| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ พฤศจิกายน 2547
|
 |

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้มีความเชื่อใจในตัวเขา หรือเขาใช้วิธีใดในการเจรจาจนทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจ และคล้อยตามไปกับแนวทางหรือกระบวนการที่เขานำเสนอ
ผลงานของ "ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" น่าจะเป็นสิ่งยืนยันถึงการประสบความสำเร็จในการทำงานที่เป็นหัวใจของธุรกิจ "วาณิชธนกิจ" ที่แท้จริง
"ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส เป็นนักการเงินคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงบ่อยมากในสื่อทุกประเภท เพราะความที่เขาทำธุรกิจในลักษณะที่ค่อนข้าง aggressive โดยเฉพาะงานที่เขาถนัดที่สุด คือธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking : IB) จนสามารถเรียกได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในเมืองไทย ที่เป็น Investment Banker มืออาชีพที่แท้จริง
แม้แต่นิตยสาร "ผู้จัดการ" เอง 5 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อยได้เคยเล่าเรื่องราว ความเป็นมา ตลอดจนวิธีคิดบางประการของเขา นำเสนอมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง (รายละเอียดโปรดอ่าน นิตยสาร "ผู้จัดการ" ฉบับเดือนมิถุนายน 2542, กันยายน 2542, มกราคม 2543 และสิงหาคม 2543 หรือดูได้จาก www.gotomanager.com)
ประวัติของก้องเกียรติตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปต่อปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกจาก Wharton University ก่อนจะกลับมาทำงานใช้ทุนที่ธนาคารกสิกรไทย และออกมาเป็นตัวแทนของแบริ่ง รีเสิร์ชในประเทศไทย จนสุดท้ายได้เป็นเจ้าของ บล.แอสเซ็ท พลัส ซึ่งเพิ่งไปควบรวมกิจการ กับ บล.เอบีเอ็น แอมโร เอเชีย กลายมาเป็น บล.เอเชีย พลัส ได้เคยถูกสื่อทุกแขนงนำเสนอมาแล้วอย่างละเอียด
หลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ "ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" มักต้องปรากฏขึ้นทุกครั้งในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังดีลการควบรวมหรือซื้อกิจการ ทั้งที่เป็นดีลใหญ่ๆ ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน หรือดีลที่คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายมีความขัดแย้ง หรือเป็นคู่แข่งกันโดยตรง
แม้แต่วันที่ "ผู้จัดการ" ได้ไปสนทนากับเขาครั้งแรกของปีนี้ เขาเพิ่งเสร็จสิ้นการให้สัมภาษณ์นิตยสารกับ Euromaony ที่ต้องการตีพิมพ์เรื่องราวของเขาในฉบับเดือนสิงหาคม 2004
แต่ยังไม่เคยมีใครที่สามารถวิเคระห์ได้อย่างลึกซึ้งว่าความสำเร็จในวิชาชีพของเขา โดยเฉพาะการเป็นตัวกลาง ในการทำดีลการควบรวมกิจการที่หลายคนคิดว่าเป็นดีลที่ยาก และไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้นั้น มีปัจจัยใดเป็นตัวสนับสนุน (โปรดดูตาราง "บางส่วนของดีลที่เป็นผลงานจากอดีตถึงปัจจุบัน" ประกอบ)
ยังไม่นับรวมการที่เจ้าของกิจการหลายคนมอบความไว้วางใจให้เขาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
พิจารณาจากข้อเท็จจริง ความสำเร็จในวิชาชีพวาณิชธนกิจของก้องเกียรติ เกิดขึ้นจากปัจจัย 2 ประการ
ประการแรก - ปัจจัยภายนอกคือ สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังปี 2000 เป็นต้นมา เป็นแรงบีบคั้นให้นักธุรกิจส่วนหนึ่งของไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดตามไปด้วย
สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ อาทิ
1. แรงกดดันจากต่างชาติให้ไทยต้องเปิดเสรีทางด้านการค้า การเงิน การคลังและบริการ และการเข้ามาของบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจหลายแขนงจากต่างชาติ ภายหลัง การเปิดเสรี
2. การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำธุรกิจ
3. การที่ผู้บริหารรุ่นใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจมากขึ้น
ประการที่ 2 - ปัจจัยภายในคือ ตัวตนของก้องเกียรติเอง รวมถึงสายสัมพันธ์ที่เขามีอยู่กับคนหลายระดับ
ก้องเกียรติเป็นคนที่พยายามมองเหตุการณ์ต่างๆ โดยการตีภาพกว้างให้แตก ก่อน จะพิจารณาลงไปในรายละเอียด และมองหาแนวโน้มในอนาคต
เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนที่จะเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักเกณฑ์พื้นฐานเช่นนี้ เขาได้นำเข้ามาใช้กับชีวิตจริงของเขาด้วย
การตัดสินใจเปลี่ยนงาน หลังจากที่ ต้องทำงานใช้ทุนอยู่กับธนาคารกสิกรไทย 4 ปี เพื่อมาเป็นตัวแทนของแบริ่ง รีเสิร์ชในประเทศไทย เมื่อปี 2531 เพราะเขาอ่าน แล้วว่าตลาดหุ้นไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคบูม และในตลาดหุ้นขณะนั้นกำลังขาดนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มืออาชีพ
"พอเห็น trend ผมก็เลยออกมาอยู่กับแบริ่ง เพราะดูว่า trend ของนักวิเคราะห์น่าจะไปได้ดี เพราะประเทศไทยตอนนั้นน่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจของผู้ลงทุน ในปี 1988 แล้วผมก็เป็น analyst คนแรกๆ ของประเทศไทย ที่ตั้งทีมขึ้นมาเป็นระบบ วิเคราะห์หุ้นเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่ว่าโมเมเชื่อเรื่องข่าวลือ" เขาบอกกับ "ผู้จัดการ"
ก่อนที่แบริ่งเมืองนอกจะมีปัญหา เขาเริ่มมองเห็นอีกแนวโน้มหนึ่งแล้วว่าทิศทางของธุรกิจวาณิชธนกิจในประเทศไทยกำลังจะขยายตัว เขาตัดสินใจออกมาตั้งบริษัทเป็นของตัวเอง
"ตอนแรกที่ตั้งบริษัทยังเป็นเพียงแอสเซ็ท พลัส คอมปานี ลิมิเต็ด ยังไม่มีหลักทรัพย์ พอผ่านไปสัก 2 ปี ผมก็ไปซื้อใบอนุญาตของ บล.ชาวไทย แล้วมาเปลี่ยนชื่อ เป็น บล.แอสเซ็ท พลัส ทุนตอนแรกนั้น 30 ล้านบาท ก็มีพาร์ตเนอร์คนอื่นเข้ามาช่วยอีกเยอะ คือผมเป็นคนที่มี ความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง คือผมไม่ชอบเป็นเจ้าของ 100%"
บุคลิกหนึ่งที่สำคัญของก้องเกียรติ คือเขาไม่ใช่เป็นคนที่ติดยึดกับหลายสิ่งหลายอย่าง เขามองว่าของทุกอย่างล้วนมีมูลค่าที่แท้จริงของตัวเอง เพราะฉะนั้นของ สิ่งใดที่ราคาของมันได้เพิ่มขึ้นมาจนถึงมูลค่าที่แท้จริงดังกล่าวแล้ว เขาก็พร้อมที่จะปล่อยออก รวมถึงตำแหน่ง
ด้วยบุคลิกเช่นนี้ก็น่าเป็นอีกเหตุผล หนึ่งที่เขาตัดสินใจนำ บล.แอสเซ็ท พลัสของเขา เข้าไปรวมกับ บล.เอบีเอ็น แอมโร เอเชีย เมื่อปลายปีก่อน นอกเหนือจากที่มองเห็นว่าทั้ง 2 บริษัท ควรจะมี synergy จากจุดเด่นที่แต่ละแห่งมีไม่เหมือนกัน
กับเรื่องสายสัมพันธ์ เขายืนยันว่าความสำเร็จในธุรกิจของเขา ไม่มีเรื่องของ connection เข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนที่หลายคนคิด
"ดีลทุกดีลที่ผมได้มา ได้มาด้วยหยาดเหงื่อ และต้องไป แข่งกับเขาทั้งนั้น"
แต่เขาก็ยอมรับว่า เขารู้จักคนมาก โดยเฉพาะคนที่กำลังมีบทบาทสำคัญๆ อยู่ในแวดวงธุรกิจการเงินทั่วโลก
ก้องเกียรติเป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีเครือข่ายศิษย์เก่าซึ่งประสบความสำเร็จและกำลังมีบทบาทสำคัญในวงการธุรกิจของไทยอยู่เป็นจำนวนมาก (รายละเอียดโปรดอ่านเรื่อง "Brand of Brothers" นิตยสาร "ผู้จัดการ" ฉบับเดือนกันยายน 2545 หรือ www.goto manager.com)
แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่เขาเป็นศิษย์เก่าของ Wharton School
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานอยู่ในตัวตนของก้องเกียรติ ทำให้เขาเป็นคนที่อ่าน เกมธุรกิจได้อย่างทะลุปรุโปร่งและสามารถถ่ายทอดแนวคิดไปสู่ คนที่มาเป็นลูกค้าของเขาได้อย่าง เป็นระบบ
ซึ่งจุดนี้คือสิ่งที่เขาสั่งสมมาไม่น้อยกว่า 10 ปี จนได้รับความเชื่อถือไปทั่วทุกวงการ
เนื้อหาในบางตอนของบทสนทนาระหว่าง "ผู้จัดการ" กับก้องเกียรติ โอภาส วงการ โดยเฉพาะช่วงที่เขาเล่าถึงเบื้องหลัง การทำดีลสำคัญๆ บางดีลน่าจะบ่งบอกถึง ปัจจัยแห่งความสำเร็จของเขาได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งในส่วนที่เป็นปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก
ในมุมมองของก้องเกียรติ เขามองว่าแก่นแท้ของธุรกิจวาณิชธนกิจ คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ให้กับกิจการของลูกค้า ซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าวทำได้ในหลายรูปแบบ
การวัดความสำเร็จในการทำธุรกิจนี้ มิได้อยู่เพียงแค่การนับจำนวนบริษัท ที่บริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่งเป็นผู้นำหรือเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนที่หลายคนคิด
ที่สำคัญ ในสายตาของเขาวาณิชธนกิจคือธุรกิจบริการที่ต้องมีทั้งความครบเครื่องและต่อเนื่อง โดยยึดความพึงพอใจของลูกค้าเป็นพื้นฐาน
ว่าไปแล้ว กุญแจสู่ความสำเร็จของ ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนมากนัก แต่หลายคนอาจจะยังมองไม่เห็น หรือมีโอกาสมองเห็นเหมือนกับเขา...
|
|
 |
|
|