|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
MBK เตรียมส่งบริษัทลูก "เอ็มบีเค รีสอร์ท" เข้าจดทะเบียนในตลท.คาดยื่นไฟลิ่งไตรมาส 1 ปี 48 เผยแผนธุรกิจเตรียมสร้างโรงแรมเพิ่มที่เกาะสมุยใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท โดยใช้เงินเงินทุนหมุนเวียน ฟุ้งผลประกอบการปี 48 โตอีก 12%
นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็มบีเค จำกัด (มหาชน) (MBK) เปิดเผยว่า บริษัทจะนำบริษัท เอ็มบีเค รีสอร์ท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะยื่นไฟลิ่งประมาณไตรมาสแรกปี 2548 และพร้อมเทรดได้ประมาณไตรมาส 2 ปีเดียวกัน ทั้งนี้บริษัทได้แต่งตั้งให้ บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) (CNS) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ทั้งนี้ เอ็มบีเค รีสอร์ทจะกระจายหุ้นเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 40 ล้านหุ้น โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 200 ล้านบาท เรียกชำระแล้ว 60 ล้านบาท และต้นเดือนตุลาคมปีนี้จะชำระเพิ่มอีก 100 ล้านบาท ส่วนอีก 40 ล้านบาทจะเสนอขายจากหุ้น IPO โดยมีราคาพาร์อยู่ที่ 1 บาท ปัจจุบัน MBK ถือหุ้นในเอ็มบีเค รีสอร์ท ในสัดส่วน 67% และอีก 33% เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย
สำหรับ เอ็มบีเค รีสอร์ท ดำเนินธุรกิจสนามกอล์ฟ ปัจจุบันมีอยู่ 2 แห่ง โดยแห่งที่ 2 อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2549 สำหรับสนามกอล์ฟแห่งที่ 2 บริษัทคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 200 ล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนจาก เอ็มบีเค รีสอร์ท ซึ่งเป็นเจ้าของที่มูลค่า 300 กว่าล้านบาท
นอกจากนี้ MBK ยังมีแผนสร้างโรงแรมที่เกาะสมุยในพื้นที่ประมาณ 122 ไร่ คาดว่าจะใช้งบประมาณ ในการลงทุน 500-600 ล้านบาท โดยนำมาจากเงินสดหมุนเวียน ซึ่งมีประมาณเดือนละ 100 ล้านบาท สำหรับโรงแรมดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบและต้องใช้เวลาก่อสร้าง ประมาณ 2 ปี โดยคาดว่าในปี 2549 ถึงจะเปิดให้บริการได้
"อย่างไรก็ตาม เรากำลังดูอยู่ว่ามีพันธมิตรรายใดบ้างที่สนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่ภูเก็ตบ้าง ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ก็มีดิวกันอยู่ โดยพันธมิตรที่จะเข้ามาลงทุนไม่ได้จำกัดว่าต้อง เป็นบริษัทในเครือ และถ้าเข้ามาผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ยังคงเป็นเราอยู่ ส่วนสาเหตุ ที่ต้องหาพันธมิตรนั้นเพราะมองในเรื่องศักยภาพที่จะทำให้ธุรกิจขยายตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากเห็นว่าการทำเพียงลำพังอาจทำให้ธุรกิจดังกล่าวขยายตัวได้ช้า" นายสุเวทย์ กล่าว
นายสุเวทย์ กล่าวอีกว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2548 (มิ.ย. 47-มิ.ย.48) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-12% โดยรายได้จากศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น 10% รายได้จากธุรกิจข้าวเพิ่มขึ้น 10% และธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีปริมาณลูกค้ามาใช้บริการที่โรงแรมเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทได้ทำการตลาดล่วงหน้ากว่า 1 ปี ประกอบกับจะบริหารไฟลท์เครื่องบินให้มีปริมาณเพียงพอในช่วง high season
ส่วนทางด้านศูนย์การค้ามีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าเช่าที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยห้างสรรพสินค้าโตคิวที่ใช้บริการพื้นที่ของบริษัทจะหมดสัญญาในเดือนมีนาคม 2548 และต่อสัญญา ในเดือนมีนาคม 2548 ซึ่งจะรับรู้รายได้ในงบปี 2549
ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากศูนย์การค้า 35% จากธุรกิจข้าว 35% และโรงแรม 15% และอื่นๆ 10% โดยบริษัทมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินได้ในระยะสั้นประมาณ 1,500 ล้านบาท จากเงินฝากหุ้นกู้และตราสารต่าง ๆ
ด้านนโยบายการจ่ายเงินปันผลจะไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ แต่ปีนี้จะจ่ายในอัตรา 54% ของกำไรสุทธิ โดยที่ผ่านมาจ่ายไปแล้วหุ้นละ 1.50 บาท และคาดว่าในเดือนพฤศจิกายน 2547 จะเสนอเข้าที่ประชุมจ่ายเงิน ปันผลอีกหุ้นละ 1.50 บาท รวมทั้งปีจ่ายในอัตราหุ้นละ 3 บาท
|
|
 |
|
|