Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กุมภาพันธ์ 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2545
เอื้องคำแกะสลัก The Original Factory             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์
 

   
related stories

เชียงใหม่ City of Craftsmanship
สุคินท์ วงศ์ษา "craftsman เป็นสายเลือดของเชียงใหม่"

   
search resources

สุคินท์ วงศ์ษา




"ผมเชื่อว่าคนแถวสุขุมวิทสมัยก่อน รู้จักเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักได้ก็เพราะพ่อของผม" สุคินท์ วงศ์ษา บอกกับ "ผู้จัดการ"

หากย้อนเวลากลับไป คนที่เคยอาศัยหรือเดินทางผ่านถนนสุขุมวิทช่วงปี 2518-2520 อาจจำได้ว่า สมัยนั้นเคยมีตึกแถวริมถนน เนื้อที่ประมาณ 2 คูหา ที่เปิดเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแกะสลักจากเชียงใหม่ ที่ชื่อว่า "เอื้องคำแกะสลัก"

เป็นร้านสาขาในกรุงเทพฯ แห่งแรกของเอื้องคำแกะสลัก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในบ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง

การเปิดสาขาดังกล่าว เป็นการตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญของพ่อของสุคินท์ แต่การลงทุนครั้งนั้น ยังไม่แสดงผลออกมา พ่อของเขาก็เสียชีวิตลงไปก่อนในปี 2520 ร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแกะสลักในกรุงเทพฯ แห่งนี้จึงต้องปิดตัวลง

ร้านเอื้องคำแกะสลัก ก่อตั้งขึ้นโดยพ่อและแม่ของสุคินท์ในปี 2505 ชื่อร้าน "เอื้องคำ" ก็มาจากชื่อแม่ของเขา

กิจการในช่วงแรกทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัวเล็กๆ เริ่มจากพ่อของเขาได้ซื้อไม้สักจากลำพูน และนำชาวบ้านที่มีฝีมือในการแกะสลักไม้จากอำเภอดอยสะเก็ดมานั่งแกะสลักกันหลังบ้าน และเปิดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาดูการผลิตร่มในบ่อสร้างสามารถเข้ามาดูกระบวนการแกะสลักได้ด้วย

การค้าของร้านเอื้องคำฯ ดำเนินไปอย่างราบเรียบในช่วง 5 ปีแรก จนเมื่อสุคินท์ลืมตาขึ้นมาดูโลกในปี 2510 พ่อของเขาจึงคิดวางแผนทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง

มีการจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และขออนุญาตทำเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักอย่างถูกต้องจากกรมป่าไม้

เมื่อสุคินท์อายุได้ 10 ขวบ พ่อของเขาเสียชีวิต แม่จึงเข้ามารับช่วงดูแลร้านต่อ และกิจการดำเนินไปได้ด้วยดีมาอีกหลายปี

จนกระทั่งเจอปัญหาเมื่อธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแกะสลักเริ่มถึงจุดอิ่มตัวในปี 2535 หลังจากมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2533

ช่วงเวลานั้น สุคินท์ยังเรียนปริญญาโทอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

แม่ของสุคินท์พยายามประคองกิจการต่อ จนถึงเวลาที่เขาเรียนจบกลับมาเชียงใหม่ในปี 2536 จึงได้ตัดสินใจปิดโรงงานลงชั่วคราว และมอบหมายให้เขาเข้ารับช่วงกิจการต่อ

ถือเป็นภารกิจอันสำคัญยิ่งสำหรับเขา ในการพลิกฟื้นฐานะให้ร้านเอื้องคำฯ สามารถอยู่รอดต่อไปได้ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

แต่เขาก็พยายามอย่างเต็มที่ โดยใช้วิชาความรู้ที่ได้ไปร่ำเรียนมา "เราจำเป็นลดสเกลของธุรกิจลง โดยใช้วิธีว่าจ้างชาวบ้านเป็นผู้แกะงานให้แทน" เขาบอกถึงแนวทางแก้ปัญหาในช่วงนั้น

อีกรูปแบบหนึ่งของความพยายามคงอยู่ไว้ซึ่งกิจการ คือ การเปลี่ยนจุดขายใหม่ ใช้ความเป็นโรงงานแห่งแรกในบ่อสร้าง แทนที่จะพยายามแข่งกันขายให้ได้ในปริมาณมากเหมือนในอดีต

"ผู้ที่ซื้องานไม้แกะสลักจากเอื้องคำฯ ไป จะถือว่าได้ซื้อชิ้นงานที่เป็น original อย่างแท้จริง เพราะลายของเราหลายลายที่เก่าแก่มาก เขาไม่สามารถหาซื้อได้จากที่อื่น" เขาเล่าระหว่างพา "ผู้จัดการ" เดินชมโชว์รูมงานแกะสลัก ที่ตั้งอยู่หลังร้านเอื้องคำฯ ซึ่งในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นโรงงานมาก่อน

หลายมุมในโชว์รูมแห่งนี้ ยังมีงานไม้แกะสลักเก่าๆ เก็บไว้ ซึ่งเขาบอกว่างานเหล่านี้ไม่ขาย เพราะเป็นลายเก่าแก่ ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ชิ้น และไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้อีก

การเปลี่ยนจุดขาย ทำให้สินค้าของร้านเอื้องคำฯ กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แตกต่างจากเฟอร์นิเจอร์แกะสลักที่แข่งกันขายตัดราคากันในตลาดในสมัยนั้น

และกลยุทธ์นี้ ยังนำพาให้ร้านเอื้องคำฯ สามารถผ่านพ้นจุดวิกฤติมาได้ในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน ยอดขายของร้านเอื้องคำแกะสลักที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มีกำไรเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองไปได้อย่างต่อเนื่อง

แม้ทุกวันนี้สุคินท์จะมีบริษัทเชียงใหม่ ไฟน์ แฮนดิคราฟท์ เอ็กปอร์ติ้ง ที่เป็นกิจการซึ่งทำรายได้หลักให้กับเขา แต่เขายังต้องการที่จะคงร้านเอื้องคำแกะสลักเอาไว้ต่อไป เพราะถือเป็นธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรงของพ่อและแม่

ทั้ง 2 กิจการ มีการแยกบัญชีออกจากกันโดยเด็ดขาด

"เชียงใหม่ ไฟน์ฯ เป็นบริษัทร่วมทุน ส่วนเอื้องคำฯ ถือเป็นธุรกิจของครอบครัว ซึ่งจะต้องอยู่ต่อไปเพราะผมถือว่าทำให้กับพ่อและแม่" เขาบอก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us