เมื่อกองทุนพาณิชย์นาวี 8,000 ล้านบาท กอบกู้สถานการณ์ของผู้ประกอบการเรือไทยเริ่มต้นเดินหน้า
จากการประกาศผลการดำเนินงานของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
(ธสน.) หรือ EXIM Bank รายงานยอดล่าสุดของผู้มาขอสินเชื่อพาณิชย์นาวี เมื่อปี
2540 ซึ่งเป็นปีที่สองของการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เป็นการยืนยันถึงความพร้อมของกองเรือไทยแล้วหรือยัง?!
"เพราะไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย เจ้าของเรือ ไม่ต้องไปกับเรือด้วยซ้ำแค่ส่งเอกสารไปก็จดได้
จึงไม่มีเรือไทยนิยมจดในประเทศมากนัก" ผู้คร่ำหวอดในวงการเดินเรือกล่าวแสดงความเห็น
แต่กองทุนพาณิชย์นาวี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือผู้ประกอบการจริงหรือ
สุเมธ ตันธุวนิตย์ประธานสมาคมเจ้าของเรือไทย กล่าวยอมรับว่าแม้กองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาจะมีอัตราดอกเบี้ย
7% ซึ่งสูงกว่าสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ด้านการพาณิชย์นาวีในต่างประเทศ ซึ่งมีประมาณ
5% เท่านั้น แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่าการไม่มีกองทุนฯ เสียเลย
ในความรู้สึกของสุเมธนั้น ยังต้องการให้รัฐบาลช่วยผู้ประกอบการด้วยการลดดอกเบี้ยลงอีก
แต่ก็คงดีกว่าไม่มีเสียเลยจาก ช่วงภาวะเศรษฐกิจของไทยอยู่ในช่วงถดถอยระยะนี้
สายการเดินเรือหลายแห่งก็ไม่ต่างกับธุรกิจทั่วไปที่ต้องมีการปรับตัว เพราะปัญหาด้านการเงิน
แต่สุเมธเห็นว่าการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำ
สุเมธยอมรับว่า บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด ซึ่งเขาบริหารอยู่นั้นก็ทำเรื่องขอกู้เงินจากกองทุนพาณิชย์นาวีที่ธสน.แล้วจำนวนหนึ่ง
สำหรับการต่อเรือใหม่ 2 ลำ ซึ่งมูลค่ารวมประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ขนาดลำละ
7 พันตัน ซึ่งมีการสั่งต่อในประเทศญี่ปุ่นและขอจดทะเบียนเป็นเรือไทยทั้งสองลำ
ดูเหมือนว่ามีอาร์ซีแอล กับพรีเชียส ชิปปิ้ง ที่เป็นธุรกิจรายใหญ่ที่เข้าไปทำการกู้เงินกองทุนจากทาง
ธสน. ส่วนรายอื่นนั้นอยู่ในขั้นการเจรจา
สุปรียา แสงอุดมเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของ ธสน. ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเพื่อพาณิชย์นาวี
กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง น่าที่จะไปกู้กับทางไอเอฟซีทีบ้าง แต่เนื่องจากไอเอฟซีทีติดปัญหาด้านสภาพคล่อง
เพราะว่าจะมีตั๋วพีเอ็น (ตั๋วสัญญา การใช้เงิน) ที่ไปกู้มา ไม่สามารถจะนำเงินที่ได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยมาสมทบเพื่อปล่อยกู้ได้
ในโครงการที่เป็นกองทุนพาณิชย์นาวี ทางไอเอฟซีทียังไม่ได้ให้เลย มีเพียง
ธสน.เท่านั้นที่ให้ได้ ผู้มาขอกู้ตอนนี้รายใหญ่ก็มี อาร์ซีแอล กับพรีเชียส
ชิปปิ้ง เพื่อซื้อเรือใหม่ มีการต่อเรือที่ต่างประเทศ เรือลำหนึ่งตกประมาณลำละ
300 กว่าล้านเหรียญ
สำหรับปี 2541 ทางธสน.ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีผู้มาขอกู้เท่าไร เข้ามาเท่าไรก็คงรับมาพิจารณาหมด
เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ เมื่อมีการพิจารณาทาง ธสน.จะไปขอเบิกจากทางแบงก์ชาติครึ่งหนึ่ง
ที่เหลือก็เป็นของ ธสน.ซึ่งสมทบเข้าไป อัตราดอกเบี้ยนับว่าถูกมากของแบงก์ชาติที่ให้กับ
ธสน. คิดดอกเบี้ย 5% เมื่อผ่าน ธสน.จะคิด 7%
เงินกองทุนฯ เพิ่งออกไปประมาณ 2,000 ล้านบาทยังเหลืออยู่อีกประมาณ 6,000
ซึ่งยังสามารถปล่อยกู้ได้อีกมาก การให้กู้จะเฉพาะที่เป็นเรือไทย หรือผู้ประกอบการเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
สำหรับบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด นั้น หากมีการสรุปเรื่องผู้ถือหุ้นได้
และทำเรื่องเสนอมาขอกู้เงินเพื่อจัดซื้อก็จะพิจารณาให้ได้
แต่อีกกระแสหนึ่งก็กล่าวว่า สาเหตุที่ไอเอฟซีทียังไม่ปล่อยกู้ให้กับกิจการเดินเรือของไทย
เพราะมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวด เนื่องจากมีประสบการณ์ปล่อยกู้ให้กับเจ้าของกิจการเดินเรือมานานก่อน
ธสน. การปล่อยที่ผ่านมามีประมาณ 15% ของเงินกองทุนเท่านั้น
ตระกูล พุ่มเสนาะ อดีตผู้บริหารของบริษัทจุฑานาวี จำกัด ซึ่งเกษียณอายุงานมาตั้งสำนักงานที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจการพาณิชย์นาวี
กล่าวถึงการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวว่า น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับการจัดหาเรือใหม่แต่ละลำ
เนื่องจากเรือใหม่ที่สั่งต่อในอู่เรือต่างประเทศมีราคาสูงมาก
ผู้ประกอบการหากต้องการลงทุนซื้อเรือ หรือต่อเรือใหม่ เงินที่มาใช้ในกิจการส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ
ซึ่งอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าในประเทศไทยมาก จนรวมถึงเงินรายได้ที่ฝากไว้ในธนาคารต่างประเทศ
เพราะสายการเดินเรือส่วนใหญ่มีสาขาอยู่มากมาย การขอกู้กองทุนก็เป็นส่วนน้อย
เรือใหม่ลำหนึ่งอย่างน้อยก็ตกประมาณ 9.7 ล้านเหรียญสหรัฐ การกู้ 19 ลำ ที่ใช้เงินประมาณ
2 พันกว่าล้านสำหรับเรือใหม่จึงเป็นส่วนน้อยมาก
ซึ่งเป็นไปได้ว่าการกู้ซื้อเรือคงไม่ใช่เรือใหม่เพียงอย่างเดียว อาจเป็น
ได้ทั้งการซื้อเรือเก่า และการใช้บางส่วนไปร่วมกับเงินที่มีอยู่แล้วสำหรับเรือใหม่
ตามตัวเลขล่าสุดของหนังสือ Solution นิตยสารรายเดือนสำหรับกิจการด้านพาณิชย์นาวี
ที่มีจำหน่ายทั่วโลก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ระบุว่าเรือไทยที่ต่ออยู่ในอู่เรือต่างประเทศมีจำนวน
17 ลำ
ในจำนวนนี้ เป็นของบริษัท อาร์ซีแอล 2 ลำ ต่อที่อู่เรือ Kyokuyo Zosen
เป็นเรือแบบคอนเทนเนอร์ เรือของบริษัท จุฑานาวี มารีนไทม์ จำกัด 2 ลำ ต่อที่อู่
Higaki Zosen เป็นเรือแบบ General Cargo ของพรีเชียส ชิปปิ้งที่ต่ออยู่จำนวน
11 ลำที่อู่ Cheung Ku ประเทศเกาหลี เป็นแบบเรือ เบาค์ อีก 2 ลำเป็นเรือขุดของกรมเจ้าท่าและการท่าเรือแห่งประเทศไทย
จำนวนรวมขนาดบรรทุกทั้งสิ้น 233,800 เดทเวทตัน
จากตัวเลขเหล่านี้จะเห็นได้ว่า เรือใหม่ส่วนหนึ่งนั้นไม่ได้ใช้เงินของกองทุนพาณิชย์จาก
ธสน.แต่อย่างใด เพราะบางรายต้องมีการแจ้งให้สาธารณชนรับทราบ และหากเป็นจำนวนเรือใหม่ทั้งหมดจริง
มูลค่าจะสูงกว่ากองทุนพาณิชย์นาวีที่ ธสน.ปล่อยกู้ได้
การลงทุนในธุรกิจเดินเรือนั้นต้องลงทุนสูง ซึ่งบางรายต้องเป็นในลักษณะของการร่วมทุน
กองเรือพาณิชย์จึงแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
เป็นเจ้าของคนไทยทั้ง 100%
เป็นเรือชักธงไทยแต่ไม่ใช่เจ้าของคนไทย เพียงต้องการสิทธิประโยชน์บางอย่างในน่านน้ำไทย
และเจ้าของเรือที่อาจเป็นคนไทยหรือไม่ก็ได้ แต่มีบริษัทจดทะเบียนในเมืองไทยเรือที่ใช้ไม่ได้ชักธงไทย
ซึ่งสามารถนำรายได้ที่ได้ไปเก็บไว้ในต่างประเทศได้
กิจการเดินเรือส่วนใหญ่จึงอยู่ในมือของต่างประเทศมากกว่าที่เป็นของบริษัทไทย
ตระกูล ยังเล่าต่อไปด้วยว่า การตั้งบริษัทเดินเรือต้องลงทุนมหาศาล ขณะที่ปัจจุบันตลาดเดินเรือของโลกค่อนข้างย่ำแย่
มีข่าวการล้มละลายของอู่เรือ Bremen Vulkan ของเยอรมนี และกระแสข่าวว่าอู่ต่อเรือ
Gdanst Yards ในโปแลนด์ก็อาจล้มลงอีกราย รวมไปถึงการจับมือของ P&O ของอังกฤษ
กับ Nedlloyd ของเนเธอร์แลนด์ จนถึงเรื่องที่อาจมีการรวมกิจการ ของ NOL และ
APL
ข้อสรุปก็คือสถานการณ์ของเรือไทย หากมีการตั้งบริษัทใหม่ โฮลดิ้ง คอมพานี
เช่นที่จะเกิดขึ้นกับ บทด.จึงน่าวิตก เพราะการรวมกิจการก็อาจต้องให้บริษัทต่างประเทศที่เข้ามาถือหุ้นเป็นผู้บริหาร
หากปล่อยให้เป็นฝ่ายไทยก็คงต้องมีปัญหาเรื่องการลงทุนอย่างมาก และผู้ถือหุ้นต่างประเทศจะยอมไว้ใจฝ่ายไทยหรือไม่
เพราะข้อเสนอบริษัทต่างชาติที่เข้ามา บทด. นอกจากจะต้องรับสิทธิพิเศษแล้ว
ยังต้องการขยายกิจการของตนเองมายังประเทศไทยด้วย
ที่สำคัญก็คือ ในตลาดการเดินเรือของโลก เรือไทยอย่างแท้จริงก็ยังไม่สามารถแข่งขันกับเรือต่างประเทศ
กิจการส่วนหนึ่งต้องพึ่งพาบริษัทต่างประเทศ แม้จะมีตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ก็ไม่ได้หมายความว่า กองเรือไทยจะเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดขึ้น
ตัวเลขการขาดดุลเกิดบนพื้นฐานของอะไร สายการเดินเรือยังค้าขายเป็นเงินตราต่างประเทศ
และนำไปฝากไว้ในธนาคารต่างประเทศ รายได้ที่จะเข้าประเทศจึงไม่ได้แสดงยอดตัวเลขอย่างเต็มที่
กองเรือไทยที่มีศักยภาพขนส่งได้เพียง 10% เมื่อเทียบกับเรือประเทศอื่น เป็นตัวเลขที่วัดจากสิ่งใดเป็นเกณฑ์
ยังคงเป็นปริศนาที่แก้ไม่ตก
การจดทะเบียนเรือไทยเพื่อให้สามารถกู้เงินจากกองทุนพาณิชย์นาวีได้ จึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหากับกองเรือแห่งชาติได้
เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะผลักดันอย่างไร กองเรือพาณิชย์นาวีก็ไม่สามารถสวมหมวกเรือไทยได้เต็ม
100% เมื่อผู้ประกอบการมีทางเลือกได้มากกว่าหนึ่ง
กองทุนฯ จึงเป็นเพียงสิ่งแสดงว่าฝ่ายรัฐทำตามที่มีการร้องขอ เพียงแต่ยังไม่ครอบคลุมเท่านั้นเอง