|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ฟอร์ดฉลองความสำเร็จ 8 ปีในไทย ประกาศเดินหน้าอย่างมั่นคงด้วยการชู 3Ps เป็นนโยบายหลัก หวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 10% ในอีก 3 ปีข้างหน้าเตรียมเพิ่มทีมงานอีก 20% ล่าสุดดอดฉกมือดีค่ายมิตซูบิชิ "สาโรช เกียรติเฟื่องฟู" นั่งแท่นรองประธานฝ่ายการตลาด เริ่มงาน 2 ส.ค.นี้ ส่งผลมิตซูบิชิ ป่วนอีกระลอก
หลังจาก ฟอร์ด ประเทศไทย เข้ามาดำเนินกิจการในไทย จนครบรอบ 8 ปีในเดือน กรกฎาคมนี้ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาฟอร์ดได้สร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย นวัตกรรม ใหม่ๆ รวมถึงความหลากหลายของสินค้า การส่งออก การลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมไทย ดังนั้น ในการก้าวสู่ปีที่ 9 และต่อๆ ไป จึงน่าจับตาอย่างยิ่งว่า ฟอร์ด ประเทศไทย จะก้าวไปในทิศทางไหน และจะส่งผลกระทบต่อคู่แข่ง ตลอดจนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างไร
ชูปัจจัย 3Ps สู่ความสำเร็จ
นายฉัตรชัย บุนนาค ประธานฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ด ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ในวงการยานยนต์ไทยมาตลอด และนับเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคนี้ อย่างที่ภาครัฐจะให้ไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย (Detroit of Asia)
"การก้าวสู่ปีที่ 9 นับเป็นนิมิตหมายอันดีของฟอร์ด ประเทศไทย ในการที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไป โดยเฉพาะการก้าวสู่เป้าหมายมีส่วนแบ่งในตลาดรถ ยนต์ไทยไม่ต่ำกว่า 10% ภายใต้นโยบายหลักของฟอร์ดทั่วโลก คือ ลูกค้า และคุณภาพต้องมาเป็นที่หนึ่งเสมอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ ประกอบด้วย 3 หลักใหญ่ๆ คือ สินค้า บุคลากร และระบบการทำงาน หรือ 3Ps นั่นเอง"
ทั้งนี้ 3Ps ประกอบไปด้วยตัวสินค้า ( Pro-duct) ซึ่งฟอร์ดจะต้องมีสินค้าหลากหลายรุ่นมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม โดยปัจจุบันมีแล้วทั้งปิกอัพ เก๋ง และรถอเนกประสงค์ ดังนั้นในอนาคตก็จะมีรถใหม่เพิ่มเข้ามาอีก แต่ทั้งนี้ต้องดูเวลา และความเหมาะสมว่าจะเป็นเมื่อไหร่ หรืออย่างไร
ต่อมาเป็นเรื่องของบุคลากร (People) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน มีการอบรมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำมืออาชีพเข้ามาทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลในวงการยานยนต์ก็ได้ อาจจะเป็นบุคคลภาย นอกวงการ อย่างล่าสุดฟอร์ด ประเทศไทย ได้ดึงผู้บริหารจากวงการไอที พัชรี พันธุมโน มาดูแล แบรนด์รถยนต์นั่ง เป็นต้น
"แน่นอนการที่จะทำให้องค์กรเติบโต จำเป็นต้องมีการไปเชิญ หรือรับคนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องจำเป็น และคงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ โดยฟอร์ด ประเทศไทย กำลังศึกษาอยู่ว่า เพื่อรองรับการ เติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่ฟอร์ดมีเป้าหมายครองส่วนแบ่งตลาด 10% จากการศึกษาคร่าวๆ น่าจะต้อง มีการเพิ่มบุคลากรในไทยไม่ต่ำกว่า 20% จากบุคลากร ปัจจุบันที่มีอยู่" นายฉัตรชัยกล่าวและว่า
ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ ระบบการทำงาน (Pro-cess) ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สุดของฟอร์ด มอเตอร์ ในการดำเนินงานธุรกิจจนครบ 101 ปี ในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา เหตุนี้จึงไม่แปลกที่ฟอร์ด ประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลง และดึงผู้บริหารมืออาชีพอย่าง จอห์น ฟิงก์ รองประธานอาวุโส มาดูแลกระบวนการ ทำงานทั้งหมดของฟอร์ดในไทย เมื่อปลายปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ฟิงก์เป็นคนที่มีประสบการณ์ในแวดวงยาน ยนต์ และทำงานร่วมกับฟอร์ดมานานกว่า 20 ปี จึงมีความชัดเจนในแต่ละขั้นตอน มีการทำงานอย่างเป็น ระบบ และเข้าใจธุรกิจยานยนต์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงพร้อมที่จะปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงตามโลกได้อย่างรวดเร็ว นี่คือหัวใจของความสำเร็จ
ฉกมือดีค่ายมิตซูบิชิเสริมทัพ
แหล่งข่าวจากฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผย "ผู้จัดการรายวัน" ว่า ขณะนี้การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับกลางถึงบน ขณะนี้ค่อนข้างลงตัวหมดแล้วทุก ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นระดับบริหารนโยบาย ไปจน ถึงผู้ปฏิบัติงาน หลังจากช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับผู้จัดการผลิตภัณฑ์สินค้าครบแล้ว แต่ยังมีขาดอีกบางตำแหน่ง แต่ล่าสุดได้มีการดึงทีมงานเก่าบางคน และผู้บริหารจาก ค่ายรถคู่แข่ง ซึ่งเคยทำงานกับฟอร์ดมาก่อนกลับมา
"ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า วันที่ 2 สิงหาคมนี้ สาโรช เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักบริการหลังการขายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของฟอร์ด จะกลับมาทำงานร่วมกับฟอร์ดอีกครั้ง ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาด ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมของ อภิเชต สีตะกลิน ที่ลา ออกตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และยังว่างจนป่านนี้"
ส่วนของผู้บริหารระดับกลาง ได้มีการดึงคมกริช นงค์สวัสดิ์ อดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์รถยนต์นั่ง และลาออกไปทำงานที่เมืองทองธานี กลับมานั่งในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหารองค์กร แทน สมพงษ์ ผลจิตจรูญ ลูกหม้ออีกคนของฟอร์ดที่เพิ่งลาออก หลังย้ายจากตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์รถบรรทุก มารับตำแหน่งนี้ได้ไม่กี่วัน เพราะมีปัญหาขัดแย้งกับผู้บริหารระดับสูงในทีมของ จอห์น ฟิงก์ มาอย่างต่อเนื่อง
มิตซูบิชิป่วนจัดแถวใหม่
การดึงตัวผู้บริหารระดับสูงจากมิตซูบิชิครั้งนี้ ทำให้สถานการณ์ของค่ายรถดังกล่าวปั่นป่วนพอสมควร เพราะสิ้นเดือนที่ผ่านมาเพิ่งมีการปรับเปลี่ยน ในระดับองค์กรครั้งใหญ่ หลังจากได้มีการเปลี่ยน แปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ใน มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดมเลอร์ไครสเลอร์ไม่ยอมเพิ่มทุนอีกต่อไป ทำให้ เดวิด ดับบลิว โฮวาร์ด ที่ถือเป็น คนจากสายเดมเลอร์ไครเลอร์ ต้องออกจากตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ปีเดียว
โดยผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งแทน คือ มุทซึฮิโร่ โอชิคิริ ถือเป็นคนของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ทำให้ทีมงานการตลาดที่มาพร้อมกับเดวิด ไม่ว่าจะเป็น คันธนิธิ์ สุคนธทรัพย์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักสื่อสารองค์กร และวิกรานต์ อมาตยกุล ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักการตลาด มีแนวโน้มที่อนาคตจะอยู่ในมิตซูบิชิไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้น เมื่อสาโรชที่ถือเป็นลูกหม้อคนหนึ่งของ มิตซูบิชิมาก่อน แม้จะเคยย้ายไปอยู่กับฟอร์ดมาระยะหนึ่ง แต่ก็หวนกลับมาทำงานร่วมกับมิตซูบิชิอีก ครั้ง ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ภายหลัง จากฟอร์ดมีการเปลี่ยนแปลงภายในเมื่อ 2 ปีก่อน จนต้องลาออกไป แต่เมื่อทีมของเดวิดเข้ามาคุมฝ่ายการ ตลาดเมื่อปีที่ผ่านมา สาโรชต้องถูกย้ายไปดูแลสายงานบริการหลังการขายที่ไม่ค่อยมีบทบาทแทน
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมิตซูบิชิครั้งใหม่ล่าสุด ทำให้สาโรชเป็นอีกตัวเต็งหนึ่งที่มีแนวโน้ม สูงจะกลับมาดูแลสายการตลาดในอนาคต เพราะคาด ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังจาก ที่เดวิดลาออกไป และมีแนวโน้มทีมบริหารที่มาพร้อม กับเดวิดจะต้องถูกกดดันให้ลาออกตาม แต่เมื่อสาโรชถูกฟอร์ดดึงมาร่วมงานในตำแหน่งสูงเช่นนี้ ย่อมทำให้มิตซูบิชิปั่นป่วนพอสมควร
|
|
 |
|
|