|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
MFEC ทุ่มงบ 10 ล้านบาท ลงทุนใน 2 บริษัทไอที เพื่อขยายการดำเนินธุรกิจวิจัยและพัฒนา หวังเจาะฐานลูกค้าหน่วยงานรัฐมากขึ้น คาดสรุปได้เดือนนี้ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากภาครัฐปี 48 เพิ่มเป็น 30-40% ของรายได้รวม ขณะที่ปีนี้คาดมีรายได้รวมกว่า 1.1 พันล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมประมาณ 700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40-50%
นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) (MFEC) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรธุรกิจไอที ซึ่งมีความชำนาญในการทำธุรกิจวิจัยและพัฒนา ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยบริษัทจะเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 51% เพื่อเข้าไปมีบทบาทในการบริหาร ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนจากเงินเพิ่มทุนก่อนหน้า
สำหรับแนวโน้มการทำธุรกิจของ MFEC ในช่วงต่อไปจะเน้นเข้าไปร่วมประมูลงานด้านไอทีของรัฐบาลมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมามีรายได้จากของรัฐบาลประมาณ 100 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10-20% ของรายได้รวมเท่านั้น ขณะที่ในปีนี้คาดว่าจะมีงานของรัฐบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 25-30% ของรายได้ทั้งหมด และในปี 2548 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการประมูลงานของรัฐบาลคิดเป็น 30-40% ของรายได้รวมทั้งหมด
ส่วนยอดรายได้รวมของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 1,000-1,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40-50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 700 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ มีลูกค้าในมือประมาณ 600 ล้านบาท และ MFEC ยังจะพยายามรักษาอัตรากำไรขั้นต้นของแต่ละธุรกิจเฉลี่ยให้ได้ 30% โดยสัดส่วนกำไรขั้นต้นแบ่งออกเป็นธุรกิจพัฒนาและวางระบบ (SI) 10-20% และธุรกิจบริการและบำรุงรักษา (MS) 40-50% รวมทั้งธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบไอที (PS) 40-60% ซึ่งเห็นว่าสัดส่วนของธุรกิจ PS ทำรายได้ให้บริษัทเป็นจำนวนมากที่สุด
"การที่เราตั้งเป้าเข้าไปประมูลงานด้านไอทีของภาครัฐมากขึ้น เนื่องจากเป็นการขยายฐานลูกค้า และที่สำคัญงานของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่งานของรัฐก็ยังมีเพิ่มขึ้น และเรามีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถเข้าไปประมูลงานได้ในสัดส่วนสูง เนื่องจากเริ่มมีชื่อเสียง และที่สำคัญงานโครงการใหญ่ๆของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นวางระบบไอทีให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย,เอไอเอ,กลุ่มชินวัตร หรือในส่วนของดีแทค เราก็เป็นผู้ดำเนินงาน ซึ่งภาคเอกชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี"
สำหรับธุรกิจของ MFEC แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบไอที,ธุรกิจพัฒนาและวางระบบ และธุรกิจบริการและบำรุง
ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2547 บริษัทมีรายได้รวม 405 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวมประมาณ 354 ล้านบาท โดยในครึ่งปีหลังคาดว่าจะปรับตัวสูงกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากธุรกิจไอทีช่วงครึ่งปีหลังจะมีงานเข้ามามากและสามารถทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้กว่า 500 ล้านบาท จึงทำให้มั่นใจว่ายอดขายทั้งปีโตตามเป้าที่วางไว้ โดยเฉพาะในส่วนของราชการที่จะเริ่มมีการประมูลงานสำหรับปีงบประมาณใหม่ในเดือนตุลาคม เป็นต้นไป ส่วนภาคเอกชนก็จะมีการลงทุนด้านไอทีในเดือนธันวาคม
นายศิริวัฒน์ เชื่อว่าจากจุดแข็งของบริษัทใน 3 ธุรกิจหลักที่ดำเนินการให้แก่บริษัทขนาดใหญ่ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทในเครือชินวัตร รวมถึงบริษัท ดีแทค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท จึงเชื่อว่างานของรัฐบาลจะเพิ่มเข้ามามากขึ้น โดยที่เหลืออีกประมาณ 75% ยังเป็นส่วนของการรับงานจากภาคเอกชน
ปัจจุบันบริษัทได้มีการทดลองธุรกิจดิจิตอลคอนเทนต์ ซึ่งได้เป็นพาร์ตเนอร์กับหลายบริษัท ได้แก่ ซีเอ็ด อาร์เอส และบีอีซี ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับการตอบรับจะทำรายได้ให้กับบริษัทในช่วงปีหน้า โดยในส่วนของการลงทุนในธุรกิจเกมบนมือถือในต่างประเทศ ขณะนี้บริษัทได้มีลอนส์เกมใหม่ 3 เกมในประเทศจีน และ 9 เกมในไต้หวัน รวมถึงเดือนหน้าจะมีการลอนส์เกมในประเทศอินโดนีเซียด้วย ซึ่งการทดลองตลาดดังกล่าวทำให้บริษัทรู้ว่าประเทศไหนได้รับการตอบรับที่สูง
โดยในส่วนของการลงทุนในบริษัท พรอมท์นาว ที่เพิ่งเข้าควบรวมกิจการขณะนี้ยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในปีนี้ โดยบริษัทยังมีแผนเข้าลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังอีก 2 บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอีบิซิเนส เพื่อส่งเสริมธุรกิจของบริษัทให้มีความแข็งแกร่ง มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ ในสิ้นปีนี้อาจมีการจ่ายเงินปันผลให้แก่นักลงทุนซึ่งอาจจะจ่ายในอัตรา 100% ของกำไรสุทธิเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องรอการประชุมพิจารณาจากคณะกรรมการของบริษัทอีกครั้ง
|
|
 |
|
|