|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บีเอ็นทีเตรียมดึงนักลงทุนกลุ่มเอนเตอร์เทนเมนต์ 4 รายเข้าถือหุ้น 29% แย้ม 1 ใน 4 เกี่ยวข้องกับบล็อคบัสเตอร์ พร้อมปรับโครงสร้างบริหารใหม่ ดึงมือดีจากหลายวงการร่วมนั่งแท่นบริหาร เผยทิศทางหลังปรับ เตรียมขายโรงงาน 2 แห่ง 160 ล้านบาท ลดคน ขยายธุรกิจใหม่ เดือน ส.ค.เล็งเสียบแทน 2 คลื่นวิทยุหมดสัญญา
นายอิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็นที เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเอ็นที เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มนักลงทุน 4 รายที่สนใจเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงของบีเอ็นทีจำนวน 278 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 29% จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 930 ล้านหุ้น ซึ่ง กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะเข้ามาช่วยขยายธุรกิจให้กับบริษัท และเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านเอนเตอร์เทนเมนต์หลายประเภทตามที่บริษัทต้องการ เพื่อต่อยอดให้กับธุรกิจเดิมที่บริษัทมีอยู่
หนึ่งในนักลงทุนกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธภาพที่ดีกับบล็อคบัสเตอร์เป็นอย่างดี ซึ่งบล็อคบัสเตอร์เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายปลีกภาพยนตร์ที่เป็นบริษัทระดับอินเตอร์เนชั่นแนลและมีลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศ จึงเป็นพันธมิตรที่ บีเอ็นทีสนใจ ก่อนหน้านี้การเข้ามาทำตลาดของบล็อค บัสเตอร์ในไทยยังไม่เติบโตนัก และมีจำนวนสาขาไม่ถึง 10 แห่งทั่วประเทศ แต่บล็อคบัสเตอร์เอง ต้องการที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุม และอยู่ระหว่างหาพันธมิตรทางธุรกิจในไทย หลังจากที่กลุ่ม นักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาถือหุ้นในบีเอ็นทีแล้วเชื่อว่าบล็อคบัสเตอร์เองก็ต้องเร่งขยายตัวเช่นกัน
บริษัทสามารถที่จะสรุปโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหม่ 4 รายนี้ได้ภายในวันที่ 13-14 ก.ค.นี้ แต่ในเบื้อง ต้นได้เริ่มปรับโครงสร้างและผู้บริหารงานใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทั้งด้านการเงินและการแข่งขัน ทางธุรกิจ โดยแยกส่วนการบริหารระหว่างฝ่ายการตลาดและฝ่ายการเงินออกจากกันและรายงานตรงกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการที่ดูแลโดยม.ร.ว.รุจยารักษ์ อาภากร แทนการรายงานตรงกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารเหมือนเช่นเคย
ขณะที่ฝ่ายการตลาดที่แตกออกมาดูแลโดยนายชนิต สุวรรณพรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการ ตลาด ซึ่งถือเป็นนักการตลาดมืออาชีพที่เคยอยู่กับนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และส่วนของการเงินดูแลโดย นายวิโรจน์ มโนห์โมกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน
ม.ร.ว.รุจยารักษ์ อาภากร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บีเอ็นที เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า ทิศทางของบีเอ็นทีหลังจากปรับโครงสร้างการบริหาร เพิ่มทุนจดทะเบียนแล้ว บริษัทจะขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หาพันธมิตรและขยายธุรกิจใหม่ โดยเตรียมที่จะขยายที่ดินและโรงงานผลิตเทปคาสเสตที่ระยองและบางนาให้เสร็จภายในสิ้นปี คิดเป็นมูลค่า 160 ล้านบาท พร้อมกับลดจำนวนคนที่อยู่ในโรงงานแห่งนี้ และย้ายเครื่อง จักรผลิตเทปบางส่วนมาไว้ที่โรงงานที่พระราม 3 ซึ่งเดิมเป็นโรงงานผลิตดีวีดีและวีซีดี โดยตลาดเทปคาส เสตส่วนใหญ่บริษัทจะผลิตให้กับตลาดต่างประเทศ
การขยายไปสู่ธุรกิจใหม่เพื่อให้บีเอ็นทีก้าวสู่ความเป็นบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ ครบวงจรก็เตรียม แผนที่จะโอนย้ายกิจการบริษัท บีเอ็นที เน็ทเวิร์ค จำกัด เคยบริหารอยู่มาไว้ที่บริษัท บีเอ็นที เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ โครงสร้างทางธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นใน บีเอ็นที เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ประกอบด้วย ธุรกิจภาพยนตร์, ธุรกิจเพลง, ธุรกิจผลิตสื่อ อาทิ โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ คอนเสิร์ต และธุรกิจที่เป็นสื่อใหม่
โดยธุรกิจเพลงนั้น บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในค่ายเบเกอรี่ มิวสิคจากปัจจุบันที่มีอยู่ 25% แต่ต้องรอให้กลุ่มบีเอ็มจีกับโซนี่ มิวสิคจบการเจรจากันก่อน
ธุรกิจผลิตสื่อที่บีเอ็นทีมแชนเนล วี ไทยแลนด์ เตรียมแผนขยายการผลิตรายการให้กับฟรี มีเดีย โดยเจรจากับช่อง 5 และไอทีวีไว้แล้ว ส่วนสื่อวิทยุ ขณะนี้มีเพียงคลื่น 98.0 ลูกทุ่งรักไทยเพียงคลื่นเดียว แต่ในวันที่ 1 ส.ค.คาดว่าจะได้คลื่นใหม่ เนื่องจากมี 2 คลื่นที่กำลังหมดสัญญา ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเลือกเป็นรายการแชนเนล วี เอฟเอ็มหรือเลิฟ เอฟเอ็มที่หลุดจากผังวิทยุไปตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ด้านสื่อสิ่งพิมพ์จะเน้นขยายนิตยสารประเภท ความบันเทิงทั้งหัวไทยและหัวนอก โดยล่าสุดเพิ่งเปิด ตัวนิตยสารหัวนอก "POP" เมื่อต้นเดือน ก.ค.นี้ ส่วน ธุรกิจที่เป็นสื่อใหม่จะเกี่ยวข้องกับพันธมิตรนักลงทุน 4 รายใหม่ที่จะเข้ามาถือหุ้นในบีเอ็นทีเร็วๆ นี้ ปีนี้ธุรกิจที่ทำรายได้หลักให้กับบีเอ็นทียังคงเป็นธุรกิจภาพยนตร์ แต่แนวโน้มในอนาคตธุรกิจดังกล่าวจะมี สัดส่วนลดเหลือเพียง 50% เท่ากับธุรกิจเพลง ธุรกิจโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และธุรกิจสื่อใหม่
|
|
 |
|
|