Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน10 กันยายน 2547
SCCC เปิดเตาเผาใหม่ขยายผลิตเร่งชิงตลาดคอนกรีตผสมฯที่20%             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)

   
search resources

ปูนซีเมนต์นครหลวง, บมจ.
Cement




ปูนกลางเปิดเตาเผาอีก 2 แห่งปีนี้ เพิ่มกำลังผลิตปูนซีเมนต์ รองรับความต้องการที่ขยายตัวสูงทั้งตลาดในและต่างประเทศ พร้อมรักษาส่วนแบ่งไว้ที่ 28% ขณะที่คอนกรีตผสมเสร็จจะเพิ่มจำนวน PLANT อีก 2 แห่งปีนี้ และปี 48 สร้างอีกไม่ต่ำกว่า 10 PLANT หวังชิงส่วนแบ่งตลาดนี้ให้ได้ 20% ใน 3 ปี

นายลีโอ มิทเทลโฮลเซอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC) เปิดเผยว่า อีก 2 เดือนข้างหน้าบริษัท จะเปิดเตาเพื่อผลิตปูนซีเมนต์เพิ่มอีก 2 แห่ง จะทำให้บริษัทมีเตาเผาทั้งหมด 6 แห่ง และสามารถเดินเครื่องจักรในการผลิตได้ทันที ซึ่งการเปิดเตาเผาเพิ่มอีก 2 แห่ง ทำให้กำลังการผลิตปูนซีเมนต์ของบริษัทเพิ่มเป็น 14 -14.5 ล้านบาท การเพิ่มเตาเผาขึ้นอีกเพื่อรองรับความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยปูนผงขายที่ราคา 32 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ปูนเม็ดจะขายที่ 24 เหรียญสหรัฐต่อตัน

การที่ SCCC ต้องเปิดเตาเผาใหม่ เพราะคาดว่ายอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 7.1 ล้านตัน และในต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านตัน และคิดเป็นยอดขายทั้งปี 9.9 ล้านตัน ส่วนในปี 2548 ยอดขายในประเทศอยู่ที่ 8 ล้านตัน และส่งออกขายยังต่างประเทศอยู่ที่ 3-3.5 ล้านตัน รวมเป็นยอดขายประมาณ 12 ล้านตัน

แม้ว่าการส่งออกขายในต่างประเทศจะมีมูลค่าสูงกว่าเพราะได้มีการปรับขึ้นราคาขายเพิ่มอีก 25% โดยเฉพาะดูไบ ที่ขณะนี้กำลังปรับประเทศจากทะเลทรายให้กลายเป็นเมือง แต่การส่งออกเมื่อเทียบกับขายในประเทศ ยอมรับว่าการขายในประเทศได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะไม่ต้องแบกรับภาระค่าขนส่งที่ขณะนี้สูงขึ้นมากจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และหากความต้องการของตลาดต่างประเทศมีมาก บริษัทอาจปรับเปลี่ยนนโยบายการส่งออกได้

"หากความต้องการในประเทศมีมาก เราอาจต้องลดการส่งออก เพื่อนำส่วนต่างนั้นมาขายในประเทศ เพราะขณะนี้ความต้องการใช้ปูนในประเทศมีสูงมาก เนื่องจากยังมีโครงการทั้งรถไฟฟ้าส่วนขยาย ตลอดจนถนนต่าง ๆ ที่รัฐอัดงบประมาณลงเพื่อขยายระบบสาธารณูปโภค"

ปัจจุบัน บริษัทเปิดเตาในการผลิต 4 เตา เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาความต้องการน้อยลง จึงต้องปิดเตาที่ไม่จำเป็นลง แต่ปัจจุบันเมื่อความต้องการเพิ่มมากขึ้นก็จะเปิดเตาเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้ง 2 เตาที่จะเปิดเป็นตลาดขนาดเล็ก ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มไม่มาก เพราะในระยะแรกจะต้องใช้จ่ายสูง แต่เมื่อผลิตแล้วจะคุ้มทุนในระยะยาว ขณะที่ผลจากความต้องการในเอเชียที่สูงขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ราคาปูนจะปรับเพิ่มขึ้นได้

นายมิทเทล โฮลเซอร์ กล่าวว่าปัจจุบัน SCCC มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 28% ซึ่งบริษัทจะพยายามรักษาส่วนแบ่งดังกล่าวไม่ให้ลดลงจากนี้ และต้องหาวิธีที่จะไม่ให้คู่แข่งแย่งลูกค้าไปด้วย ขณะที่บริษัทคาดว่า ความต้องการใช้ปูน ซีเมนต์ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีก 8% ในปี48 หรือคิดเป็นปริมาณความต้องการใช้ที่ 24.5 ล้านตัน ผันแปรไปตามการเติบโตของตัวเลขจีดีพี

สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของคอนกรีต ที่ดำเนินการโดย บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกนั้น ปัจจุบันมี PLANT ที่ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จทั้งหมด 32 แห่ง และบริษัทกำลังเพิ่มอีก 2 PLANT ในปีนี้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มเป็น 150,000 คิวบิกเมตร และคาดว่าปีหน้าจะทยอยเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 PLANT อันเป็นผลจากความต้องการสูงมาก แต่การสร้าง PLANT ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่หมด เพราะ PLANTเก่าที่ไม่ใช้ก็นำมาใช้ได้ ซึ่งการลงทุนในแต่ละปีคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 500-600 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิตในส่วนนี้ โดยการขยายกำลังการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ เพื่อต้องการที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดคอนกรีตผสมเสร็จให้ได้ 20% ใน 3 ปี ซึ่งต้องอาศัยเครือข่ายพอสมควร

ปัจจุบัน ตลาดคอนกรีตผสมเสร็จรวมในประเทศปีนี้เติบโตประมาณร้อยละ 25 โดยมีปริมาณการใช้คอนกรีต 18.75 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากยังมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เพราะบ้านจัดสรรยังมีความต้องการต่อเนื่อง อีกทั้งการลงทุนในโครงการ ต่าง ๆ ของรัฐบาลและการก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของต่างชาติพบว่ายังต้องการคอนกรีตสูง

ดังนั้น การที่บริษัทร่วมมือกับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (AMATA) เพื่อเปิดทางให้บริษัทเข้าไปตั้ง PLANT ในนิคมอุตสาหกรรมของอมตะ จึงเป็นเหมือนการเข้าหาลูกค้าได้ง่ายและสะดวกต่อการส่งคอนกรีต เพราะระยะทางสั้นลง ถือเป็นการกระจายตลาดออกไปสู่ภาคตะวันออกของบริษัทโดยอาศัยพันธมิตร และจากการที่อมตะ มีโครงการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ในอนาคตหาก SCCC จะขยาย PLANT เข้าไปในภูมิภาคเหล่านั้นด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยาก

สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกพบว่า มียอดขายสุทธิครึ่ง ปีแรก 9,989 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,151 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี46 มียอดขาย 9,081 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,914 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลเฉพาะกาลให้กับผู้ถือหุ้นอัตรา หุ้นละ 6 บาท โดยจะจ่ายในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งปิดทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นวันที่ 20 กันยายนนี้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us