|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
"เอกยุทธ อัญชันบุตร" เข้าพบ ก.ล.ต. 13 ก.ย. เผยยื่นข้อมูลรายชื่อคนที่เกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้น SCIB-C1 และให้ข้อมูลการไซฟ่อนเงินบริษัทจดทะเบียนกว่า 3,000 ล้าน ระบุเป็นครอบครัวคนที่เกี่ยวข้องรัฐ ฟุ้งมีแผนแฉก่อนการเลือกตั้ง 15 วัน ขณะที่ "ประสงค์ สุ่นศิริ - ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ -เสธ.แฮงค์" โชว์ตัวกลางงานแถลงข่าว
"ทักษิณ" เบรกแตกชน "เอกยุทธ" เต็มตัว ท้าเปิดชื่อญาติ รมต.มีเอี่ยวแถมฟาดงวงใส่กองเชียร์ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญยันไม่เคยวินิจฉัยยึดทรัพย์ย้อนหลัง ได้ ปปง.ชี้ขาดคดีวันนี้ ด้านผู้เสียหายแชร์ชาร์เตอร์ ร้องทุกข์เพิ่ม
นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ได้ออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อวานนี้ (9 ก.ย.) ที่ รร.โฟร์ซีซั่น ราชดำริ โดยระบุว่า วัตถุประสงค์ของการแถลงเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการถูกพาดพิง นายเอกยุทธกล่าวว่า การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเพราะต้องการให้รัฐบาลตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับพฤติกรรมการสร้างราคาหุ้น SCIB-C1 เพื่อให้มีความกระจ่างและให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการลงทุนหุ้นดังกล่าวได้รับความเป็นธรรม โดยพร้อมจะเดินทางไปพบคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตามหมายเรียก ในวันที่ 13 ก.ย.นี้
"ผมจะให้ข้อมูลเรื่อง SCIB-C1 โดยเอกสารที่จะนำไปให้ก.ล.ต.บ่งบอก ว่ามีการปั่นหุ้น SCIB-C1 และมีรายชื่อของบุคคลซื้อขายที่ผิดปกติ และยังมีเอกสารที่ระบุถึงพฤติกรรม การโยกย้ายถ่ายเทเงินกว่า 3,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังอย่างน้อย 2 ครอบครัว เกี่ยวข้องกับรัฐบาล"
นายเอกยุทธเปิดเผยว่ากลุ่มดังกล่าวยังไม่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี แต่เป็นคนที่มีชื่อเสียงมากและกำลังร้อนตัว นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมลักษณะเดียวกันอีกหลายบริษัท โดยเป็นการนำเงินของบริษัทหนึ่งไปซื้ออีกบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เกิดความเสียหายกับผู้ถือหุ้นรายย่อย
ส่วนที่ทราบข้อมูลเป็นอย่างดีเนื่องจากตนเป็นผู้จัดการกองทุนในกองทุนของต่างชาติ ซึ่งนำเงินที่รวบรวมจากเพื่อนนักธุรกิจมาหาผลตอบแทนในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย เมื่อปีที่ผ่านมาซึ่งได้รับผลตอบแทนในระดับสูง แต่ภายหลังเริ่มพบความไม่ชอบมาพากลในหุ้นหลายตัวทำให้มีการหยุด การลงทุน และในปีนี้ก็ไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
นายเอกยุทธระบุว่าบริษัทของตนเองที่ประเทศอังกฤษ ทำธุรกิจเกี่ยวกับ ผัก ผลไม้ ซูเปอร์มาร์เกต ซึ่งมีคนกล่าวหาว่าตนเองทำธุรกิจดังกล่าวเพื่อเป็นการฟอกเงิน แต่ขอยืนยันว่าธุรกิจที่ทำในอังกฤษเป็น ธุรกิจที่สุจริต และไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ที่หนุนให้ตนเองมาเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้
ระบุรัฐบาลเผด็จการแฉอีกก่อนเลือกตั้ง
นายเอกยุทธ เปิดเผยว่ามีข้อมูลที่จะเปิดเผยในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ 15 วัน เป็นเรื่องความร่ำรวยอย่างผิดปกติของนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งประเด็นกลุ่มคนเหล่านี้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น
"ผมใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนเห็นบ้านของนักการเมืองไทยจำนวนมากในต่างประเทศซึ่งแต่ละหลัง มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จึงอยากให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าไปตรวจสอบว่ามีการแจ้งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างครบถ้วนและมีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่"
นายเอกยุทธยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไป ในฐานะที่เป็นคนไทยที่อยากเห็นประเทศชาติมีความชัดเจนและเป็นธรรม มีกระบวนการตรวจสอบที่แท้จริง และพร้อมที่จะออกรายการโทรทัศน์ร่วมกับนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดด้วย
"ช่วงที่ผ่านมามีหลายรายการที่เชิญผมไปออกก็โดนเลื่อน ผู้ดำเนินรายการบางรายถูกแบน บางที่บรรณาธิการก็ถูกย้าย การกระทำดังกล่าวถือว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเผด็จการ"
ยันคดีแชร์ชาร์เตอร์สิ้นสุด
นายเอกยุทธชี้แจงถึงการรื้อฟื้นคดีแชร์ชาร์เตอร์ว่าศาลได้ตัดสินไปแล้ว โดยการยกเลิกคำสั่งล้มละลายไม่ใช่การหมดอายุความ แต่หากรัฐบาลจะใช้อำนาจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาตรวจสอบหรือยึดทรัพย์ก็ไม่รู้สึกวิตกกังวล แต่จะไม่มีการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรีในข้อหาหมิ่นประมาท เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศชาติไม่ให้เสียหายหากมีการฟ้องร้อง
นายประพันธ์ คูณมี ทนายความส่วนตัวของนายเอกยุทธกล่าวว่าคดีความของนายเอกยุทธจบกระบวนการพิจารณาไปแล้ว ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งตามคำสั่งศาล โดยคำสั่งศาลให้ปลดคำสั่งล้มละลาย ที่สำคัญการล้มละลายดังกล่าว ไม่ใช่การล้มละลายด้วยตัวธุรกิจของบริษัท แต่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ขณะนี้คดีก็ขาดอายุความไปแล้ว 15 ปี
พล.ต.พีรพงษ์ สรรพพากษ์พิสุทธิ์ เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบการ ทำงานของรัฐบาลหลายเรื่อง ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นเรื่องใหญ่ จึงไม่ควรนำอำนาจรัฐเข้ามาครอบงำการตรวจสอบของนายเอกยุทธ
"การประชุมพรรคความหวังใหม่วันก่อน มีมติพรรคให้สนับสนุนคุณเอกยุทธ"
ระหว่างการแถลงข่าวของนายเอกยุทธ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ กระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์โดยรอบประมาณ 40 นาย
ประสงค์-ประชัยโผล่สนับสนุน
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวถึงการปรากฏตัวของตนเองในงานแถลงข่าวว่าต้องการมาให้กำลังใจผู้ที่กล้าเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริง เนื่องจากประเทศชาติต้องการให้สังคมเข้าใจว่าบ้านเมืองต้องการการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง และไม่ว่าเบื้องหลังของนายเอกยุทธจะเป็นอย่างไร ตนเองจะสนับสนุนแนวความคิดที่กล้าเปิดเผย และการเข้าตรวจสอบการทำงานความผิดปกติของสังคม
"ส่วนตัวไม่เคยรู้จักกับคุณเอกยุทธมาก่อน แต่ชื่นชมกับการกระทำ มันถึงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ปรับปรุง เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ" น.ต.ประสงค์กล่าว
ขณะที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีพีไอ ซึ่งเดินทางมาร่วมด้วยกล่าวว่าต้องการให้กำลังนายเอกยุทธในการเปิดเผยข้อมูล เพื่อนำเสนอมุมมองความคิดความผิดปกติการทำงาน ของหน่วยงานของรัฐ
"ทักษิณ" ปัดแก้กฎหมายท้าเปิดชื่อญาติรมต.มีเอี่ยว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎหมายไม่มีย้อนหลัง หากย้อนหลังจะย้อนหลังในทางเป็นคุณ แต่กรณีของนายเอกยุทธ รู้อยู่แล้วว่าเป็นอดีตผู้ต้องหาหลบหนีคดี ออกมาพูดอย่างนี้ ต้องมีคนอยู่ข้างหลัง
"ไม่มีคนอยู่ข้างหลังมันไม่พูดหรอก ก็ดูซิว่าใครเป็นทนายความที่เดินอยู่ด้วย ดูซิว่าปีศาจตัวไหน อยู่ข้างหลัง"
นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ ประชาชน ไม่สนอะไรทั้งสิ้น แรงเสียดทานจากผู้ที่สูญเสียอำนาจ สูญเสียความสำคัญนั้นไม่มีความหมาย และที่ขู่ว่า มีญาติของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ได้รับประโยชน์ด้วยนั้นก็เปิดออกมาเลย
"แน่จริงเอามาเลย ซัดเต็มๆ เลย พ่อใครก็บอก สบายอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาหรอก ก็ว่ากันไปใครทำไม่ดีก็ว่ากันไป สำหรับผมไม่เคยวิตกอะไร รู้สึกเฉย ๆ ไม่วิตกอะไรกับคนอย่างนี้ และที่ออกมาช่วงนี้ก็เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากใกล้เลือกตั้งไง"
ส่วนการแก้กฎหมายยกเลิกอายุความเกี่ยวกับ คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นเรื่องที่อัยการสูงสุดเสนอไว้ หลังจากไปดูงานที่สหรัฐฯและเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำไมคดีสำคัญๆ จึงไม่มีอายุความ อย่างคดีสะเทือนขวัญ คดีที่ร้ายแรง หรือคดีที่ทำความเสียหายให้เกิดกับประชาชนส่วนใหญ่ ประกอบกับบังเอิญว่าปีหน้าจะครบ 200 ปี ของกฎหมายตราสามดวง ซึ่งจะมีการสังคายนากฎหมายกันอยู่แล้ว หน่วยงานต่างๆ ก็ได้รับนโยบายไปว่าให้ดูการทำงาน
พาลโทษสื่อ
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องตรวจสอบคนปั่นหุ้นว่าไม่ต้องห่วง มีการตรวจสอบแน่นอน คดีนี้มีผู้ต้องหา อยู่ 5 คน หลบหนีไป 3 คน ซึ่งหนึ่งในคนที่หลบหนีก็คือนายเอกยุทธ 2 คนที่อยู่สู้คดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกคนหนึ่ง 11,000 ปี ส่วนอีกคนหนึ่ง 8,900 ปี แต่ตามกฎหมายแล้วมันลงโทษได้แค่ 20 ปี
"ที่สำคัญคือสื่อทำไมต้องไปเอาเรื่องของคนที่เป็นอาชญากร หลอกลวงประชาชนแล้วหนีออกไปนอกประเทศไม่กล้าสู้คดี ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมถูกจำคุกถึงหมื่นกว่าปี แล้วเรามาให้ความสำคัญขนาดนี้ ผมจึงอยากถามว่าสื่อไทยเกิดอะไรขึ้น ทำไมมาให้ความสำคัญกับเรื่องอย่างนี้ วันนี้สื่อมองว่าถ้าใครด่ารัฐบาล มันต้องเป็นแหล่งข่าวชั้นเยี่ยม ซึ่งการทำอะไรต้องยึดหลักของบ้านเมือง อย่าไปการเมืองมากเกินไป ถ้าการเมืองมากบ้านเมือง ก็เจ๊งหมด คิดถึงหลักกว้างๆ ของบ้านเมือง แต่หลักของความขัดแย้ง หลักของพวกที่อยากพูดอะไรขึ้นมา คนอยากอีโก้อะไรขึ้นมา เป็นพระเอกหมด มันสำคัญตัวผิดกันเป็นแถว ซึ่งผลสุดท้ายพวกนี้ก็หดหัวไม่มีอะไร"
ส่วนกรณีที่ปปง.จะยึดทรัพย์นายเอกยุทธได้หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่าตนไม่ทราบกฎหมาย ปัจจุบัน แต่บรรดาผู้ที่ได้รับความเสียหาย ยังไม่ได้รับการชดเชยให้ครบถ้วน ซึ่งรายละเอียดของ กฎหมายตนไม่ทราบ แต่ถ้ากฎหมายสามารถทำอะไรได้ก็ทำไป ถ้ามีผู้ร้องที่ยังไม่ได้เงินคืน และปรากฏชัดว่าเขาจะฟ้องแพ่ง และกฎหมาย ปปง. ทำได้ก็ต้องทำ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลเองก็จะช่วยผู้เสียหายด้วย
"วันนี้หากนายเอกยุทธอวดรวย ก็เอามาใช้คืนเขาสิ จะเอาไปให้พรรคการเมืองตั้งพันล้าน ก็เอามาใช้คืนเขาซะ อวดรวยนัก อย่าหน้าด้านยืนอยู่ได้ ประชาชนที่เขาโดนโกง โดนต้ม โดนตุ๋น เขาลำบากมานานแล้ว ไปใช้คืนเขาหน่อย และหากจะฟ้องกลับก็เชิญเลย สบายเลย อย่าช้า คนกลุ่มนี้สมัยก่อนรัฐบาลอ่อนแอทำงานให้ประชาชน ไม่ชัดเจน อย่างนั้นทำได้ แต่ถ้ารัฐบาลที่ทำงานให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง ประชาชนให้ความไว้วางใจ มันไม่มีปัญหาหรอก สำคัญคือสื่อต้องช่วย ถ้าสื่อนำเสนอในทางที่ผิด เพราะกลัวตกข่าว รีบเขียนๆ ลงไปก็จะทำให้สังคม บางทีก็ไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง และหลงผิดคิดว่าเป็นฮีโร่ ความจริงแล้วไม่ใช่ฮีโร่หรอก ฮีโร่มัยซินนะพอได้"
ยันไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง
นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าการออกมาของนายเอกยุทธไม่กระทบต่อการเลือกตั้งและเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากประชาธิปไตยอยู่ที่ประชาชน ประชาชนเป็นคนกำหนด ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มผลประโยชน์ ส่วนเป้าหมายส.ส.ขึ้นอยู่กับประชาชน ตนไม่สนใจเป้าของ ส.ส.ว่าได้เท่าไร ทำงานอย่างเดียว สนุกกับการทำงานมาก ถ้าประชาชนอยากให้ตนทำงานตนก็ทำต่อ ถ้าไม่อยากให้ทำก็กลับไปพักผ่อนสบายๆ ชีวิตไม่ยึดติด
"ทุกวันนี้ยังยิ้มแย้มแจ่มใส สบายดี ตื่นเช้ามาก็ว่ายน้ำ สายก็มาทำงานให้ประชาชนไป ประชาชนมีความสุข ผมก็มีความสุข"
สรรพากรยันไม่มีสิทธิ์บี้
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่าระเบียบเกี่ยวกับการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังของกรมสรรพากร ระบุให้เรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ภายในระยะเวลา 10 ปี แต่ในกรณีของนายเอกยุทธนั้น เกิน 10 ปีแล้ว ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าจะดำเนินการ กันอย่างไร อย่างไรก็ตามกรมสรรพากรจะพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ากรมสรรพากรเป็นเครื่องมือของรัฐ ถือว่าไม่ได้แทรกแซง เพราะเป็นเรื่องที่ว่าใครรู้เบาะแสอะไรก็ต้องพูดอยู่แล้ว นายกฯคงไม่ถึงขนาดสั่งและกรมสรรพากรก็ใช้ดุลพินิจเองได้อยู่ดี แต่ในฐานะที่นายกฯ มีอำนาจตามมาตรา11 (1) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งบัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ กำกับราชการ กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมด รวมทั้งสั่งให้ทำรายงาน หรือสอบสวนเรื่องต่างๆได้
ขณะที่ตามรัฐธรรมนูญกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง แต่การยึดทรัพย์เป็นมาตรการทางแพ่งซึ่งย้อนหลังได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วว่าสามารถยึดทรัพย์ย้อนหลังได้ในกรณีที่เรื่องเกิดก่อนจะมี พ.ร.บ.นี้ แต่ต้องเข้าข่ายความผิดมูลฐานของ ปปง. ส่วนทรัพย์สินที่งอกเงยถ้าพิสูจน์ ได้ว่ามาจากธุรกรรมอันนั้น เพราะหลายครั้งปปง. ไปยึดแล้วศาลก็บอกว่าไม่ใช่เป็นธุรกรรมอันนั้น
"หากมีคนมาร้องเรียนอะไรปปง. ต้องตรวจสอบว่าเกิดขึ้นเมื่อไร เป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ มีทรัพย์อยู่เท่าไร เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน และรวมไปถึงดอกผลที่งอกเงย แต่อย่าคิดว่าคนคนหนึ่งมีเงินร้อยล้านแล้วทุกอย่างคือดอกผลของทรัพย์ที่จะต้องถูกยึด แต่มันอาจจะเป็นดอกผลจากรายได้อื่นของเขาก็ได้ เช่นเงินเดือน"
ศาลรธน.ยันไม่เคยย้อนหลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการที่ปปง.ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าพ.ร.บ. ปปง.โดยเฉพาะมาตรา 6 ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่อทรัพย์สินไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญทำให้สามารถยึดทรัพย์ย้อนหลังกับบุคคลที่กระทำความผิดทางอาญาได้นั้น นายปรีชา เฉลิมวนิชย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดจากมีผู้ร้องมาว่าการยึดทรัพย์ทางแพ่งนั้นเป็นโทษทางอาญา เพราะในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ห้ามลงโทษบุคคลย้อนหลังทางอาญา ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้วินิจฉัยไปว่า การยึดทรัพย์ทางแพ่ง ในกฎหมาย ปปง. ไม่ได้เป็นการลงโทษทางอาญา เพราะตุลาการไม่ต้องการเห็นบุคคลที่หากินโดยไม่สุจริต ด้วยการกระทำความผิด และได้เงินมาแล้วนำไปฟอกเพื่อให้เป็นทรัพย์สินของตนเอง ในส่วนกรณีของนายเอกยุทธ ที่ ปปง.จะดำเนินการเอาผิดนั้น หากพบว่ามีการกระทำผิดฐานฟอกเงินตาม 7 มูลฐาน ก็เห็นว่าสามารถดำเนินการยึดทรัพย์ได้
ส่วนที่ว่าคดีของนายเอกยุทธ หมดอายุความไปแล้ว นายปรีชากล่าวว่า ตนไม่รู้ว่ามีอายุความอย่างไร เพราะเรื่องของอายุความจะบังคับใช้ได้ทางคดีอาญาและคดีทางแพ่ง แต่กฎหมายของ ปปง. ไม่มีอายุความ จะย้อนหลังกลับเมื่อใดก็ได้ ซึ่งคดีนายเอกยุทธ คนที่ถูกโกงก็อาจจะมาร้องขอเอาทรัพย์คืนซึ่งก็ไปเข้าคดีทางแพ่งที่มีอายุความ 10 ปี หรือคดีอาญามีอายุความ 15 ปี เท่านั้นอาจจะดำเนินการเอาผิดไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของการยึดทรัพย์นั้น กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าเป็นการลงโทษต่อบุคคล แต่เป็นการดำเนินการต่อทรัพย์ ซึ่งไม่รู้ว่ามีอายุความ หรือไม่ และส่วนตัวเห็นว่าถ้าเป็นเรื่องมาตรการของรัฐ ที่จะใช้อำนาจรัฐยืดทรัพย์คนที่กระทำความผิดมาก่อน ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องอายุความ
นายจุมพล ณ สงขลา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าเท่าที่จำได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เคยพูดถึงเรื่องของอายุความ ส่วนทาง ปปง.จะไปเอาผิดกับนายเอกยุทธ ถือเป็นเรื่องของ ปปง.ที่จะไปดำเนินการ
พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสำเนาเอกสาร หลักฐานในคดีแชร์ชาร์เตอร์ และคดีที่เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้องกับนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ว่า ปปง.เพิ่งได้เอกสารทั้งหมดมาเมื่อเย็นวานที่ผ่านมา ประกอบด้วย สำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา สำเนาการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ต้นจนจบ และสำเนาคดีที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ในรายละเอียดอย่างรอบคอบก่อนจะประมวลเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า จะพยายามทำเรื่องนี้ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด และหาก ไม่ติดขัดอะไร คาดว่า ไม่เกินวันนี้ (10 ก.ย.) จะได้มีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการตรวจสอบ และยึดทรัพย์สินของนายเอกยุทธได้หรือไม่
ผู้เสียหายร้องทุกข์เพิ่ม
ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง รองโฆษกพรรคไทยรักไทย พร้อมด้วยนายวัฒวุฒิ ศรีบุรินทร์ ทนายความจากสำนักงานกฎหมายและบัญชี ศรีวัฒนา กรุ๊ป นำผู้เสียหายจากคดีแชร์ชาร์เตอร์ 12 ราย แถลงข่าว โดยนายสุทินกล่าวว่าหลังจากที่ได้เปิดรับเรื่องร้องเรียน เพียงแค่วันแรกมีผู้มาร้องทุกข์ แล้วกว่า 50 ราย โดยผ่านตน และนายวัฒวุฒิ ทนายความที่เคยทำคดีแชร์ชาร์เตอร์นี้มาก่อน แยกความเดือดร้อนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่นำเงินมาลงทุนกับแชร์ชาร์เตอร์แล้วถูกโกง 2. กลุ่มที่หลงเชื่อและเป็นทีมงานดำเนินธุรกิจร่วมกับนายเอกยุทธ แล้วถูกเล่ห์เหลี่ยมทางคดี จนคนกลุ่มนี้ต้องติดคุกแทน แต่วันนี้พ้นโทษแล้ว ทำมาหากินโดยสุจริต
รายงานข่าวจากพรรคไทยรักไทยเปิดเผยว่า ทางพรรคได้ตั้งทีมงานติดตามความเคลื่อนไหวของนายเอกยุทธแบบเกาะติด และมอบหมายให้นาย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกพรรคโต้ตอบนายเอกยุทธ ในเชิงวิชาการ ส่วนการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน และโต้ตอบทางการเมืองแบบดุดันนั้น นายสุทิน คลังแสง และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รับผิดชอบ
|
|
 |
|
|