ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยจะเริ่มปรับขึ้นช่วงปลายปี 2548 เหตุจากสภาพคล่องเริ่มลดลงและจะหมดไปในสิ้นปีหน้า จากปัจจุบันสภาพคล่องสุทธิเหลืออยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท บวกกับอัตราการขยายตัวของสินเชื่อสูงกว่าเงินฝาก ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มนิ่ง ทำให้คลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่าการซื้อขายที่ดิน ก.ค.-ส.ค. เฉลี่ยเดือนละ 4 หมื่นล้าน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศว่า จากการพิจารณาตัวเลขสภาพคล่องส่วนเกินสุทธิในปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าสภาพคล่องจะลดลงหรือหมดไปในช่วงปลายปีหน้า เพราะขณะนี้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อเริ่มสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเงินฝาก โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวสินเชื่ออยู่ที่ 6.3% ขณะที่อัตราเงินฝากขยายตัวอยู่ที่ระดับ 4.5%
"จำนวนสภาพคล่องจริงๆ ในระบบธนาคารพาณิชย์เหลืออยู่ประมาณ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น แม้ว่าสภาพคล่องทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่ในส่วน 300,000 ล้านบาทนั้น เป็นส่วนที่แบงก์พาณิชย์นำไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาว จึงไม่ถือว่าเป็นสภาพคล่องส่วนเกินที่แบงก์จะนำมาปล่อยกู้ จากสภาพคล่องที่คาดจะหมดในช่วงปลายปี 2548 จะกดดันให้อัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปีหน้าเช่นเดียวกัน"
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์จะปรับอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของแต่ละแห่ง รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ แต่จะต้องปรับขึ้นทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ รวมทั้งจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบด้านต่างๆ ด้วย เช่น ผลกระทบต่อนักลงทุน ผลกระทบต่อประชาชน เป็นต้น
"ดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นเท่าใดนั้น ไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น การขยายตัวของสินเชื่อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนภาคเอกชน หรือการส่งออก เป็นต้น เนื่องจากอัตราการใช้กำลังผลิตและภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดีอย่างในปัจจุบัน ก็เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะปรับขึ้นในปลายปีหน้า"
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มลดลง ทำให้ ธปท.เริ่มสบายใจขึ้น และเป็นห่วงด้านเงินเฟ้อน้อยลง เพราะการที่ราคาน้ำมันปรับ เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ส่วนราคาที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรไม่สามารถตอบได้ต้องจับตาดูแนวโน้มในตลาดโลก ซึ่ง ธปท.จะติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
"ราคาน้ำมันเริ่มนิ่ง ทุกอย่างคงจะดีขึ้นเอง แต่ยังคงต้องจับตาดูแนวโน้มในระยะต่อไป สำหรับภาคการบริโภคที่ขยายตัวลดลงนั้น ธปท.ได้คาดการณ์ไว้แล้ว ไม่น่าตกใจอะไร เพราะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการบริโภคสินค้าคงทนไปมากแล้ว ทำให้ปีนี้การบริโภคขยายตัวลดลงบ้าง ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จะมีการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน" ผู้ว่าการธปท.กล่าว
ส่วนประเด็นที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจจะต้องมีเสนอแนวทางแก้ด้วยนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ธปท. ได้ยึดแนวนโยบายนี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
อสังหาริมทรัพย์ขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น นางสาว นิตยา พิบูลย์รัตนกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสสายนโยบายการเงิน ฝ่ายเศรษฐกิจภายในประเทศ ธปท. กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง แม้ว่าก่อนหน้านี้ ธปท. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) อีก 0.25% พิจารณาจากมูลค่าการซื้อขายที่ดินในช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคมที่ผ่านมามีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยสูงขึ้น 40,000 ล้านบาทต่อเดือน เท่ากับช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดในปี 2539
รายงานข่าวจาก ธปท. แจ้งเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2547 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังขยายตัวสูง โดยมูลค่าการซื้อขายที่ดิน 243,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.1% เมื่อเทียบกับปี 2546 ที่มูลค่าการซื้อขายที่ดินทั้งปีมีจำนวน 436,998 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงกดดันทางด้านราคาของที่อยู่อาศัย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัสดุก่อสร้าง และการปรับเพิ่มราคาประเมินที่ดินและค่าจ้างแรงงานก่อ สร้างที่มีฝีมือ
|