บริษัทวาลเมต คอร์ปอเรชั่นเป็นบริษัทชั้นนำของโลก ในด้านการผลิตและจำหน่ายเครื่องจักร,
อุปกรณ์ รวมถึงให้บริการสำหรับอุตสาหกรรมผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ และเมื่อกลางเดือนมกราคม
บริษัทได้เปิดศูนย์เทคโนโลยีแห่งใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากมีข่าวความเคลื่อนไหวเมื่อขวบปีที่แล้ว
ธุรกิจของวาลเมต คือ งานขายเครื่องจักรผลิตกระดาษ และงานบริการหลังการขาย
โดยเฉพาะงานบริการมีความจำเป็นมาก เพราะเครื่องจักรและอะไหล่ที่ลูกค้าซื้อไป
จะมีข้อกำจัดและอายุการใช้งานตามกำหนด ลูกค้าจึงต้องส่งอุปกรณ์ต่างๆ กลับไปยังศูนย์ซ่อมบำรุงอยู่เสมอ
โดยเฉพาะลูกกลิ้งซึ่งจะเป็นงานหลักของศูนย์แห่งนี้ เพราะเมื่อใช้งานไปสักพัก
ลูกกลิ้งจะเกิดขรุขระบนพื้นผิว ต้องส่งกลับไปเจียให้เรียบอยู่เป็นระยะ แต่เดิมต้องส่งไปยังศูนย์บริการที่ยุโรปหรืออเมริกาเหนือ
ซึ่งนอกจากเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งแล้ว ยังต้องเสียเวลาถึง 3 เดือน เพราะขนส่งไปทางเรือ
การมีศูนย์ฯ ในไทยจึงช่วยประหยัดเวลาให้กับลูกค้าที่ซื้อเครื่องจักรของวาลเมต
ไม่ต้องส่งไปซ่อมไกลๆ รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย
สาเหตุที่เลือกเมืองไทย มร.มิกโก คอสกี้วีร์ต้า ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีวาลเมต
(ประเทศไทย) ให้เหตุผลว่า
"1. ในการลงทุนบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่อยู่ในเกณฑ์ 30-40%
ซึ่งไทยก็เข้าเกณฑ์นี้
2. ได้พื้นที่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบังเพียง 2 กิโลเมตร ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการส่งออกกำลังผลิตที่เหลืออีก
60%
และ 3. พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังได้รับการส่งเสริมจาก BOI ช่วยในเรื่องภาษี
รวมทั้งสาธารณูปโภคก็มีศักยภาพรองรับไฮเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี"
และเมื่อเทียบเมืองไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน มร.มิกโกกล่าวว่า
"แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นตลาดใหญ่ แต่ถ้าเทียบพื้นที่กว้างสุดของประเทศจะมีระยะห่างถึง
5 พันกิโลเมตร ซึ่งจะเสียเวลาในการขนส่งจากลักษณะทางภูมิเอง แต่ถ้าบริษัทใช้พื้นที่ในไทย
ลูกค้าในประเทศสามารถมาถึงศูนย์ได้ภายในวันเดียว หรืออินโดนีเซียก็เพิ่มอีก
1 วันเท่านั้น"
ถ้ามองในระดับภูมิภาคเอเชียเองยังถือว่ามีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ดูจากอัตราการบริโภคกระดาษในจีนคิดเป็น
10 กก./คน/ปี เทียบกับในอเมริกามีปริมาณมากกว่า 300 กก./คน/ปี จึงถือว่ายังมีช่องให้ธุรกิจด้านนี้โตขึ้นอีกเยอะ
ในขณะเดียวกันภูมิภาคเอเชียยังมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่จะสนับสนุนการผลิตกระดาษได้
เมื่อพิจารณาจากมาตรฐานอุตสาหกรรมกระดาษโดยทั่วไป "อย่างฟินแลนด์ ถ้าจะปลูกทดแทนวันนี้
เราจะสามารถตัดไม้ได้ในอีก 50 ปีข้างหน้า แต่ไทยถ้าเริ่มปลูกวันนี้ อีก 5
ปีก็ตัดได้แล้ว" มร.มิกโกกล่าว
ด้วยเหตุผลดังกล่าววาลเมตจึงเลือกประเทศไทย และเมื่อปลายปีที่แล้วก็ได้ปิดออฟฟิศที่ประเทศสิงคโปร์
เนื่องจากไม่คุ้มการลงทุนและโยกเจ้าหน้าที่บางส่วนมาประจำออฟฟิศ ที่กรุงจาการ์ตา
อินโดนีเซีย และส่วนหนึ่งก็มาประจำในไทย โดยเจ้าหน้าที่ฟินแลนด์เหล่านี้จะอยู่ในเมืองไทยเพียง
3-4 ปีเท่านั้น เพื่อถ่ายทอดความรู้ความชำนาญในการใช้เครื่องจักรต่างๆ และสอนให้กับคนไทย
หลังจากนั้นคนเหล่านี้ก็ต้องกลับประเทศ เหลือไว้แต่เจ้าหน้าที่คนไทยเป็นหลัก
ซึ่งขณะนี้ศูนย์ฯ ดังกล่าวมีพนักงานทั้งสิ้น 50 คน และเตรียมขยายเป็น 80
คน ถ้ามีงานมากพอ
และจากขนาดการลงทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นศูนย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของวาลเมต
เทียบกับศูนย์ฯ ในออสเตรเลียและมาเลเซียก็มีขนาดย่อมกว่านี้ โดยศูนย์ฯ ในไทยจะสามารถรองรับลูกกลิ้ง
ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือขนาด 100 ตันได้ มร.คอสกี้วีร์ต้า จึงเชื่อมั่นว่าศูนย์ฯ
แห่งนี้จะสามารถคืนทุนได้ภายในปีแรก และจะทำรายได้เป็น 2 เท่าภายใน 3-4 ปีข้างหน้า
"โดยมาตรฐานแล้วธุรกิจประเภทนี้ คิดจากจำนวนพนักงานที่มีอยู่ 50 คน
เป้าขั้นต่ำคือต้องได้ยอดขาย 2 แสนเหรียญสหรัฐ/คน/ปี และในภูมิภาคเอเชียมีลูกกลิ้งอยู่ถึง
12,000 ลูก โดยขณะนี้เรามีแชร์อยู่ประมาณ 100 เครื่อง ถ้าเราสามารถมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ
10-15% เราก็สามารถตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ในภูมิภาคนี้ได้เลย" มร.คอสกี้วีร์ต้ากล่าวอย่างมั่นใจ