Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2541








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2541
จุดพลิกผัน สถาปนิกไทย             
 

   
related stories

11 ยุทธวิธีเพื่อความอยู่รอด
เคทีจีวาย บุกตลาดต่างประเทศ




เมื่อเกิดวิกฤตครั้งสำคัญของอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิกส่วนใหญ่ ซึ่งอิงอยู่กับธุรกิจนี้ถึง 90% ก็เลยต้องเจ็บตัวไปด้วย บริษัทใหญ่น้อยได้ทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ก็ได้ทำให้เกิดความผิดพลาดในวงการศึกษา เพราะแผนการผลิตนักศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมนับวันจะเพิ่มขึ้น สถาปนิกรุ่นใหม่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างไร? "สถาปนิก" ยังเป็นอาชีพที่นักศึกษาระดับเกรดเอ ฝากความหวังได้อีกหรือไม่ หนทางออก และอนาคตของอาชีพนี้ ทางสมาคมสถาปนิกได้มีการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

วันนี้สถาปนิกรุ่นพี่หลายคนตกงาน บริษัทสถาปนิกหลายแห่งปิดตายสำหรับบัณฑิตรุ่นใหม่ บางรายที่โชคดีเข้าไปได้ก็จะได้รับเงินเดือนเริ่มต้นเพียง 6-7 พันบาท แทนที่จะเป็น 1-2 หมื่นบาทอย่างเช่นที่เป็นมา

การสูญเสียความเชื่อมั่นในวิชาชีพกำลังเกิดขึ้น และได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับแวดวงสถาปนิกอย่างมาก มีการตั้งคำถามถึงขอบเขตของวิชาชีพในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ยังคาดการณ์ไม่ได้ และได้มีการริเริ่มที่จะสร้างรูปแบบใหม่ของการให้บริการทางวิชาชีพ เพื่อรับมือกับความผันผวนหลังยุคฟองสบู่แตก

สมาคมสถาปนิกสยาม (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ได้ระบุตัวเลขของบริษัทสถาปนิกในปัจจุบันไว้ว่า เมื่อปี 2530 นั้นมีบริษัทที่มาจดทะเบียนกับสมาคมฯ ประมาณ 200 บริษัท เมื่อช่วงปี 2535-2536 มีบริษัทสถาปนิกที่เข้ามาจดทะเบียนเพิ่มเป็น 300 บริษัท แต่พอมาปี 2539 เหลือเพียง 220 บริษัท คาดว่าประมาณมาณกลางปี 2540 มีเหลือไม่น่าจะถึง 200 บริษัท

"ตัวเลขที่แน่นอนนั้น ทางสมาคมกำลังรวบรวมอยู่ แต่เป็นเรื่องที่เช็กกันยากมาก เพราะอาชีพทางด้านสถาปัตย์มันมีข้อจำกัด คือถ้างานก่อสร้างยังไม่เสร็จก็ปิดบริษัทไม่ได้ เพราะว่าต้องตามงานไม่อย่างนั้นแล้วจะผิดจรรยาบรรณ ถ้าเป็นการหยุดอย่างไม่เป็นทางการอาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเป็นการปิดบริษัทเลย ทำไม่ได้ ก็เลยเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยาก แต่อาจจะสรุปได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้เหลืออยู่เพียง 100 บริษัทเศษๆ เท่านั้น"

นิติศักดิ์ ชอบดำรงธรรม กรรม การของสมาคมกล่าวกับ "ผู้จัดการรายเดือน" ถึงปัญหาของการตรวจเช็กจำนวนบริษัทสถาปนิกที่เหลืออยู่

ทางด้านพิศิษฐ์ โรจนวานิช ผู้ที่ ยอดเยี่ยม เทพรานนท์ อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ได้ยกย่องว่าเป็นมันสมองก้อนใหม่ที่สำคัญของวงการสถาปัตยกรรมเมืองไทย ได้ร่วมกับคณะทำงานของสมาคมฯ วิเคราะห์ประเด็นหลักๆ ที่คาดว่า จะมีผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิชาชีพสถาปนิกในทศวรรษต่อไป ไว้อย่างน่าสนใจหลายประเด็นทีเดียว

ประเด็นแรกก็คือในเรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมากจากเรื่องที่ไกลตัว ในขณะที่เป็นหัวข้อในการเจรจาระหว่างประเทศสู่รูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น เช่น จากการเจรจา GATT รอบต่างๆ พัฒนาสู่ข้อตกลงในรายละเอียดของ GATS (General Agreement on Trade and Services) และการก่อตั้งองค์การค้าโลก (WTO) ในที่สุดจากเงื่อนไขตัวแปรเป็นเงื่อนไขตายตัว ที่มีผลในการกำหนดอนาคตของวิชาชีพสถาปัตย์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟ เงื่อนไขที่สำคัญคือประเทศไทยต้องเปิดเสรีในเรื่องการค้าต่างๆ ช่วงที่น่าจับตามองก็คือในปี 2546-2548 ไทยต้องรับเงื่อนไขของ AFTA, APEC และ WTO ตามลำดับ ซึ่งคาดกันว่ามันจะต้องมีผลกระทบต่อภาคบริการแน่นอน ข้อที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือในปีดังกล่าวจะอยู่ในช่วงที่วิชาชีพกำลังจะฟื้นตัวในระดับหนึ่ง การประสบกับการเปิดเสรีเต็มรูปแบบในลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คงเป็นเรื่องท้าทายความแข็งแกร่งทางด้านวิชาชีพครั้งสำคัญ

การปรับโครงสร้างทางการเงินเป็นอีกประเด็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากจะเป็นกลไกในการบ่งชี้ในการปล่อยเงินกู้ในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร มีกติกาเป็นสากลระดับไหน ผลกระทบของการปรับโครงสร้างทางการเงิน การปล่อยสินเชื่อ มีผลต่อการเปลี่ยน แปลงโครงสร้างของเจ้าของโครงการโดยตรง ประเภทของโครงการน่าจะได้รับผลต่อเนื่องด้วย การตามแห่ทำโครงการสนามกอล์ฟ ศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม คงไม่กลับมาอีก

การเปลี่ยนแปลงประเภทอาคารของโครงการในอนาคต จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนขอบเขตและทักษะของการให้บริการวิชาชีพในที่สุด

กระทรวงการคลังและไอเอ็มเอฟ วางกรอบไว้ว่าการปรับโครงสร้างทางด้านการเงินที่สามารถสะท้อนเป็นรูปธรรม ในแง่การออกระเบียบควบคุมสถาบันการเงินที่ได้มาตรฐานสากลจะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2543 ดังนั้นปี 2543 จึงน่าจะเป็นปีที่ตั้งหลักครั้งใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าในปีนี้ ปรส.จะขายทอดตลาดสินทรัพย์ และหนี้ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน การเปลี่ยนมือของเจ้าหนี้ และสินทรัพย์คงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก คงต้องรอปี 2543 มากกว่า

ดังนั้นในช่วงระยะเวลาจากปี 2541-2543 สถาปนิกจะทำอย่างไรให้ประคองตัวไปได้จึงเป็นเรื่องที่น่าคิด

ประเด็นที่ 3 กระแสพลิกผันของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม อันเป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวกระบวนทัศน์ทางความคิด

ความล้มเหลวทางการเงินของประเทศ ทำให้เกิดกระแสความคิดหลากหลาย เช่นกระแสชาตินิยมใหม่ที่พยายามปลดแอกไอเอ็มเอฟ โดยการปิดประเทศและหยุดใช้หนี้ กระแสการแก้ปัญหาโดยหลักเศรษฐศาสตร์ กระแสหลักที่มีผู้วิจารณ์ว่าจะทำให้ประเทศตกไปอยู่ในวังวนของหายนะอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ก็มีกระแสธรรมรัฐที่มีความเป็นชาตินิยมเบาๆ ที่เป็นตัวแทนกระแสความประนี ประนอม

วิชาชีพสถาปัตยกรรมนั้นได้รับการมองว่า เป็นผู้ใช้ผู้ลงทุนในกรอบของความคิดกระแสหลักโดยตลอด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดของวิชาชีพที่ต้องพึ่งพาพลังทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างธุรกิจ และโอกาสในการแสดงผลงานทางการออกแบบ ต่อไปผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้คงต้องหาคุณค่าของตัวเองให้พบ เพื่อวางตำแหน่งตนเองในกระแสการต่อสู้ทางความคิด ที่หลากหลายและแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา เพื่อพิจารณาเงื่อนไขของการเพิ่มจำนวน สถาปนิกใหม่ในวิชาชีพอย่างฉับพลัน สถาปนิกในแนวเดิมภายใต้กรอบความคิดที่เป็นกระแสหลัก อาจจะดำรงอยู่ได้จำนวนหนึ่ง ที่เหลือคงต้องสร้างความหลากหลาย โดยประสานเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในแนวทางเลือกใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงของวิชาชีพ

ประเด็นที่ 4 การก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานในแง่การจราจรในต้นปี 2543 ระบบการจราจรจะได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่ระบบขนส่งมวลชนจะได้มีบทบาทในการพัฒนาเมือง และกระตุ้นให้มีการใช้ที่ดินในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ที่น่าสังเกตก็คือในระยะกลาง 6 เดือนถึง 3 ปีอาจจะพบหนทางในการตอบสนองในอาคารเก่าที่สร้างไว้มากมายในปัจจุบัน แต่ในระยะยาว 3 ปีขึ้นไปนั้น ศักยภาพของที่ดินที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้น่าลงทุนใหม่สำหรับนักลงทุนต่างชาติ หรือผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบในวิกฤติการณ์การเงินครั้งนี้

ดังนั้นโครงการใหม่ที่มีขนาดใหญ่ซับซ้อนมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบรถไฟฟ้ามหานครแล้วเสร็จใน 8 ปีข้างหน้า

ประเด็นที่ 5 พ.ร.บ.และกฎหมาย อาคารที่จะประกาศใช้ในอนาคต ในเรื่องของกฎหมายนี้มีอยู่ 2-3 ฉบับที่จะกระทบต่อวิชาชีพโดยตรง คือข้อบัญญัติ กทม. และกฎกระทรวงเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารสำหรับอาคารที่เปิดใช้แล้ว ซึ่งคาดว่าจะประกาศในปี 2542

กฎหมายอนุรักษ์พลังงานที่ประกาศใช้แล้วเมื่อปี 2539 หากมีข้อจำกัดในการตรวจสอบบังคับใช้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้จริงในปี 2543

การประกาศใช้กฎหมายข้างต้น น่าจะมีผลโดยตรงต่อการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร และการปรับปรุงอาคารด้านการอนุรักษ์พลังงานในการปรับปรุงอาคารเก่า และการออกแบบก่อสร้างอาคารรุ่นใหม่ต่อไป

ที่น่าสนใจก็คือในระยะกลาง 6 เดือน-3 ปี น่าจะมีงานในการปรับปรุงอาคารเก่าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สถาปนิกทั้งหลายต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรองรับโอกาสในเรื่องนี้

ประเด็นที่ 6 การสะสมของอาคารที่ก่อสร้างภายใต้ความต้องการเทียมในยุคฟองสบู่ในยุคฟองสบู่นั้น ได้ทิ้งมรดกชิ้นสำคัญไว้มากมายคือ สต็อกเก่าของอาคารหลากหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่อาคารเหล่านั้นโหมวางแผนและออกแบบและเร่งรีบก่อสร้าง ภายใต้สถานการณ์ของการขาดแคลนบุคลากรทางด้านการก่อสร้าง ขาดแคลนวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ

ผลก็คือเมืองไทยในช่วงเวลานั้นจะเต็มไปด้วยอาคารที่พิการ ไร้คุณภาพในระดับที่แตกต่างกันไป ปัญหาพื้นฐานของอาคารเหล่านั้นเกิดจากการมุ่งสร้างยอดขายสูงสุด มองข้ามความสำคัญและจำเป็นของ architcture program กลุ่มผู้ใช้สอยอาคารไม่ชัดเจน ประกอบกับผู้ออกแบบขาดประสบการณ์ความชำนาญในอาคารประเภทต่างๆ

อาคารเหล่านั้นกำลังรอเวลาเพื่อการสะสาง และปรับปรุงเพื่อฟื้นฟูมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ต่อไป เชื่อว่าในระยะยาวอาคารเก่าคงได้รับการแก้ไขปรับปรุงจนน้อยลงไป จนกระทั่งการก่อสร้างอาคารใหม่มีโอกาสเป็นไปได้อีกครั้ง

ประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องที่คาดว่าคนรุ่นใหม่หรือนักศึกษาหลายคนกำลังสนใจก็คือ ในเรื่องของการเพิ่มของจำนวนสถาปนิกในวิชาชีพในช่วงที่กำลังเป็นปัญหาสถาปนิกล้นงาน

นับเป็นมรดกประการสำคัญที่เกิดขึ้นในวงการสถาปนิกเมืองไทย หลังเศรษฐกิจยุคฟองสบู่แตกอีกข้อหนึ่งก็คือ ในปี 2535 ทบวงมหาวิทยาลัยได้ระบุว่าสถาปนิกเป็นวิชาชีพที่ขาดแคลน การวางแผนขยายกำลังการผลิตบุคลากรในอาชีพนี้ก็เลยเกิดขึ้น ทั้งจากสถาบันการศึกษาสถาปัตย กรรมดั้งเดิมและการก่อตั้งสถาบันใหม่ๆ

ตัวเลขจากสมาคมสถาปนิกสยามยืนยันว่า ปัจจุบันมีนิสิตนักศึกษาที่จบทางด้านสถาปัตยกรรมประมาณ 600 คนต่อปี คาดว่าเมื่อทุกสถาบันผลิตได้พร้อมกันหมดใน 2-3 ปีข้างหน้า จะมีผู้จบการศึกษาใหม่ภายในประเทศ 700-800 คน บวกกับที่จบจากต่างประเทศอีก 100-200 คนต่อปี ก็เท่ากับเราจะมีผู้ที่จบทางด้านนี้ประมาณ 1,000 คนต่อปี

จากประเด็นดังกล่าวนั้นจะเห็นได้ว่า ภาพของการจ้างงานจะแปรเปลี่ยนไป เนื่องจากการขยายตัวทางการก่อสร้าง หากจะเกิดขึ้นอีกก็คงไม่รวดเร็วและมากมายเท่าที่ผ่านมา

แน่นอนเงินเดือนขั้นต้นก็จะลดลง โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตของ กส. การคัดเลือกพนักงานบริษัทก็จะมีความเข้มงวดมากขึ้น การจ้างงานก็จะมีแนวโน้มเป็นสัญญาระยะสั้น ระยะกลางมากขึ้น

และถ้ามีสถาปนิกเกิดขึ้นมากๆ อย่างนี้ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข จะทำให้เกิดการใช้บุคลากรที่ไม่คุ้มค่า

"ต่อไปพนักงานเขียนแแบบในออฟฟิศสถาปนิกก็คงไม่ใช่เด็ก ปวช. ปวส.กันแล้ว แต่จะมีพวกจบปริญญาตรีนี่แหละเข้าไปทำแทน" พิศิษฐ์กล่าว

ในวงการสถาปนิก ได้มีการพูดคุยมองลึกไปยังประเด็นของการปรับเปลี่ยนหลักสูตรทางด้านการศึกษาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในประเทศ ที่ไม่ได้ต้องการในเรื่องความสวยงามของตัวอาคารเพียงอย่างเดียว เพราะจากสถิติที่ผ่านมาบัณฑิตที่จบการศึกษาออกมาจาก 100 คน 10 กว่า % เรียนมาทาง Design โดยตรง ซึ่งมันก็เป็นตัวเลขที่ฟ้องว่า มันไม่ได้เข้ากับสถานการณ์ของตลาดอย่างที่ควรจะเป็น

ทางสมาคมสถาปนิกเองก็ได้มีการตั้งคำถามต่อเนื่องกันว่า พวกที่จบในสายเฉพาะที่ตลาดไม่ต้องการจะทำอย่างไรกันดี ก็ได้ตกลงกันว่าคงเป็นเรื่องที่สมาคมที่ต้องวางแผนการศึกษาในระยะสั้น เพื่อให้ตรงกับสายอาชีพที่ด้านนี้ที่ต้องการ อาจจะเป็นคอร์สสั้นๆ เช่นในเรื่องประหยัดพลังงาน หรือสายอนุรักษ์อาคาร

นิติศักดิ์ยังให้ตัวเลขที่น่าสนใจอีกว่าตัวเลขที่ผ่านมาสถาปนิกที่ได้งานไม่ถึง 40% จาก 7-8 ปีก่อนนี่คือภาพรวมส่วนสถาปนิกที่สอบได้ลายเส้นจาก กส. ตัวเลขล่าสุดประมาณ 10.5% จากผู้เข้าสอบประมาณ 600 กว่าคน คนที่เหลือไปไหน แสดงว่าคนกลุ่มนั้นไม่สามารถที่จะเข้าไปทำงานในหน่วยราชการได้ เพราะปกติแล้วหน่วยราชการจะต้องการผู้มีใบประกอบอาชีพได้ตามกฎหมาย

สำหรับช่องทางในการทำอาชีพนี้ในช่วง 6 เดือนถึง 3 ปีนั้นการให้บริการทางด้านวิชาชีพคงต้องพัฒนาภายใต้กรอบใหม่ โอกาสของงานในการบริหารอาคาร ความปลอดภัยของอาคาร การบริหารเพื่อการประหยัดพลังงานและการบูรณะปรับปรุงอาคารน่าจะมีแนวโน้มสูง

ส่วนโครงการออกแบบอาคารใหม่น่าจะกลับมาหลังจาก 3 ปีไปแล้ว โดยมีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ ที่มีโครงสร้างซับซ้อนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ดินในเมืองขนาดใหญ่ โดยมีคุณภาพการพัฒนาที่สูงขึ้น หลังจากระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการจราจรเริ่มคลี่คลายชัดเจนขึ้น เอื้ออย่างมากสำหรับการลงทุนใหม่

ผลจากการสัมมนาของสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ที่ผ่านมานั้นกับบรรดาสถาปนิกจำนวนหนึ่งได้สรุป 11 ยุทธวิธีในการอยู่รอดไว้ (อ่านในล้อมกรอบ)

ประมวลจากสถานการณ์ของวิชาชีพทั้งหมดนั้น ทำให้มองเห็นภาพในอนาคตของอาชีพสถาปนิกได้ส่วนหนึ่ง แน่นอนว่าการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น การเปิดเสรีทางการค้า โดยแก้ไขยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ปว.281 จะเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญ ในการเข้ามาประกอบธุรกิจภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายอย่าง เช่นธุรกิจทางด้านการเงินธนาคาร อุตสาหกรรมรถยนต์ จะมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของเป็นผู้ลงทุนต่างชาติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของการทำงาน เช่น ที่มาของงานกลุ่มลูกค้าและการติดต่อสื่อสาร ในขณะเดียวกันสำนักงานของสถาปนิกในอนาคตจะมีแนวโน้มที่เล็กลง และมีการจัดความสามารถในการปรับตัวเข้ากับตลาดเฉพาะของแต่ละสำนักงานมากขึ้น

การปรับลดขนาดขององค์กรต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวัฒนธรรมของอาชีพมาก่อน ผลที่เกิดขึ้นในระยะยาวไม่สามารถคาดการณ์ได้ ไม่ว่าในด้านขวัญกำลังใจแรงยึดเหนี่ยวในองค์กร ตลอดจนศรัทธาและความร่วมมือในวิชาชีพและสถาบันวิชาชีพ

พิศิษฐ์ ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า

"สำหรับผู้ที่เชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้ผ่านมาและกำลังจะผ่านไป มีคำกล่าวที่น่าฟังอยู่ว่า กลุ่มที่กำลังมีปัญหามาก คือพวกที่จมปลักในอดีต และคิดว่าอดีตจะกลับคืนมา ซึ่งความจริงโอกาสที่อดีตจะกลับคืนมามีน้อย กรอบของความคิดของหลายคนยังเชื่อว่าสิ่งเก่าๆ จะกลับคืนมา"

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us