|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บล.บัวหลวง เพิ่มทุน 55 ล้านหุ้น พาร์ 2 บาท เตรียมขายไอพีโอพร้อมเข้าเทรดเดือน ธ.ค.นี้ หวังนำเงินพัฒนาการให้บริการ-ลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ตั้งเป้าเพิ่มมาร์เกตแชร์ไม่ต่ำกว่า 5% ภายใน 3 ปี "ญาณศักดิ์" เผยผู้ถือหุ้นเดิมเตรียมเฉือนหุ้นขายไอพีโอด้วย แต่ยืนยันแบงก์กรุงเทพไม่ขายแม้แต่หุ้นเดียว ล่าสุด ก.ล.ต.นับหนึ่งแบบไฟลิ่งขาย ESOP 7 ล้านหุ้น
นายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมที่จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) รวมทั้งกรรมการและพนักงานของบริษัทในเดือนธ.ค. นี้ และจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีบริษัทไอเอฟซีที แอดไวเซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ทั้งนี้ บริษัทจะเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกจำนวน 110 ล้านบาท หรือ 55 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 2 บาท ส่งผลให้หลังจากการเพิ่มทุนดังกล่าวบริษัทจะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 360 ล้านบาท จากปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 250 ล้านบาท โดยจะจัดสรรให้กับประชาชนทั่วไปจำนวน 40 ล้านหุ้น และจัดสรรให้กับกรรมการและพนักงาน ของบริษัทจำนวน 7 ล้านหุ้น ส่วนที่เหลือไว้สำหรับรองรับการแปลงสภาพของหุ้นกู้แปลงสภาพที่บริษัทได้ออกให้กับธนาคารกรุงเทพไปก่อนหน้านี้
นอกจากนั้นจะมีหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมบางส่วนที่จะนำออกมาขายพร้อมหุ้นไอพีโอด้วย แต่ยังไม่ได้สรุปว่าเป็นจำนวนเท่าไร และใครจะนำออกมาขายบ้าง โดยในส่วนของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ถือ หุ้นใหญ่ที่ถือหุ้น บล.บัวหลวงอยู่ 64.73% ยืนยันว่าจะไม่นำหุ้นในส่วนของตนเองออกมาขาย
นายญาณศักดิ์กล่าวว่า เงินที่ได้จากการขายหุ้น ครั้งนี้ จะนำมาพัฒนาการให้บริการภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ว่า "มุ่งมั่นเพื่อบริการที่ดีกว่า" โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดหรือมาร์เกตแชร์ด้านธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 5% ภายใน 3 ปี จากมาร์เกตแชร์ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 3.31%
ดังนั้นบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาใน ทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านของ การพัฒนาบุคลากร โดยการสรรหา การให้เข้ารับการ อบรม และการจูงใจให้ทำงานกับบริษัทในระยะยาว ด้านงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยเน้นการทำงานวิจัยที่มีคุณภาพ ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 85% ของมูลค่าตลาดรวม ด้านวาณิชธนกิจ โดยเสนอบริการที่ปรึกษาทางการเงินที่ครอบคลุมใน ทุกด้าน โดยใช้ทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการให้บริการ รวมทั้งมีเครือข่าย สาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ในการให้บริหารจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
ด้านธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล โดยมีกองทุนหลากหลายประเภท และมีผู้จัดการกองทุนที่มีความ สามารถในด้านการตัดสินใจลงทุนให้แก่ลูกค้าได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการเสริมสร้างความรู้ให้แก่ลูกค้าและนักลงทุน และการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และการปฏิบัติการเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่บริการของบริษัท
นอกจากนั้นบริษัทยังเตรียมการและศึกษาข้อมูลเพื่อที่จะลงทุนในธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่ม การบริการให้แก่ลูกค้า อย่างเช่นการให้ยืมหุ้นและตราสารอนุพันธ์
"ตอนนี้เรายื่นไฟลิ่งในส่วนของหุ้น ESOP ไป แล้ว ส่วนหุ้นที่จะขายให้ประชาชนคงจะยื่นตามไปใน เร็วๆนี้ ซึ่งตามแผนของเราจะขายหุ้นในช่วงเดือน ธ.ค. และอยากจะเข้าเทรดในเดือน ธ.ค.เลย แต่หากไม่ ทันก็ต้องเลื่อนไปเป็นต้นปีหน้า ขึ้นอยู่กับการพิจารณา อนุมัติของสำนักงาน ก.ล.ต." นายญาณศักดิ์กล่าว
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ของ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เพื่อเสนอขายให้กับกรรมการและพนักงาน จำนวน 7 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2 บาท
แบบไฟลิ่งระบุถึงผลการดำเนินงานของบริษัทว่า มีการเติบโตมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ โดยรายได้เพิ่มขึ้นจาก 403.08 ล้านบาท ในปี 2545 เป็น 1,042.22 ล้านบาท ในปี 2546 ด้านกำไรสุทธิเติบโตจาก 20.33 ล้านบาท ในปี 2545 เป็น 187.11 ล้านบาท ในปี 2546 ส่วนงวด 6 เดือนปี 2547 บริษัทมีรายได้รวม 539.70 ล้านบาท กำไรสุทธิ 86.91 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 1,673.23 ล้านบาท หนี้สินรวม 1,191.14 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้น 482.09 ล้านบาท
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น 5 อันดับแรกของบริษัท ณ วันที่ 30 ก.ย. 2547 ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ถือหุ้น 64.73% กลุ่มนายชอง โท ถือหุ้น 10% กลุ่มเจ.พี.มอร์แกนถือหุ้น 10% นายกรณ์ จาติกวณิชถือหุ้น 5% นายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย ถือหุ้น 2.15%
|
|
 |
|
|