SSI ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 กำไรพุ่ง 87% ผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง ขณะที่โบรกเกอร์เตรียม ปรับประมาณการใหม่หลังบริษัทแจ้งงบการเงินออกมาได้สวยหรู
นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของบริษัท สิ้นสุด 30 มิถุนายน 47 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,418.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 758.38 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 89 สตางค์ต่อหุ้น เป็น 1.08 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 87%
เนื่องจาก บริษัทมีรายได้จากการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน จำนวน 7,480.9 ล้านบาท (387,358 ตัน ณ ราคาขายถัวเฉลี่ย 19,313 บาทต่อตัน) ซึ่งสูงกว่ายอดขายในงวดเดียวกันของปี 2546 ซึ่งมีจำนวน 7,212.4 ล้านบาท (496,852 ตัน ณ ราคาขายถัวเฉลี่ย 14,516 บาทต่อตัน) นอกจากนี้บริษัทมีรายได้จากการขายเศษเหล็กจำนวน 64.7 ล้านบาท เปรียบเทียบกับยอดขายในงวดเดียวกันของปี 2546 ซึ่งมีจำนวน 102.9ล้านบาท บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการจำนวน 1,850.1 ล้านบาท เปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการ จำนวน 1,172.6 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปี 2546
บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้อื่น จำนวน 18.9 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2546 ซึ่งมีรายได้อื่นจำนวน 37.7 ล้านบาท (ซึ่งรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 8.3 ล้านบาท)
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทและบริษัทย่อย มีจำนวน 309.8 ล้านบาท เปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในงวดเดียวกันของปี 2546 จำนวน 221.8 ล้านบาท โดยในปี 2546 บริษัทย่อยมีหนี้สงสัยจะสูญโอนกลับจำนวน 3.5 ล้านบาท
นอกจากนี้บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้นิติบุคคล จำนวน 1,559.3 ล้านบาท เปรียบเทียบกับกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้นิติบุคคลในงวดเดียวกันของปี 2546 ซึ่งมีจำนวน 992.0 ล้านบาท
ส่วนดอกเบี้ยจ่ายสำหรับเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว มีจำนวน 106.3 ล้านบาท (ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทและบริษัทย่อยจำนวน 102.0 และ 4.3 ล้านบาท ตามลำดับ) ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยจ่ายในงวดเดียว กันของปี 2546 จำนวน 192.5 ล้านบาท(ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทและบริษัทย่อย จำนวน 186.2 และ 6.3 ล้านบาท ตามลำดับ) ในขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทย่อย มีจำนวน 11.2 ล้านบาท เปรียบเทียบกับภาษี เงินได้นิติบุคคลของบริษัทย่อยในงวดเดียวกันของปี 2546 จำนวน 8.1 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย จำนวน 1,441.8 ล้านบาท เปรียบเทียบกับกำไรก่อนหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในงวดเดียวกันของปี 2546 จำนวน 791.4 ล้านบาท และหลังจากหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยแล้ว บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,418.8 ล้านบาท เปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในงวดเดียวกันของปี 2546 จำนวน 758.4 ล้านบาท
ดังนั้น จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทสำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2547 มีกำไรสุทธิเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในงวดเดียวกันของปี 2546 เกินร้อยละ 20 โดยมีสาเหตุหลักเนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง
นายวินกล่าวเพิ่มว่า ปริมาณการใช้เหล็กโดยรวมของตลาดโลกที่สูงขึ้นตามอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีนกอปรกับราคาผลิตภัณฑ์เหล็กที่ปรับตัวในทิศทางขาขึ้นในไตรมาสแรกปีนี้ และยังส่งผลมาถึงไตรมาส 2 ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น
ส่วนการขยายกำลังการผลิตจาก 2.4 ล้านตันต่อปี เป็น 4 ล้านตันต่อปีนั้น อยู่ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงและติดตั้งเครื่องจักร โดยคาดว่าจะเริ่มใช้กำลังการผลิตในส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ในเดือนมีนาคม48 ขณะที่ด้านการส่งออก บริษัทได้ส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนคุณภาพสูงครั้งแรกของปีในเดือนกรกฎาคม และจะส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนประเภทปรับผิวเคลือบน้ำมันครั้งแรกเช่นกันในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กรุงศรีอยุธยา จำกัด (AYS) วิเคราะห์หุ้น SSI หลังจากประกาศกำไรปกติเป็น 1,452 ล้านบาท มากกว่าที่ AYS คาดการณ์ไว้ถึง 20% ทั้งๆ ที่รายได้จากการขาย AYS ประมาณการไว้มากกว่า 10% สาเหตุหลักเป็น เพราะทำอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสได้ถึง 24.6% จากที่ AYS ให้เพียง 18.0% แสดงว่าไตรมาสนี้สิ่งที่บริษัททำได้ดีมากคือ ส่วนต่างกำไร (Metal Spead) ดังนั้นจากการวิเคราะห์งบการเงินที่ AYS มองเห็นคือ
ทั้งนี้ การที่ไตรมาส 2 กำไรออกมาดีกว่าคาดน่าจะมีการปรับประมาณการปี 47 ให้ดีขึ้นไปอีก ยืนคำแนะนำให้ซื้อเนื่องจากได้ปรับราคาขายสูงขึ้น และความสามารถในการบริหารต้นทุนวัตถุดิบได้ต่ำ และมีแนวโน้มว่าหลังจากจีนชะลอเศรษฐกิจแล้ว ขณะนี้การเติบโตอยู่ในภาวะ soft landing หรือเศรษฐกิจมีการเติบโตที่น่าพอใจแต่มีเสถียรภาพ
พร้อมกันนี้ ได้กำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 41.75 บาทด้วย P/E ที่ 10.0 เท่าของกำไรปกติต่อหุ้นปี 48 และคิดส่วนลดกลับมาแล้วด้วยอัตราส่วนลด 15%
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไซรัส จำกัด ระบุว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างปรับประมาณการและราคาเป้าหมาย ยังคงแนะนำ "ซื้อ" เพราะกำไรดีกว่าคาดมาก จากกำไรในงวดครึ่งปีแรกที่สูงถึง 2,995.2 ล้านบาท คิดเป็น 81.2% ของประมาณการทั้งปีที่เราคาด แม้ว่าแนวโน้มการทำกำไรในครึ่งปีหลังจะไม่โดดเด่นเท่ากับในครึ่งปีแรก เพราะราคาเหล็กที่ชะลอความร้อนแรงลงและค่อนข้างนิ่งในปัจจุบัน แต่เห็นได้ชัดว่าประมาณการกำไรของปี 2547 ที่เราคาดว่าจะเป็น 3,689.5 ล้านบาทนั้น ต่ำเกินไปกำลังอยู่ในระหว่างปรับประมาณการขึ้น
ปัจจุบัน SSI ซื้อขายที่ PE 9.2 เท่า และ PBV 1.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มปัจจุบันที่มี PE 12.0 เท่า และ PBV 2.5 เท่า ทั้งๆ ที่ความสามารถในการทำกำไรของ SSI สูงกว่าหลายบริษัทในกลุ่ม และฐานะทางการเงินก็ดีกว่า เราจึงยังคงแนะนำ "ซื้อ"โดยมีราคาเป้าหมาย 43 บาท (อิง PE 15 เท่า)
|