คณะทำงานฯ เผยผลศึกษาควรรวมกิจการ กสท.และ ทศท.ให้แล้วเสร็จก่อนเข้าตลาดหุ้น
เหตุจะทำให้ราคาหุ้นดีกว่า อย่างไรก็ตามต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด
ทั้งการบริหาร พนักงาน ทรัพย์สิน ผู้บริหาร รวมถึงโครงสร้างธุรกิจ เตรียมเสนอเรื่องให้คมนาคมต่อ
จากพันธะกรณีที่ รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมของประเทศจะต้องแปรรูปเป็นบริษัท
และเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น วันนี้ (20 ก.พ.) นายไกรสร พรสุธี รองปลัดกระทรวงคมนาคม
ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษากรณีการรวมบริษัท การสื่อสารไทย .และ ทศท. คอร์ปอเรชั่น
จำกัด ได้เปิดเผยว่า คณะทำงานได้ทำการสรุปผลการศึกษาการรวมบริษัท กสท.และ
ทศท. คอร์ปอเรชั่น เสร็จแล้ว ซึ่งจะเสนอกระทรวงคมนาคมต่อไป
ทั้งนี้ ผลของการศึกษา ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง และที่ปรึกษาการสื่อสารแห่งประเทศไทย
(กสท.) เห็นด้วยว่าการรวมองค์กรกันแล้วกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จะทำให้มูลค่าหุ้นดีกว่า ที่จะให้ ทศท. และกสท. แยกกันเข้าไปขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
และมารวมกิจการกันภายหลัง
นายไกรสร กล่าวต่อว่าการรวมกิจการนั้นหากใช้ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ
ในการรวมกิจการ เพื่อตั้งเป็นบริษัทแม่ หรือโฮลดิ้ง คอมปานี ก็จะทำให้ขบวนการรวมกิจการระหว่าง
2 หน่วยงาน รวดเร็วกว่า แต่หากใช้วิธีให้ กสท. และ ทศท. ต่างดำเนินการจดทะเบียนแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด
แล้วค่อยรวมกิจการกันภายหลัง โดยใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ได้ จะใช้เวลาดำเนินการมากกว่า
สำหรับปัญหาหลักของการรวมกิจการระหว่าง กสท.-ทศท.จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สิน
ทุนจดทะเบียน โครงสร้างธุรกิจ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงและตัวผู้บริหารหรือซีอีโอ
ที่ต้องมีเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็จะอยู่ที่คณะรัฐมนตรีว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร
เพราะหน้าที่ของคณะทำงานชุดนี้ได้เสร็จสิ้นแล้ว
ต้องศึกษาโครงสร้างใหม่หมด
นายไกรสร กล่าวต่อว่าการรวมองค์กร 2 องค์กร จะต้องใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับทรัพย์สิน
และปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากร และโครงสร้างธุรกิจใหม่ด้วย สำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้กำหนดให้
บริษัท กสท. จำกัด มีส่วนทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 35,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นจำนวน
3,500 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และเป็นส่วนทุนจดทะเบียนของบริษัท ไปรษณีย์ไทย
จำกัด มีส่วนทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 3,800 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นจำนวน
380 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท
กสท.คาดปี 45 ยังกำไรหกพันล้าน
นายธีระพงษ์ สุทธินนท์ ผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) กล่าวถึงผลประกอบการปีที่ผ่านมาว่า
กสท.มีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิประมาณ 7,149.37 ล้านบาท และนำรายได้ส่งรัฐประมาณ
4,655.65 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65 ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ บริการหลักที่ยังสร้างรายได้ให้กับ
กสท.คือบริการโทรคมนาคมโดยเฉพาะบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ส่วนรายได้จากกิจการไปรษณีย์แม้จะมีผลขาดทุนมาโดยตลอดจากปีที่ผ่านมามีผลขาดทุนประมาณ
2,000 ล้านบาท แต่ในปีนี้สามารถที่จะลดรายได้ผลขาดทุนลงประมาณ 1,400 ล้านบาท
สำหรับรายได้รวมภายในสิ้นปีนี้คาดว่า กสท.จะมีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาทและจะได้กำไรประมาณ
6,000 ล้านบาท
นายธีระพงษ์ กล่าวถึงสาเหตุที่รายได้และกำไรลดลงเพราะสภาวะการแข่งขันกิจการโทรคมนาคมมีความรุนแรง
โดยเฉพาะการแข่งขันโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่ กสท.ต้องยอมลดราคาลงมาและมีภาระการจ่ายเงินส่วนแบ่งค่าเชื่อมต่อวงจรระหว่างประเทศให้กับ
ทศท.จำนวน 6 บาทต่อครั้งอีกด้วย โดยที่นโยบายด้านกิจการไปรษณีย์ ซึ่งต่อไปจะแยกไปเป็นบริษัท
ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้มีการพัฒนาเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ สถานที่ และศูนย์บริการ
ไว้แล้ว แต่จะต้องลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้เพิ่มขึ้น และอาจขอสนับสนุนการลงทุนจากรัฐบาลในส่วนที่เป็นบริการสาธารณะ