Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน28 ตุลาคม 2547
ปูนใหญ่Q3กำไร1.2หมื่นล.อานิสงส์ราคาขายปิโตรฯพุ่ง             
 


   
www resources

โฮมเพจ เครือซิเมนต์ไทย

   
search resources

เครือซิเมนต์ไทย
ปูนซิเมนต์ไทย, บมจ.
Cement




ปูนซิเมนต์ไทย ไตรมาส 3 กำไรเฉียด 1.2 หมื่นล้านบาท หนุนกำไรสุทธิรวม 9 เดือนกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 94% เหตุยอดขายของทุกสายธุรกิจเติบโต โดยเฉพาะปิโตรเคมียอดขายเพิ่ม 80% จากความต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้ราคาขายพุ่งตาม ส่วนการลงทุนโครงการเอทิลีน แครกเกอร์ คาดสรุปได้กลางปี 48 ยันไม่ปรับราคาขายปูนซีเมนต์ แต่หากรัฐปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลอาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มด้วย หวั่นการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจะกระทบผลการดำเนินงาน

นายชุมพล ณ ลำเลียง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) เปิดเผย ความคืบหน้าโครงการเอทิลีน แครกเกอร์ นั้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณ กลางปี48 เพราะบริษัทจะต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพราะวัตถุดิบหายากและเครื่องจักรราคาแพงด้วย โครงการนี้แม้จะใช้เวลาศึกษานาน แต่ถือว่าไม่ล่าช้าเพราะในประเทศยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดลงทุน แม้ว่าจะไม่ทันกับช่วงราคาขาขึ้นของวัฏจักร ปิโตรเคมี ตามปกติธุรกิจปิโตรเคมีขาขึ้นจะอยู่ได้ 4-5 ปี และก็ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย ดังนั้นธุรกิจนี้ถือว่ายังลงทุนได้ ถือว่าลงทุนช้าแต่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ขณะที่การร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีกับพันธมิตรรายใหม่นั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้

นอกจากนี้ยังเล็งที่จะเข้าลงทุนซื้อหุ้นในธุรกิจที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทหากมีโอกาส และไม่กระทบต่อการถือหุ้น โดยที่ผ่านมา SCC เข้าซื้อหุ้นของไทยเคนเปเปอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นจนทำให้ SCC ต้องลงบันทึกรับรู้รายได้เข้ามา โดยปีนี้บริษัทได้ใช้เงินเพื่อลงทุนประมาณ 6 พันล้านบาท

นายชุมพลกล่าวถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 47 ว่า บริษัทมีงบการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 11,988 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 147% เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมี อันเป็นผลจากราคาปิโตรเคมีในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรสุทธิรวม 9 เดือน รวมกว่า 27,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 94% ขณะที่บริษัทมียอดขายรวม 52,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยธุรกิจปิโตรเคมีมียอดขาย 9,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% ผลจากความต้องการโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาปิโตรฯ ในตลาดโลกสูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์ยอดขายรวม 9,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เนื่องจากการก่อสร้างในประเทศเติบโต ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มียอดขายรวม 5,274 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เนื่องจากความต้องการกระเบื้องมุงหลังคาและเซรามิกยังเพิ่มขึ้น และธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์มียอดขาย รวม 9,768 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น

นายชุมพลกล่าวว่า ธุรกิจปิโตรเคมีของ SCC ยังทำรายได้เติบโตต่อเนื่อง เพราะความต้องการปิโตรเคมีในตลาดโลกที่ยังสูงอยู่ โดยเฉพาะจีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่สำคัญ หากจีนยังพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจเติบโตเหมือนที่ผ่านมา ส่วนกรณีที่มีบางประเทศที่ยังต้องเพิ่มกำลังการผลิตปิโตรเคมีในปี 48 นั้น เชื่อว่าไม่มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายหรือราคาขายปิโตรเคมีโลกนัก เพราะจีนเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดว่าราคาปิโตรเคมีและสินค้า หลายชนิดในตลาดโลกจะเพิ่มหรือลดลง

อย่างไรก็ตาม ความต้องการปิโตรเคมีของตลาดในประเทศยังเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ คือประมาณ 7-10% ต่อปี แต่ตัวเลขยอดขายที่เติบโตขึ้นมากไม่ได้มาจากการเพิ่มกำลังผลิต แต่เป็นผลจากราคาปิโตรเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้ตัวเลขรายได้และกำไรจากธุรกิจนี้ของบริษัทเติบโตขึ้นมาก

นายชุมพลกล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเคมีและเยื่อกระดาษเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตแล้ว และส่วนเกินที่เหลือจากการจำหน่ายในประเทศ บริษัทได้ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์นั้นกำลังการผลิตยังเหลืออีกมาก ดังนั้น การเพิ่มกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ขณะนี้จึงเชื่อว่ายังไม่จำเป็นต้องเพิ่ม แม้ว่ารัฐจะออกมาประกาศ ว่าจะอัดงบเพื่อลงทุนในระบบสาธารณูปโภคเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท แต่ก็ยังไม่แน่ใจในนโยบายรัฐว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ส่วนการที่ราคาปูนซีเมนต์ที่ปรับเพิ่มขึ้นมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ้านจัดสรรที่จะเป็นตัวแปรหลักให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใช้เป็นตัวอ้างในการปรับราคาขายบ้านเพิ่ม ซึ่งการสร้างบ้านยังต้องอาศัยวัสดุอื่นๆ อีก ส่วนราคาเหล็กที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นไปตามราคาขายในตลาดโลก และการที่เกิดปัญหา เพราะบางจุดที่ขาดแคลนจริง ซึ่งราคาเหล็กปรับเพิ่มจากเมื่อ 2 ปีก่อนถึง 100% นั้น เชื่อว่าเป็นผลจากราคาที่เพิ่มมาจากช่วงที่ขาดแคลน

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น ถือว่ากระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของเกือบทุกธุรกิจของผู้ประกอบการทุกราย แต่เมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าแล้ว SCC ยอมรับว่าค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานมากกว่า

โดยยืนยันว่าจะไม่มีการปรับราคาขายปูนซีเมนต์ขึ้น แต่หากรัฐปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลก็ยังไม่แน่ว่า SCC จะสามารถยืนราคาขายซีเมนต์ไว้ที่ระดับราคาปัจจุบันนี้หรือไม่ ส่วนยอดขายปูน ซีเมนต์สูงขึ้นกว่าปีก่อนจาก 25 ล้านตัน เป็น 26-27 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน

นายกานต์ ตระกูลฮุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยถึงการรีไฟแนนซ์หนี้ว่า หนี้สินของบริษัทถึงไตรมาสนี้เหลือ 106,000 ล้านบาท จากก่อนหน้าที่มีหนี้สินกว่า 1 แสนล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าจะลดหนี้ให้ได้ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ภาระดอกเบี้ยของบริษัทลดลงได้มาก อันจะส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยดอกเบี้ยจ่าย ในไตรมาส 3 ปีนี้ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนกว่า 100 ล้านบาท

โดยหนี้หุ้นกู้เหลือ 86,500 ล้านบาท และหนี้แบงก์กว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นกู้จะครบดีล พ.ย.นี้จำนวน 16,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยจ่าย 5% ส่วนปี48 เดือน เม.ย.จำนวน 12,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 9.5% และ ต.ค.อีก 7,500 ล้านบาท ดอกเบี้ย 4.5%

"เราคาดว่าจะออกหุ้นกู้ที่จะมารีไฟแนนซ์หนี้เดิมของเราบางส่วน และจะใช้เงินทุนหมุนเวียนจากการดำเนินงานอีกส่วนหนึ่งเพื่อให้การลดหนี้ของเรา เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้"

นายกานต์กล่าวถึงการดำเนินงานของบริษัทในทุกสายธุรกิจว่าเป็นไปตามเป้าหมาย จะมีเพียงธุรกิจเยื่อกระดาษเท่านั้นที่จะเห็นได้จากงบการเงินว่าตัวเลข EBITDA ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น คือเพิ่มจาก 7,517 ล้านบาท เป็น 7,660 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นมา แม้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรขั้นต้นลดลง   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us