Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน18 กุมภาพันธ์ 2545
ทองคำปีม้า 2545 ดีดราคา 6,000 บาท หวั่นตลาดเงินโลกทรุด             
 


   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.




ราคาทองคำในประเทศพุ่งพรวดพราดรับเทศกาลตรุษจีน แตะ 6,250 บาท/บาท ช่วงเปิดตลาดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นสถิติราคาทองคำไทยสูงสุดรอบเกือบ 4 ปี การที่ราคาทองคำในประเทศเพิ่มขึ้นรวดเร็วในช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนเช่นนี้ ทำให้การค้าทองคำในตลาดเมืองไทยไม่คึกคักเท่าที่ควรช่วงวันขึ้นปีใหม่พี่น้องชาวจีน ซึ่งตามปกติเป็นจังหวะที่การซื้อทองคำตามร้านค้าทองทั่วไปจะหนาแน่น เพราะความต้องการซื้อทองคำจะเพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลสำคัญเช่นนี้

ตามประเพณีนิยม นายจ้างมักจะซื้อทองคำแจกเป็นของขวัญของรางวัลลูกจ้างที่ทำงานดีเด่น รวมทั้งบรรดาลูกจ้างที่ได้รับเงินแต๊ะเอีย ก็นิยมซื้อทองคำเก็บสะสมไว้ หรือซื้อเป็นเครื่องประดับสวยงาม แต่สำหรับตรุษจีนปีม้าคราวนี้ สถานการณ์การค้าทองคำในประเทศเงียบเหงา เป็นผลจากราคาทองแพงขึ้นฉับพลันประมาณ 300-400 บาท/บาท เมื่อเทียบกับราคาตอนต้นปี 2545 ที่เคลื่อนไหวช่วงแคบๆ ราว 5,850-5,900 บาท

ราคาทองคำตลาดทองไทยผันผวนตามราคาทองคำต่างประเทศ ทะลุ 6,000 บาทต้นกุมภาพันธ์ และมีแนวโน้มทรงตัวระดับสูงต่อไป ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อทองคำรอดูทิศทางเคลื่อนไหวราคาทองอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินแต๊ะเอียช่วงเทศกาลตรุษจีน และต้องการซื้อทองคำรูปพรรณเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง รวมทั้งต้องการซื้อทองคำแท่งเพื่อเป็นหลักทรัพย์เก็บออม ชะลอซื้อทองคำชั่วคราว หรืออาจจะซื้อทองคำลดลงจากที่ตั้งใจไว้ เมื่อใดที่ราคาทองต่ำลง จึงจะซื้อทองคำเต็มที่ช่วงนั้น

น่าสังเกตคือ แม้ว่าการซื้อทองคำทั่วไปค่อนข้างซบเซาช่วงราคาทองขาขึ้น แต่อาจมีแรงซื้อทองคำบางส่วนจากนักเก็งกำไร เนื่องจากราคาทองคำที่แกว่งตัวรุนแรง ทำให้นักเก็งกำไรมองเห็นลู่ทางทำกำไรจากการซื้อทองคำช่วงที่ราคาทองคำขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ และนำออกขายเมื่อคิดว่าราคาทองคำถึงจุดสูงสุดแล้ว

ผู้ต้องการเก็งกำไรจากการซื้อขายทองคำจะซื้อทองคำแท่งเป็นหลัก เพราะไม่ต้องถูกหักค่ากำเหน็จ (ค่าแรง) เมื่อนำทองคำแท่งขายคืนร้านค้าทอง ปกติส่วนต่างระหว่างราคาทองคำแท่งที่ร้านค้าทองขายให้ลูกค้า กับราคาที่ร้านค้าทองรับซื้อทองคำแท่งคืนจากลูกค้า แตกต่างกันประมาณ 100 บาท/บาท ดังนั้นการที่ทองคำราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง จึงทำให้นักเก็งกำไรมีโอกาสทำกำไรจากการค้าทอง

ราคาทองคำในประเทศทะยานถึง 6,250 บาท/บาทช่วงนี้ เป็นราคาสูงกว่าราคาทองช่วงที่เกิดเหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐฯ เมื่อกลางเดือนกันยายน 2544 ซึ่งระยะนั้น ราคาทองคำตลาดทองไทยสูงสุด 6,200 บาท/บาทชั่วขณะ หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ชะลอตัวและเคลื่อนไหวช่วงแคบ 5,850-5,900 บาท/บาทช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

เมื่อย่างเข้าปี 2545 ราคาทองคำในประเทศอยู่เฉลี่ยประมาณ 5,950 บาท/บาทตลอดมกราคม แต่แล้วทองคำสร้างความประหลาดใจประชาชนชาวไทยทั่วไป เมื่อราคาทองคำข้ามพ้นแนวต้าน 6,000 บาท/บาทอย่างง่ายดายสัปดาห์แรกกุมภาพันธ์ และทำสถิติสูงสุดรอบ 4 ปี ณ 6,250 บาท/บาท

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดสรุปปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำ และความต้องการซื้อทองคำในประเทศ 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. ตลาดทองคำต่างประเทศ

สถานการณ์ต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้ราคาทองคำไทยมั่นคงนับตั้งแต่ปีใหม่ 2545 ทิศทางเดียวกับราคาทองคำตลาดโลก การที่ราคาทองคำตลาดต่างประเทศพุ่งผ่านแนวต้าน 300 ดอลลาร์/ออนซ์ เป็นครั้งแรกรอบ 2 ปี จึงดึงให้ราคาทองคำไทยพลอยสูงขึ้นเหนือ 6,200 บาท/บาทตามไปด้วย

สาเหตุหลักสนับสนุนให้ราคาทองคำตลาดโลกเข้มแข็งระยะนี้ ได้แก่

1. จริยธรรมทางธุรกิจและตลาดหุ้นสหรัฐฯ การที่ตลาดหุ้นสำคัญของโลกเกิด

อาการระส่ำระสาย ย่อมส่งผลให้นักลงทุนหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยกว่า ทองคำยังคงเป็นแหล่งพักเงินทุนที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก การที่ดัชนีหุ้น Wall Street ผันผวนอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัญญาณดีขึ้น คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวปีนี้

แต่ที่ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลคือ ความน่าเชื่อถือในระบบการเงินของธุรกิจสหรัฐฯ โยงใยระบบมาตรฐานการบัญชีอเมริกัน ซึ่งเคยนับถือว่าโปร่งใสและกำกับดูแลที่รัดกุมที่สุด แต่ในที่สุดวิบากกรรมบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ENRON ที่ล้มละลาย รวมถึงคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับจำนวนเงินมหาศาลสูญหายจากบัญชีธนาคาร Allied Irish ของไอร์แลนด์ สาขาสหรัฐอเมริกา ทำให้นักลงทุนเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับจริยธรรมและมาตรฐานการบัญชี และการตรวจสอบบัญชีสหรัฐฯ

ลุกลามถึงความเชื่อมั่นรายงานประจำปี ซึ่งสะท้อนผลประกอบกิจการบริษัทต่างๆในสหรัฐฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ว่าถูกต้องและน่าเชื่อถือเพียงใด ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซวนเซตามกระแสข่าวเปิดโปงความไม่โปร่งใสธุรกิจและสำนักงานบัญชีสหรัฐฯ

2. วิกฤตแบงก์ญี่ปุ่นและตลาดหุ้นโตเกียว สถานการณ์เลวร้ายตลาดหุ้นโตเกียว

ซ้ำเติมให้นักลงทุนบ่ายหน้าหนีการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ และหันไปแหล่งลงทุนดั้งเดิมอย่างทองคำมากขึ้น กระแสการซื้อทองคำในญี่ปุ่นปรากฏชัดเจนตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการถือทองคำแท่ง

เนื่องจากชาวญี่ปุ่นกังวลสภาพทรุดโทรมระบบการธนาคาร และภาวะเศรษฐกิจประเทศที่ยังย่ำแย่ที่สุดในกลุ่ม G7 ทำให้ประชาชนเริ่มซื้อทองคำตุนเก็บเป็นหลักทรัพย์มีค่า แทนการฝากเงินกับสถาบันการเงิน เนื่องจากคนญี่ปุ่นกลัวว่าธนาคารจะไม่มั่นคง ที่สำคัญคือกฎหมายคุ้มครองเงินฝากฉบับใหม่ญี่ปุ่น ที่จะเริ่มใช้ 1 เมษายน 2545 มีข้อจำกัดเกี่ยวกับเพดานคุ้มครองเงินฝาก ไม่ให้ความคุ้มครองเงินฝากทั้งหมดเหมือนขณะนี้ คนญี่ปุ่นจึงกระจายความเสี่ยงเก็บออมถือทองคำมากขึ้น

ดังนั้นเมื่อสถาบันจัดความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกปรับลดเครดิตธนาคารและ สถาบันการเงินญี่ปุ่นลง และมีแนวโน้มลดเครดิตลงเรื่อยๆ ทำให้ตลาดหุ้นโตเกียวทรุดต่ำอย่างหนักในรอบ 18 ปี ยิ่งซ้ำเติมให้ฐานะธนาคารอ่อนแอลงอีก เนื่องจากธนาคารถือหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนธนาคาร ทำให้สงสัยกันว่าธนาคารญี่ปุ่นมีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่ามาตรฐาน BIS

3. ปริมาณทองคำตลาดโลกลดลง ขณะที่ความต้องการทองคำขยายตัวมากขึ้น

ปรากฏว่าปริมาณทองคำตลาดต่างประเทศแนวโน้มลดลง หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ในแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา ประกาศลดการขายทองคำล่วงหน้า เพราะทิศทางราคาทองคำในอนาคตค่อนข้างสดใส ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้ผู้ผลิตทองคำชะลอการนำทองคำออกขายระยะนี้

ประกอบกับธนาคารกลางต่างๆ ประเทศยุโรปไม่ได้นำทองคำสำรองออกประมูลขายมากนัก ตรงกันข้ามธนาคารกลางย่านเอเชีย โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนและเกาหลีใต้ กลับมีมาตรการซื้อทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกทั้งเป็นชาติตะวันออกที่นิยมถือทองคำเป็นหลักทรัพย์มั่นคง จึงมีส่วนดูดซับปริมาณทองคำตลาดโลก ทำให้ไม่เหลือมากมายตามที่วิตกกันนัก

2. ค่าเงินบาท

ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาทองคำในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าทองคำจากต่างประเทศ ดังนั้นการคิดราคาทองคำที่ซื้อ-ขายในตลาดทองเมืองไทย จึงต้องนำอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมีส่วนคำนวณด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ซึ่งค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ส่งผลกระทบต่อการคำนวณราคาทองคำให้ผันแปรตามค่าเงินบาทแต่ละวัน

กล่าวคือค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง จะทำให้ทองคำที่นำเข้าจากต่างประเทศแพงขึ้น ส่งผลให้ราคาจำหน่ายทองคำในประเทศขยับขึ้น ตรงข้ามเมื่อค่าเงินบาทเข้มแข็ง จะช่วยให้ราคาทองคำนำเข้าจากต่างประเทศถูกลง ทำให้ราคาทองคำในประเทศลดลงด้วย

ประเด็นน่าสังเกต

เสถียรภาพเงินบาท เสถียรภาพทองไทย เงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพนับตั้งแต่ย่างเข้าปีใหม่ 2545 เป็นต้นมา โดยเคลื่อนไหวเฉลี่ยประมาณ 43.95-44 บาท/ดอลลาร์ช่วงต้นกุมภาพันธ์ แม้เยนญี่ปุ่นอ่อนตัวลงอย่างมาก ทำสถิติต่ำสุดรอบ 3 ปี ณ 135 เยน/ดอลลาร์ แต่ก็ไม่มีอิทธิพลกดดันให้เงินบาทค่าทรุดลงตามไปด้วย การที่เงินบาทสามารถรักษาความมั่นคง มีส่วนช่วยประคับประคองราคาทองคำในประเทศส่วนหนึ่ง

ราคาทองคำในประเทศที่แพงขึ้นฉับพลันช่วงนี้ สาเหตุหลักเนื่องจากปัจจัยด้านราคาทองคำในตลาดต่างประเทศที่พุ่งขึ้นแตะ 300 ดอลลาร์/ออนซ์ หากบาทค่าอ่อนแอลง จะยิ่งซ้ำเติมให้ราคาทองคำในประเทศสูงยิ่งขึ้น

ราคาทองต่างประเทศเมินเงินยูโร & เยน ทองคำตลาดต่างประเทศราคาพุ่งสวนทางค่าเงินยูโรและเยนที่อ่อนตัวนับตั้งแต่ต้นปี 2545 โดยทั่วไปราคาทองคำจะเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับค่าเงินยูโรและเยน เมื่อใดที่เงินยูโรและเยนเข้มแข็ง จะมีส่วนผลักดันให้ราคาทองคำตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากความต้องการซื้อทองคำในยุโรปและญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นตามค่าเงินของตน เพราะค่าเงินท้องถิ่นที่สูงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จะทำให้ทองคำที่ซื้อขายรูปสกุลเงินยูโรและเยนราคาถูกลง ชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่นจึงหาซื้อเก็บไว้

แต่สถานการณ์ราคาทองคำต่างประเทศช่วงนี้กลับทวนกระแสค่าเงินยูโรและเยน โดยราคาทองคำขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ค่าเงินยูโรอ่อนตัวอยู่ระดับราว 85 เซ็นต์/ยูโรช่วงต้นกุมภาพันธ์ เทียบกับ 89-90 เซ็นต์/ยูโรตอนต้นปี 2545

ส่วนเยนค่าลดลงกว่า 15% ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา พื้นฐานเยนแนวโน้มไม่มั่นคงนัก คาดว่าเยนอาจมีค่าร่วงลงถึง 140 เยน/ดอลลาร์ การที่ค่าเงินยูโรและเยนอ่อนตัว แต่ทองคำกลับแข็งแกร่ง เพราะตลาดให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความไม่โปร่งใส และขาดจริยธรรมของธุรกิจสหรัฐฯ รวมถึงวิกฤตหนี้เสียธนาคารญี่ปุ่น จนถึงเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศ เป็นต้น ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น แทนที่จะลดลงตามค่าเงินยูโรและเยน

3. อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ vs อัตราดอกเบี้ยในประเทศ

อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อราคาทองคำตลาดโลก โดยเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางตรงข้ามกับราคาทองคำ กล่าวคืออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จะส่งผลเกื้อหนุนราคาทองคำให้สูงขึ้น เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนทั่วไปจะลงทุนด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น พันธบัตร หลักทรัพย์ รวมทั้งทองคำ ทำให้ราคาทองคำตลาดโลกเข้มแข็งตามความต้องการตลาดต่างประเทศที่ขยายตัว

ดังนั้นการที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศชะลอตัวเป็นลำดับตลอดปี 2544 โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาประกาศลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงรวม 11 ครั้งปีที่ผ่านมา จวบจนต้นปี 2545 และประเทศยุโรปลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง ทำให้ตลาดทองคำได้รับอานิสงส์บางส่วน โดยราคาทองคำต่างประเทศทรงตัว 275-280 ดอลลาร์/ออนซ์ช่วงปลายปี 2544

แม้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศที่เริ่มทรงตัวช่วงต้นปี 2545 แต่ยังเป็นระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากรอบ 40 ปีของสหรัฐฯ ทำให้ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยยังคงเกื้อหนุนความต้องการซื้อทองคำในตลาดโลก

สำหรับอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย มิได้เป็นปัจจัยโดยตรงที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาทองคำในประเทศ เนื่องจากราคาทองคำไทยอิงกับราคาทองคำต่างประเทศและค่าเงินบาทเป็นหลัก แต่ระดับอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่อ่อนตัวลงเป็นลำดับตลอดปี 2544 และมีโอกาสชะลออีกเล็กน้อยช่วงครึ่งปีแรก 2545 ทำให้ชาวไทยบางกลุ่มซื้อทองคำเพื่อเก็บออม แทนการฝากเงินกับสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตามการซื้อขายทองคำในประเทศยังไม่คึกคักนักช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักตลาดทองไทย ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่กำลังซื้อไม่สูงนัก และนิยมซื้อเครื่องประดับทองรูปพรรณส่วนใหญ่ ดังนั้นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้หายหน้าจากตลาดทองไทย เพราะต้องประหยัดและอดออมมากขึ้น โดยใช้จ่ายเงินสำหรับซื้อหาสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น ส่งผลให้บรรยากาศซื้อขายทองคำของไทยซบเซาลงนับตั้งแต่ประเทศประสบมรสุมเศรษฐกิจ การเงินเมื่อปี 2540

ปี 2545 เศรษฐกิจไทยโดยทั่วไปแนวโน้มกระเตื้องขึ้น ประกอบกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งฟื้นฟูกิจกรรมเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น คาดว่าจะเริ่มปรากฏผลเป็นรูปธรรมกระตุ้นประชาชนชนบทมีโอกาสทำมาหากิน และรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีตลาดทองคำไทยระยะต่อไป เนื่องจากกำลังซื้อประชาชนฟื้นตัว รวมทั้งความต้องการซื้อทองคำ ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์มีค่า และเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะความมั่งคั่งคนไทยทั่วไป

4. ตลาดหุ้นไทย

บรรยากาศการซื้อขายหุ้นของไทยมีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ต้นปี 2545 ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสามารถยืนเหนือแนวต้าน 300 จุด และทำสถิติสูงสุดรอบ 20 เดือน ณ 346.77 จุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ทิศทางตลาดหุ้นไทยที่ค่อนข้างสดใสช่วงนี้ ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำต่างประเทศจะปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยและของสถาบันการเงินของไทย เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเติมความมั่นใจให้นักลงทุนไทย ให้ลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น รวมถึงลงทุนรูปแบบอื่นๆ ตาม

เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนที่คึกคัก ส่งผลให้เม็ดเงินเดินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ เอื้ออำนวยให้การใช้จ่ายเงินทองเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สินค้าถาวรจำพวกรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องประดับจำพวกทองรูปพรรณต่างๆ ส่งผลดีตลาดทองคำไทยในที่สุด

5. ราคาน้ำมัน

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ส่อเค้าปรับตัวสูงขึ้นเหนือ 20 ดอลลาร์/บาร์เรลช่วงต้นปี 2545 และอาจทรงตัวระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นข้อพึงระวังเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจปะทุขึ้น ผนวกกับการคาดคะเนว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะผ่านพ้นความซบเซาปีนี้ เป็นปัจจัยผลักดันให้ภาวะเงินเฟ้อหวนกลับมาอีกครั้ง ผลกระทบข้างเคียงจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือ ทองคำตลาดต่างประเทศจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า และเป็นหลักประกันความเสี่ยงเงินเฟ้อช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น

สำหรับภาวะเงินเฟ้อของไทย คาดว่าจะอยู่ระดับราว 1.5-2% ปี 2545 ขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 1.6% ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ แต่หากสถานการณ์น้ำมันโลกพลิกผัน ปรับราคาสูงขึ้นเป็นลำดับ จากอิทธิพลความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่อาจปะทุเป็นสงครามระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับต่างๆ อาทิ อิหร่าน ฯลฯ ความโกลาหลในตลาดน้ำมันโลกอาจเกิดขึ้น ราคาน้ำมันในไทยอาจแพงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกดดันต่อระดับราคาสินค้าในประเทศในที่สุด

ทิศทางราคาทองคำไทยปี 2545 เคลื่อนไหวตามราคาทองคำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีโอกาสที่จะทรงตัวเหนือ 300 ดอลลาร์/ออนซ์ช่วงครึ่งปีหลัง หากประเทศผู้ผลิตทองคำสำคัญของโลกรวมตัวกันอย่างจริงจัง และประสบความสำเร็จลดปริมาณผลิตทองคำ รวมทั้งตัดทอนการขายทองคำล่วงหน้าสู่ตลาดโลก จะส่งผลดีช่วยพยุงราคาทองคำตลาดต่างประเทศให้มีค่าเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามการที่ราคาทองคำในไทยจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทด้วย หากเงินบาทรักษาเสถียรภาพมั่นคง จะช่วยเป็นกันชนมิให้ราคาทองไทยผันผวนรุนแรง เมื่อทองคำต่างประเทศเคลื่อนไหวขึ้นลง ซึ่งเป็นผลดีธุรกิจค้าทองคำตลาดทองไทย เนื่องจากสร้างความมั่นใจผู้ซื้อและผู้ขาย ขณะเดียวกันการเก็งกำไรจากการซื้อขายทองคำมีแนวโน้มลดลงด้วย

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us