ในตลาดผู้บริโภคแทนความสะดวกคือประโยชน์ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคประการหนึ่ง
ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในการชำระเงิน เพียงแค่หนึ่งชั่วอายุคนก็มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นมา
เพื่อตอบสนองความต้องการทำธุรกรรมที่รวดเร็วและปลอดภัย
แม้ว่าเอเชียแปซิฟิก จะมีขนาดเล็กกว่า อเมริกาและสหภาพยุโรป แต่กลับเป็นภูมิภาค
ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคหลักๆ ของวีซ่า การเพิ่มขึ้นของยอดขายปีละกว่า
40% ในช่วง สองปีที่ผ่านมาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในเชิง โครงสร้างจากเดิมที่มีเงินสดและเช็คเป็นสื่อหลัก
แนวโน้มดังกล่าวกำลังดำเนินไปอย่างต่อ เนื่อง แต่เนื่องจากในเอเชีย การใช้จ่ายด้วย
บัตรวีซ่ามีสัดส่วนเพียง 5% ของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลก
ซึ่ง อยู่ที่ 11% ศักยภาพการเติบโตของการใช้บัตร จึงมีอยู่สูง
เมื่อเร็วๆ นี้ วีซ่าได้ทำการปรับโครง สร้างเพื่อกระจายอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานให้กับภูมิภาคต่างๆ
ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจการชำระเงิน การดำเนินการดังกล่าวถือว่ามีประโยชน์มากในเอเชีย
ซึ่งเป็นตลาดที่กลยุทธ์ "หนึ่งขนาดใส่ได้หมด" ไม่สามารถจะนำมาใช้รับมือกับความท้าทายและโอกาสที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ
"ผู้บริโภคในเอเชียมีความปรารถนาเหมือนกันที่จะทำให้การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
เช่นเดียวกับใน ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เป้าหมายในวิสัยทัศน์ด้านการชำระเงินของวีซ่าในเอเชีย
อยู่ที่การทำให้ความเรียบง่าย ความปลอดภัย และความประหยัดกลายเป็นความจริง"
รูเพิร์ต คีลีย์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล
ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าว
การพาณิชย์ที่เป็นสากล หรือการพาณิชย์ที่ไร้ขีดจำกัด (U-commerce) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระเงินทุกที่
ทุกเวลา และทุกวิธี เป็นเรื่องของการผสานบรรจบกันของโลกแห่งความเป็นจริงที่จับต้อง
ได้กับโลกดิจิตอล ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาช่องทางใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพาณิชย์แบบดั้งเดิม
ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อจะสร้างความหลากหลาย ความสะดวกและคุณค่าที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่งสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย
"การชำระเงินผ่านระบบดิจิตอลจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงการเปิดรับอินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นเครื่องมือ
สื่อสารและเครื่องมือในการทำธุรกิจอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคในเอเชีย ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับการสร้างพาณิชย์ออนไลน์ในภูมิภาค"
คีลีย์บอก
ทั้งออสเตรเลีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน มีอัตราการแพร่หลายของอินเทอร์
เน็ตสูงในระดับที่มากกว่า 30% เฉพาะจีนก็มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ถึง 9.4
ล้านคน 33% ในจำนวนนี้รู้จักชอปปิ้งออนไลน์กันแล้ว ในเกาหลีใต้ 60% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีอยู่
6 ล้านคนใช้บริการซื้อสินค้าออนไลน์ และโอกาสที่การค้าออนไลน์จะขยายตัวขึ้นอีกยังมีอยู่อีกมาก
ทุกวันนี้กว่า 50% ของธุรกรรมอี-คอมเมิร์ซ ทั้งหมดเป็นธุรกรรมที่ทำโดยใช้ผลิต
ภัณฑ์ของวีซ่า และจากการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์ เน็ตโดย Landor Assoiates วีซ่าอยู่ในอันดับ
สองในฐานะแบรนด์ที่มีศักยภาพระยะยาวในโลกออนไลน์มากที่สุด เป็นรองเพียงไมโครซอฟท์เท่านั้น
จากการคาดการณ์ของ Ovum Re-search ตลาดเอ็ม-คอมเมิร์ซ ในเอเชียแปซิฟิก
ได้รับการคาดหมายว่าจะมีมูลค่า 67 พันล้าน เหรียญสหรัฐ ในปี 2005 ความพร้อมของคนเอเชียที่จะเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
ทำให้ ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศเล็กอย่างสิงคโปร์ มีอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า
70% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นพื้นฐานที่แข็ง แกร่งสำหรับการเติบโตของการค้าออนไลน์
เมื่อเร็วๆ นี้ วีซ่า ฮัทชิสันและธนาคาร ดาวเฮงแบงก์ ได้ร่วมมือกันพัฒนารูปแบบชำระเงินที่ปลอดภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ
เพื่อรองรับบริการต่างๆ อาทิ การชำระค่าโทรศัพท์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ให้บริการผ่านระบบโทรศัพท์
การซื้อตั๋ว การชำระค่าสมาชิกนิตยสาร การสั่งซื้อหนังสือ การประมูลและการซื้อของใช้จำเป็นประจำวัน
เช่น อาหารและของชำ รูปแบบการชำระเงินในอนาคตจะต้องมีลักษณะคล่องตัวทุกที่ทุกเวลา
ผลิตภัณฑ์เพื่อการชำระเงินจะมีความ ซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์
ที่ไม่หยุดนิ่งและความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค จากการสำรวจผู้บริโภคโดย
Research International พบว่า กว่า 80% ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก คิดว่าบัตรสมาร์ท
การ์ดจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกระเป๋าเงินของตน
การฝังชิปลงไปในบัตรจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประโยชน์ใช้สอยของบัตร ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาบัตรอเนกประสงค์
ที่รวมเอาคุณสมบัติของบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรโดยสารรถขนส่งมวลชน บัตรสะสมแต้ม
บัตรทางด่วน และบัตรเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเอาไว้บนแผ่นพลาสติกบางๆ เพียงแผ่นเดียว
บัตรชำระเงินรูปแบบใหม่นี้จะเป็นเครื่องมือจูงใจให้ผู้บริโภค ที่ยังไม่ได้ใช้บริการธนาคารเข้าสู่ระบบธนาคารมากขึ้น
พร้อมกับยกระดับความรู้ด้านการเงินในส่วนของผู้บริโภค อันเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ บัตร สมาร์ทการ์ดยังสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับธนาคารและและพันธมิตรผู้ออกบัตรร่วมในการสร้างความแตกต่างให้กับตนเอง
รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการปกป้องการฉ้อโกงด้วยระบบการเข้ารหัสที่ก้าวล้ำยุค
จากการคาดการณ์ของวีซ่า ในปี 2008 บัตรเครดิต 90% ในเอเชียจะอยู่ในรูปของบัตรสมาร์ทการ์ด
เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น วีซ่าได้ดำเนินการเพื่อให้แน่ใจได้ว่า มาตรฐาน
สำหรับรองรับการทำงานร่วมกันทั่วโลกของบัตรสมารทการ์ดจะเป็นที่ยอมรับโดยไม่มีข้อจำกัด
ในส่วนของผู้ผลิต สถาบันการเงิน หรือ สถานที่ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่สามารถอ่านเทคโนโลยีชิปได้
เริ่มแพร่หลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวีซ่าได้แนะนำบัตรฝังชิปใบแรกของโลก ซึ่งมีราคาไม่ถึง
1 เหรียญ ซึ่ง การที่อุปกรณ์ฝังชิปได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว จะเป็นตัวการใช้บัตรสมาร์ทการ์ด
ซึ่ง ปัจจุบันมีอัตราการเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10%
"ผู้บริโภคยังคงต้องการทำให้การชำระเงินมีความปลอดภัย ทั้งภายในประเทศ
และระหว่างประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง
สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในบางส่วนของภูมิภาคเอเชีย" คีลีย์
ปัจจุบันผู้บริโภคในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป มีโอกาสได้เห็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่งซึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
แต่ยักษ์หลับของเอเชีย คือ จีนกับอินเดียต่างหาก ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการ
นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ การพัฒนาเทคโน โลยีวิทยุและบรอดแบนด์ทำให้ประเทศทั้งสองได้รับโอกาสพิเศษที่จะก้าวไปให้ถึงความสำเร็จในเวลาเพียง
2-3 ปี ในสิ่งที่มีระดับการพัฒนา สูงกว่าต้องใช้เวลานานกว่า
หากรัฐบาลและหน่วยงานผู้ควบคุมกฎ ฉกฉวยโอกาสดังกล่าวนี้ไว้ (ซึ่งก็มีสัญญาณว่าจะเป็นเช่นนั้น)
ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ประเทศเหล่านี้จะก้าวกระโดดแซงหน้าประเทศตะวันตกได้
มีเหตุผลมากมายให้เชื่อว่า ภูมิภาคเอเชียจะก้าวอย่างรวดเร็วไปสู่การรับเอาระบบชำระเงินครบวงจรที่ทันสมัย
ซึ่งจะเป็นกระแสนำโลกมาใช้