ 23 ที่นั่ง, คอฟฟี่ชอป 70 ที่นั่ง และลานอาหารเย็น 32 ที่นั่ง ห้องเกมมีโต๊ะสนุกเกอร์ 1 โต๊ะ โต๊ะเกมอื่นๆ อีก 3 โต๊ะ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 2 ส่วน สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ สนามเทนนิส 2 สนาม กระดานวินเซิร์ฟ สนามฝึกกอล์ฟ และลู่วิ่งรอบๆ บริเวณ และมีบ้านพักรับรองอีก 4 หลังริมทะเล

ส่วนอาคารฝึกอบรมประกอบด้วยห้องประชุมขนาดใหญ่ขนาด 120 ที่นั่ง มีระบบโสตทัศนูปกรณ์ แสง สี เสียง สมบูรณ์แบบ อีกด้านหนึ่งเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถกั้นแบ่งเป็นห้องประชุมเล็กขนาดความจุ 30 คนได้อีก 3 ห้อง บริเวณรอบๆ ห้องประชุมใหญ่มีห้องประชุมซอยเล็กขนาดความจะไม่เกิน 10 คนอีก 5 ห้อง รวมทุนทั้งค่าที่ดินและค่าก่อสร้างตกแต่ง 168 ล้านบาท

และปีนี้นี่เองเป็นปีที่ธนาคารใช้คำว่า "ปีสู่ความท้าทายแห่งความเปลี่ยนแปลง" นั้น พิทยสัณห์ ศุภะพงษ์ ผู้จัดการศูนย์ฝึกอบรมและกรรมการผู้จัดการบริษัท ทธพ. ศูนย์ฝึกอบรม จำกัด บอกกับ "ผู้จัดการ" ว่าเป็นปีแรกของธนาคารที่กล้าใช้คำนี้

นับแต่ปีนี้เป็นต้นไปจนถึงปี 2534 (ก.ค.2532-ก.ค.2534) ธนาคารมีเป้าหมายที่จะฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ระดับบริหารภายใต้โครงการใหญ่ 2 โครงการ คือ โครงการผู้นำเพื่ออนาคต และโครงการเพิ่มคุณค่าไทยพาณิชย์ ทั้ง 2 โครงการนี้ธนาคารซื้อหลักสูตรจากสถาบัน Wilson Learning Center แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันผู้เชี่ยวชาญในการค้นคว้าวิจัยศึกษางานการบริหารและการจัดการองค์การต่างๆ ทั่วโลก เพื่อขายเป็นกรณีศึกษาและรับจ้างฝึกอบรมที่ใหญ่ที่สุด ไทยพาณิชย์ซื้อมาด้วยจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผย

แต่แหล่งข่าวในวงการธุรกิจรับฝึกอบรมบอกว่า สถาบันนี้จะขยายลิขสิทธิ์หลักสูตรเป็นชุดด้วยเงินเป็นก้อนหลายล้านบาท หลังจากนั้นจะทำการฝึกอบรมวิทยากรให้โดยคิดเป็นหัวอีกครั้งหนึ่ง วิทยากรที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วจะไปทำการฝึกอบรมเองภายใต้การควบคุมดูแลของตัวแทนสถาบัน โดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายหัวจากผู้เข้าร่วมการอบรมอีกครั้งหนึ่ง เฉลี่ยประมาณหัวละ 4,000-5,000 บาทต่อการอบรมหนึ่งชุด

สำหรับเมืองไทยนอกจากบริษัทไอบีเอ็มแล้ว ในวงการธนาคารเห็นจะเป็นธนาคารไทยพาณิชย์เป็นแห่งแรก แต่หลักสูตรที่ใช้ฝึกอบรมองค์กรที่มีธุรกิจต่างกัน หลักสูตรก็จะมีความแตกต่างกันออกไป และในแต่ละปีจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่เรื่อยๆ

ตัวแทนในเมืองไทยได้แก่ บริษัทเมาติไดแมนชั่น (Multi Dimension) จำกัด ซึ่งมี นพพร ไพรัชต์ เป็นกรรมการผู้จัดการและผู้ดูแลการฝึกอบรมของลูกค้า

"จะเรียกว่าศูนย์ฝึกอบรมของเราเป็นโรงเรียนสอน นายธนาคารแห่งแรกของประเทศก็ได้" ปภา อารยะกล่าว

"โครงการผู้นำเพื่ออนาคต" เน้นกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้ากลุ่มจนถึงผู้จัดการฝ่าย ประมาณว่ามีทั้งหมด 400 คน เมื่อสิ้นสุดโครงการในอีก 3 ปีข้างหน้า เปิดเรียนรุ่นละ 35-40 คน โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะสร้างผู้นำสำรองไว้ทั้งในแง่ของการแทนงานและการขยายงาน ซึ่งอย่างน้อยจะต้องเรียนรู้ในหลักสูตร 4 หลักสูตร หนึ่ง หลักสูตรการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ (CHPT)

สอง หลักสูตรการจัดการสู่ความเป็นเลิศ (MFE) สาม หลักสูตรการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (MIR) และสี่ หลักสูตรการผสานจุดประสงค์ (AWP) เจ้าหน้าที่เข้าอบรมในโครงการนี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยระหว่าง 30-40 ปี โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้ากลุ่มและผู้จัดการสาขานั้นมีจำนวนสูงถึง 300 กว่าคน

"คนเหล่านี้คืออนาคตขององค์การในระยะยาว" ผู้จัดการฝ่ายการพนักงานกล่าวเน้น แม้จะไม่เน้นตรงๆ ถึงตำแหน่งต่างๆ ที่คนเหล่านี้จะต้องเข้าแทนคนที่จะเกษียณ และตำแหน่งที่เกิดขึ้นใหม่อันเนื่องมาจากการขยายงานของธนาคาร

ส่วน "โครงการเพิ่มคุณค่าไทยพาณิชย์" นั้น เป้าหมายของโครงการตรงดิ่งไปที่การให้บริการลูกค้าโดยเฉพาะ หรือจะเรียกว่าเรียนรู้ถึงกลยุทธ์ช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดก็ไม่ผิดนัก พนักงานเป้าหมายที่จะถูกคัดเลือกเข้าโครงการนี้คือ ผู้จัดการสาขา ฝ่ายสินเชื่อ และเจ้าหน้าที่บริหารสาขาทั้งหลาย ที่ต้องสัมผัสกับลูกค้าเป็นประจำทุกวัน โครงการนี้ประกอบด้วย 3 หลักสูตร คือ หนึ่ง Value Added Selling สอง Versatile Seleperson Selling สาม Connrelor Selling

"เราอบรมตั้งแต่เรื่องบุคลิกภาพพื้นฐาน ซึ่งคนทำงานนานๆ มักจะลืม หรือไม่ได้สำรวจตัวเองเลย มาทบทวนกันใหม่ สร้างมิติใหม่ในการให้บริการลูกค้า ไปจนถึงกลยุทธ์ด้านการตลาดในแง่มุมต่างๆ เป้าหมายที่วางไว้พนักงานกลุ่มนี้ทั้งหมด 2,800 คน ภายใน 3 ปี แต่หลังจากนี้ก็จะต้องขยายออกไปสู่ส่วนงานอื่นๆ ด้วย" พิทยสัณห์กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

โครงการผู้นำเพื่ออนาคตนั้นคือ กลยุทธ์ในการสร้างประสิทธิภาพงาน ส่วนโครงการเพิ่มคุณค่าไทยพาณิชย์นั้นเป็นกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นจะแสดงออกมาเป็นผลผลิตหรือกำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับจำนวนพนักงาน เครือข่าย และทุน

และบุคคลเหล่านี้จะถูกคัดเลือกเข้าฝึกอบรมให้เป็นวิทยากรกันเป็นทอดๆ โดยการอบรมวิทยากรในรุ่นหนึ่งๆ จำกัดจำนวนเพียงรุ่นละ 5 คนเท่านั้น เพื่อให้ได้ผลมากที่สุดที่จะนำความรู้นั้นไปเผยแพร่ต่อไป

ข้อมูลผู้เข้ารับการอบรมในแต่ละโครงการจะถูกบรรจุเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อการประเมินผลและพัฒนาต่อไป กระทั่งเพื่อการคัดเลือกเข้ารับตำแหน่งหรือการใดๆ ก็ตามในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของธนาคาร ผู้บริหารสามารใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาทีก็จะทำให้รู้ข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคนๆ นั้น ทั้งจุดอ่อนที่จะต้องนำไปพัฒนาและจุดแข็งเพื่อการเรียกใช้งานให้เหมาะสม

"เพียงแต่กดรหัสเข้าไปในเครื่องก็จะบอกข้อมูลละเอียดตั้งแต่เรื่องส่วนตัวพื้นๆ ข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกอบรมและการประเมินผลในคราวนั้นๆ ค่าใช้จ่ายที่แบงก์ได้จ่ายไปสำหรับคนนั้นทั้งหมด ตลาดทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินผลของผู้บังคับบัญชาของเขา รายงานทุกๆ 6 เดือน" ผู้จัดการฝ่ายการพนักงานเปิดเผยกับ "ผู้จัดการ"

ผู้จัดการฝ่ายการพนักงานกล่าวอีกว่า การอบรมนั้นคือการพัฒนาบุคลากรเป็นกลุ่มๆ แต่สามารถสำหรับการพัฒนารายบุคคล ซึ่งส่วนพัฒนาและประเมินผลดูแลอยู่นั้น ธนาคารได้นำระบบ supervision เข้ามาใช้ในปีนี้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นแต่ละคนจะต้องถือปฏิบัติ และก็ได้มีการอบรมการใช้ระบบนี้ไปแล้วเช่นกัน

"supervision" มีเทคนิคหรือเครื่องมืออยู่ 7 อย่างที่จะต้องใช้หรือทำก็คือ หนึ่ง ปฐมนิเทศ สอง สอนงาน สาม ให้คำปรึกษา สี่ มอบหมายงาน ห้า ฝึกและเสริมสร้างประสบการณ์ หก การประชุม และ เจ็ด หมุนเวียนสับเปลี่ยนความรับผิดชอบ

การใช้เครื่องมือทั้ง 7 อย่างนี้กำหนดให้มีการประเมินผลทุกๆ 6 เดือน ซึ่งนอกจากจะดูที่ผลงานที่ออกมาแล้ว ผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ในการประเมิน ตั้งแต่หัวหน้าหน่วยขึ้นไปจะต้องรายงานอย่างละเอียดตามทักษะในงาน ทักษะที่อยู่ในตัวหรือความถนัดและประเมินจากทักษะการบริหาร ตลอดทั้งรายละเอียดในความพยายามแก้ไขเมื่อเจอว่าลูกน้องมีปัญหา วันเวลาที่ได้พูดคุยกันในแต่ละครั้งในข้อบกพร่องต่างๆ จะต้องบันทึกโดยละเอียด

"supervision" จะเป็นการพัฒนาเป็นรายตัวจากผู้บังคับบัญชาซึ่งว่ากันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป

เพราะธารินทร์มีความเชื่อว่า คุณภาพของบุคลากรในระบบธนาคารเมืองไทยยังอ่อนแอมาก ในด้านทักษะการบริหารทางการเงิน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบหลักสูตร หรือการพัฒนาเป็นรายบุคคล เขาจึงเน้นมากที่การสร้างทักษะดังกล่าว

"หลักของเราก็คือว่า ถ้าลูกน้องเหลวถือว่าเป็นความผิดของนาย ซึ่งก็จะมีการพิจารณานายกันเป็นทอดๆ ขึ้นไปเหมือนกัน รีวิวกันทุก 6 เดือนเพื่อความใกล้ชิดกับข้อมูล จะได้หาทางปรับปรุงได้ฉับพลัน" ปภา รายะกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

การพัฒนาและประเมินผลเป็นรายบุคคล นอกจากเพื่อประโยชน์ในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง และใช้ทรัพยากรบุคคลให้ตรงกับคุณสมบัติของเขาแล้ว ยังเป็นแนวทางในการกำหนดโครงการฝึกอบรมคราวต่อๆ ไปของศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งมีคณะกรรมการชุดหนึ่งดูแลอยู่ด้วย

"คณะกรรมการฝึกอบรมพนักงานจะทราบทันทีจากข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ว่าพนักงานของเขาแต่ละคนมีจุดอ่อนอะไร เมื่อจัดออกมาเป็นกลุ่มๆ แล้วก็จัดการอบรมให้ความรู้เสริมเข้าไปในจุดนั้นๆ หรือกระตุ้นให้เขาได้ทบทวนตัวเอง และจะเดินทางไปข้างหน้าอย่างไร รวมทั้งคนที่มีทักษะดีอยู่แล้ว เราก็จะหาโครงการเสริมแก่เขาให้ดีขึ้นไปอีก" พิทยสัณห์ กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

การประเมินผลรายบุคคลไม่เกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนโดยตรง เพราะธนาคารไทยพาณิชย์ใช้ระบบการขึ้นเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยมอบให้สายงานต่างๆ แบ่งย่อยลงไปตามส่วน หน่วยและกลุ่มงานต่างๆ เป็นลำดับทั้งนี้โดยประเมินจากผลงานของทั้งกลุ่ม

"เราเชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นกลไกอีกอันหนึ่งที่ผลักดันให้คนเห็นความสำคัญของการทำงานกันเป็นทีม หรือกลุ่ม ฝ่ายการพนักงานเพียงรายงานในด้านสถิติต่างๆ ในการใช้งบประมาณเกี่ยวกับการพนักงาน และอัตราของธนาคารทั้งระบบ ตลอดทั้งภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป ส่งให้ผู้บริหารพิจารณาประกอบกับผลประกอบการ หรือผลกำไรของธนาคารที่จะจัดสรรว่าปีนี้จะเพิ่มเงินเดือนเท่าใด และสายงานหรือกลุ่มงานไหนมีผลงานดีที่สุด" ผู้จัดการฝ่ายการพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์กล่าว

แท้ที่จริงก็คือ เครื่องมือในการกระจายอำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาในแต่ละชั้น พร้อมกับการมอบหมายความรับผิดชอบนั่นเอง

"ในด้านผลประโยชน์ของพนักงานแล้ว อัตราตอบแทนตามอัตราตลาดอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์นั้นต้องถือเป็นมาตรฐาน แต่หากผลงานจากแรงงานดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นมากกว่าผลงานโดยเฉลี่ยของระบบแล้ว ธนาคารจะต้องปรับปรุงมาตรฐานนั้นให้เพิ่มตามผลผลิตไปด้วย" ธารินทร์กล่าว

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศปรับเงินเดือนขึ้นให้แก่พนักงานทุกคนเท่ากันจำนวน 225 บาท โดยให้มีผลหลังตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากปรับมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อต้นปี คนละ 300 บาท

พร้อมกันนี้ได้มีการปรับเงินเดือนครั้งนี้ ธนาคารได้ถือโอกาสปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่ทั้งหมดด้วย โดยเฉพาะการปรับอัตราเริ่มต้นในตำแหน่งต่างๆ ให้สูงขึ้น รวมไปถึงด้านสวัสดิการอาคารสงเคราะห์ เงินช่วยเหลือบุตร ค่าเช่าที่พัก และเงินเพิ่มพิเศษ

วุฒิปริญญาตรีอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 4,225 บาท บรรจุแล้วได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษอีก 600 บาททุกปี โบนัสอีก 5 เดือน ฉะนั้นโดยเฉลี่ยพนักงานระดับนี้จะได้ค่าตอบแทนต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 6,000 กว่าบาท

ด้านสวัสดิการก็มีเงินกู้อาคารสงเคราะห์ให้ 60 เท่าของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 1,200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก 1% ผ่อนชำระนาน 25 ปี เงินกู้แต่งงาน 10,000 ถึง 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระดับชั้นของพนักงาน การศึกษาบุตรเบิกได้ตามที่จ่ายจริง ค่ารักษาพยาบาลจ่ายเต็มตามใบเสร็จ ส่วนโรงพยาบาลเอกชนใหใช้มาตรฐานราคาของศิริราช ตรวจสุขภาพประจำปีๆ ละ 2 ครั้ง เบี้ยกันดารสำหรับเจ้าหน้าที่สาขาต่างจังหวัดจำนวน 2,500 บาทสำหรับผู้จัดการ และ 1,300 บาทสำหรับพนักงานทั่วไป

ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า ความสำเร็จจากการทุ่มเทเงินจำนวนมากลงไปกับการพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นการทุ่มทุนให้แก่ทรัพยากรที่ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่เห็นว่าสำคัญที่สุดของธนาคาร

ถ้าพิจารณาจากแผนงาน 5 ปี (2532-2536) ของธนาคารจะเห็นว่าไม่มีการตั้งเป้าหมายไว้สูงมากนัก ค่อนข้างจะอนุรักษ์มากไปเสียด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นบางแห่ง (โปรดดูแผนงาน 5 ปี) แค่เพียงครึ่งปี 2532 ก็เห็นแล้วว่ามันโตกว่าที่ประมาณการไว้ซะแล้ว

ประกิต ประทีปะเสน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมีบทบาทสูงสุดในด้านสินเชื่อกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า การกำหนดแผน 5 ปีนั่นจะกำหนดให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และการเติบโตของระบบธนาคารทั้งระบบ ก่อนที่จะมีการกำหนดจากการผลักดันภายในของธนาคาร

"ก็ต้องมีการอนุรักษ์ไว้เป็นการดีที่สุด" ประกิตย้ำ แม้จะเชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศในระยะ 2-3 ปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่น่าเป็นห่วง"

เขาย้ำว่า ธนาคารเน้นการขยายตลาดออกไปอย่างมีคุณ มีการจัดองค์กรให้เข้ากับบรรยากาศและลูกค้าของธนาคาร "ถ้าจะวัดผลของการฝึกอบรมของเราออกมาให้เป็นตัวเลขนั้นคงลำบาก แต่เราเชื่อว่าการฝึกอบรมได้สร้างให้คนของเรามีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี ขณะนี้เรารู้จากความรู้สึกที่เราได้สัมผัส พนักงานของเรามีทัศนคติที่ดีต่องาน มีความกระตือรือร้น มีระบบการคิดระบบการทำงานร่วมกันเป็นทีม และรู้ถึงวิธีของการแข่งขันทางธุรกิจต่างกันเมื่อก่อนซึ่งทิศทางของเรายังไม่ค่อยชัดเจนนัก" เขากล่าว

การเพิ่มคุณค่าของคนของธนาคารไทยพาณิชย์ บางคนวิเคราะห์ว่า เป็นการรักษาแผลและเตรียมก้าวกระโดดอีกครั้ง หลังจากฝันร้ายอันเนื่องมาจากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ก่อนเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อปี 2525-2527 ซึ่งปรากฏภายหลังว่ามีหนี้เสียเกิดขึ้นจำนวนมาก - ซึ่งก็ไม่ผิด

ประกิตยอมรับว่า การแก้ปัญหาหนี้เสียนั้นทำให้เหนื่อยมากยิ่งกว่าการทำธุรกิจเสียอีก

บางคนก็บอกว่า ปัญหาสมองไหลจะเกิดขึ้นกับไทยพาณิชย์แน่นอนในเวลาอันใกล้นี้ เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับกสิกรไทยมาแล้ว เพราะโครงสร้างอายุของผู้บริหารแต่ละระดบชิดกันมากจนยากที่จะขยับขยาย ซึ่งผู้บริหารไทยพาณิชย์ก็ทราบปัญหานี้ดี เมื่อดูแนวโน้มจากแผนการฝึกอบรมนั้นดูจะเน้นใช้การตลาดนำการบริหารมากเอาการทีเดียว เช่นเดียวกับคำกล่าวสนับสนุนของธารินทร์ถึงแนวโน้มที่มองเห็นนี้ว่า "เรื่องการตลาดเป็นหลัก เสริมด้วยเรื่องบุคลากร ส่วนเรื่องยุทธวิธีสามารถต่อเติมเสริมแต่งเข้ามาได้เรื่อยๆ เป็นเรื่องของการปฏิบัติ"

ปี 2534 ดูจะเป็นปีที่ให้ความหมายหลายอย่างสำหรับไทยพาณิชย์ ก่อนหน้านั้นจะมีผู้บริหารระดับสูงหลายคนเกษียณอายุ จึงเป็นช่วงโอกาสให้มีการจัดกองทัพครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ว่ากันว่า โอฬาร ไชยประวัติ จะเลื่อนขึ้นแทนที่ อุทิศ สุนทรานนท์ ในช่วงนี้ แล้ว ประกิต ประทีปเสน จากผู้ช่วยสายสำคัญหลายสายก็จะขยับตามขึ้นไปแทนที่โอฬาร

วันนี้หลายคนเชื่อว่า บรรณวิทย์ บุญญรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการสายลูกค้าบุคคลจะขยับเข้าแทนที่ประกิตในช่วงนี้

บรรณวิทย์ไม่ใช่คนใหม่ในวงการแบงก์ เขาเคยทำงานกับฝ่ายคอมพิวเตอร์ในแบงก์กรุงเทพ เขาคือเจ้าของโครงการพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้งที่เสนอต่อผู้บริหารแบงก์กรุงเทพเมื่อหลายปีก่อน แต่ทางผู้บริหารให้ชะลอโครงการไว้ก่อน โดยเฉพาะโครงการนำเครื่องเอทีเอ็มเข้ามาใช้ในเมืองไทย เขารู้สึกผิดหวังมาก

วันหนึ่งเขาก็ได้พบกับ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ซึ่งมีความคิดทางด้านนี้อยู่แล้ว จึงชวนเข้ามาร่วมงานด้วย แล้วไทยพาณิชย์ก็กลายเป็นผู้นำทางด้านอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้งในเวลาเพียงไม่กี่ปีต่อมา

แม้บรรณวิทย์จะเติบโตมาจากสายคอมพิวเตอร์ แต่ในระยะ 2 ปีมานี้ ที่เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลฝ่ายสินเชื่อบุคคลก็ดังเป็นพลุแตก ไม่แพ้กับยุคที่เขาบุกเบิกเรื่องเอทีเอ็มเมื่อหลายปีก่อน

มีคนจับมาวัดกันตรงๆ ระหว่าง บรรณวิทย์ กับ สรดิษ วิญญรัตน์ แห่งแบงก์กรุงเทพ จากการห้ำหั่นกันในตลาดบัตรเครดิต "โพธิ์เงิน-โพธิ์ทอง" กับบัตรเครดิต "บัวหลวง" ในเครือข่ายที่ธนาคารกรุงเทพมากกว่าเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ บรรณวิทย์จับห้างสรรพสินค้าภูธร 33 แห่งทั่วประเทศเข้ามาเซ็นสัญญาร่วมกันขยายบัตรเครดิตและลดแลกแจกแถมแก่ผู้ซื้ออย่างมโหฬาร

แม้บางคนจะมองว่าการบุกของบรรณวิทย์นั้นเป็นแบบมวยวัด แต่ตัวเขาเองบอกว่า บัตรเครดิตภายในประเทศอย่างโพธิ์เงิน-โพธิ์ทองนั้นเป็นบัตรของมวลชนส่วนใหญ่ การขยายตลาดจะต้องถึงลูกถึงคน

ใครๆ ก็รู้ดีว่า งานลุยอย่างนี้ บรรณวิทย์เขาถนัดมาก

2534 นอกจากทุนจดทะเบียนของไทยพาณิชย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท สาขาที่ได้รับอนุญาตให้เปิดจะแล้วเสร็จทั้ง 50 สาขา และจะมียอดสาขารวมกันทั่วประเทศถึง 250 สาขา ผู้นำเพื่ออนาคตที่เตรียมไว้ 400 คน พนักงานระดับหัวหน้างานกว่า 2,800 คน จะกระจายกันอยู่ในสายงานต่างๆ ทั่วทุกสาขา กองทุนทัพคนหนุ่มซึ่งกำลังอยู่ในวัย 40-50 ปีมีการขยับกันใหม่หลายคน แล้วถ้า บรรณวิทย์ บุญญรัตน์ เลื่อนเข้ามาแทน ประกิต ประทีปะเสน จริงๆ ก็เป็นเรื่องน่าหวาดเสียวแทนเหมือนกัน

"เราตั้งเป้าหมายว่าธนาคารของเราจะต้องมีขนาดสินทรัพย์เลื่อนอันดับเข้าไปอยู่ 1 ใน 3 ของธนาคารขนาดใหญ่ในประเทศให้ได้" คำพูดที่ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ แอบพูดกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารนั้น อาจจะตัดเชือกกันในเร็วๆ นี้ก็ได้ ใครจะรู้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us